คําว่า พิธีกรรม ตามความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้อธิบายไว้ว่า “น. งานที่จัดขึ้นตามลัทธิหรือความเชื่อตามขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อความขลังหรือความเป็นสิริมงคล เป็นต้น เช่น พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีมงคลสมรส พิธีประสาทปริญญา; แบบอย่าง, ธรรมเนียม, เช่นทำให้ถูกพิธี;…..”
และอธิบายคำว่า พิธีกรรม ไว้ว่า “น. การบูชา, แบบอย่างหรือแบบแผนต่างๆ ที่ปฏิบัติในทางศาสนา” โดยเฉพาะเมื่อพิธีกรรมนั้นมีความเชื่อทางศาสนารวมอยู่ด้วยมักจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าความศักดิ์สิทธิ์รวมไว้ด้วย
ในประเทศอินเดียซึ่งร่ำรวยด้วยความเชื่อ ขนบธรรมเนียมและพิธีกรรมแม้ว่าจะมีคำสอนในศาสนาฮินดูเป็นพื้นฐานเช่นเดียวกันแล้วนั้น เรื่องของพิธีกรรมอาจจะมีแตกต่างกันออกไปบ้าง
อาจจะด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ฐานะทางครอบครัวของคู่แต่งงาน เป็นต้น แต่ถึงอย่างไรเมื่อคนทั้งคู่ตัดสินใจจะร่วมใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพิธีกรรมทางศาสนาเข้ามาเชื่อมโยงจิตใจของคนทั้งคู่ และให้เกียรติทั้งสองครอบครัวที่ได้อบรมเลี้ยงดูมาด้วย จึงพบเห็นได้ว่า พิธีกรรมวิวาหมงคลของชาวฮินดูจึงเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ มีนัยสำคัญซึ่งแสดงออกผ่านสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างมากมายและใช้เวลาล่วงเลยหลายวันมาก
ดังเช่นพิธีก่อนการหมั้นหมาย โดยเริ่มต้นจากพิธีวราตัม (Vratham) หมายถึง พิธีสละโสด ซึ่งจะประกอบพิธีในแต่ละฝ่าย โดยเจ้าบ่าวจะเข้าพิธีวราตัมที่บ้านตนเองซึ่งกระทำโดยพราหมณ์เพื่อสละชีวิตโสดสู่การเป็นคฤหัสถ์ (Grihastra)
ในพิธีนี้จะมีการบูชาเทพเจ้าหลายพระองค์ เช่น พระอินทร์ (Indra) พระโสม (Soma) พระจันทร์ (Chandra) และพระอัคนี (Agni) ส่วนเจ้าสาวก็จะทำพิธีสละโสดเช่นกันที่บ้าน แต่เรียกว่าพิธีกัปปู กัตตัล (kappu kattal) โดยพ่อแม่เจ้าสาวจะเป็นผู้ประกอบพิธีให้ ซึ่งจะเริ่มจากการบูชาพระคเณศและเทพเจ้าต่างๆ ก่อนที่จะผูกด้ายมงคลที่เรียกว่ากัปปู (Kappu) เพื่อเรียกสู่ขวัญเจ้าสาวที่ข้อมือขวา
จากนั้นพิธีทางศาสนาที่วัดหรือภาษาฮินดีเรียกว่า มันดิร (Mandir) แล้วนั้นจากนั้นเจ้าบ่าวจะถูกส่งตัวไปให้เจ้าสาวด้วยขบวนแห่ โดยเจ้าบ่าวจะนั่งในรถม้าแบบเปิดประทุนพร้อมกับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอย่างสง่างาม บางเจ้าบ่าวขึ้นขี่ม้าเองก็ปรากฏให้เห็นหรือรถยนต์ที่ถูกประดับด้วยดอกไม้ทั้งคัน ทำการแห่แหนกันไปตามถนน โดยมีขบวนไฟซึ่งประดับหลอดไฟระย้าที่ตัวรถด้วยเพื่อเพิ่มสีสัน
หัวขบวนมีวงมโหรีบรรเลงเพลงเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เต้นระบำไปตลอดทาง ตลอดถึงมีพลุไฟที่ยิงขึ้นเพื่อบ่งบอกว่าขณะนี้รถขบวนเจ้าบ่าวกำลังจะออกเดินทางไปแล้ว
สิ่งสำคัญและขาดไม่ได้คือบรรดาเด็กมุงที่เดินตามขบวนแห่เสมอ และเมื่อถึงสถานที่จัดงานซึ่งปัจจุบันนิยมจัดกันที่โรงแรม เจ้าบ่าวจะเดินไปยังห้องพิธี (เรียกว่า Jaana vasam ในอินเดียใต้ แต่ในอินเดียเหนือเรียกว่า Bharaat) มักจัดกันในศาลากลางแจ้งเพื่อจัดพิธีหมั้น
สำหรับเจ้าสาวก็จะมีการแห่เจ้าสาวขึ้นเกี้ยวหรูหราไม่แพ้เจ้าบ่าวเช่นกัน ซึ่งในแต่ละพิธีกรรมได้ปรากฏสัญลักษณ์เตือนใจให้ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายตลอดจนถึงผู้เข้าร่วมในพิธีกรรมเกิดความสนใจในหน้าที่ของแต่ละช่วงวัยได้อย่างเหมาะสมและปฏิบัติต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
ในส่วนบทมนตราซึ่งพราหมณ์จะเป็นผู้ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมให้นั้น เนื้อหาจะเน้นไปเกี่ยวกับการขอพรจากพระเป็นเจ้าให้คู่รักทั้งสองมีความรักที่ซื่อสัตย์ต่อกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เคารพผู้ใหญ่ในทั้งสองตระกูลตลอดจนถึงเครือญาติ มั่นคงยิ่งในความรัก และความผูกจิตใจของทั้งสองไว้ตราบชั่วกาลนิรันดร์
ขั้นตอนหลังจากที่ขบวนของฝ่ายเจ้าบ่าวมาถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว ฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องยืนรอนอกประตูหน้าบ้าน บริเวณหน้าบ้านจะถูกตกแต่งด้วยกล้วยเครือใหญ่ๆ ที่เสาประตูบ้านทั้งสองเสาเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง และเหนือประตูบ้านจะมีใบมะม่วงเรียงร้อยสลับกับกลีบดอกไม้หลากสายพันธุ์และมีสีสันที่สวยงามเป็นมาลัยประดับอยู่ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง หอมหวานของชีวิตคู่
ส่วนบริเวณพื้นหน้าบ้านจะมีลวดลายมงคลเรียกว่า Kolam หรือ Rangoli มีลักษณะเป็นผงสีโรยหรือใช้กลีบดอกไม้มาเรียงกันเพื่อเพิ่มความหรูหราซึ่งลายมงคลนั้นมีความหมายว่า “ยินดีต้อนรับ” แสดงสัญลักษณ์ว่า บัดนี้สิ่งมงคลต่างๆ จะเข้ามาสู่บ้านฝ่ายเจ้าสาวแล้ว โดยฝ่ายเจ้าบ่าวจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งจะได้รับการต้อนรับจากกลุ่มหญิงสาวของฝ่ายเพื่อนเจ้าสาว
หญิงสาวเหล่านั้นจะถือตะเกียง เหยือกน้ำ รอคอยการต้อนรับพร้อมกับการโปรยดอกไม้สีสันต่างๆ นานา และพิธีกรรมสำคัญๆ จะเริ่มต้น ซึ่งขั้นตอนต่อไปนี้อาจจะพบได้บางพื้นที่หรืออาจจะเหมือนกันหรือแตกต่างกัน
ลําดับขั้นตอนที่จะนำอธิบายต่อไปนี้จึงไม่ได้เรียงลำดับหรือจำเป็นต้องจัดครบทุกข้อ และในบางข้ออาจจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่จะขอกล่าวเป็นลำดับข้อดังต่อไปนี้
1.คณปดีบูชา (Ganapati Puja) คำว่า คณปติเป็นพระนามหนึ่งของพระคเณศ หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “พระพิฆเนศ” พิธีมงคลสมรสเป็นพิธีที่มีความสำคัญเช่นพิธีกรรมอื่นๆ ซึ่งจะต้องเริ่มต้นด้วยการบูชาพระคเณศเป็นเบื้องต้น ก่อนบูชาเทพเจ้าองค์อื่นๆ โดยมีนัยทางสัญลักษณ์ว่า เพื่อปัดเป่าอุปสรรคทั้งปวงที่กำลังจะเกิดขึ้นและเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงราบรื่นไม่มีติดขัดทั้งปวง
2.นันทิเทวตาบูชา (Naandi Devata Puja) พระเจ้าในศาสนาฮินดูจะทรงพาหนะแตกต่างกันออกไป เช่น พระคเณศทรงมุสิกะ (หนู) พระวิษณุทรงสุบรรณ (ครุฑ) เป็นต้น และพระมหาเทพหรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า “พระอิศวร” หรือ “พระศิวะ” ทรงโคนันทิ ดังนั้นการบูชาโคนันทิซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ เป็นพิธีขอพรจากญาติที่ล่วงลับไปแล้ว (โดยจะขออธิบายในเรื่องพิธีกรรมเผาศพอีกคราหนึ่ง) ให้อวยพรแก่คู่สมรสให้มีอายุยืนนานโดยผ่านโคนันทิ
พิธีบูชามักกระทำโดยญาติผู้หญิงของบ่าวสาวที่แต่งงานแล้ว 5 คน ด้วยการถวายพุ่มใบโพธิ์ และรดน้ำนมลงบนตัวโคนันทิอันเป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีแก่บรรพบุรุษ
3.นพเคราะห์บูชา (Navagraha puja) เป็นการบูชาเทพนพเคราะห์ทั้ง 9 เจ้าแห่งโชคชะตามนุษย์ ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ เพื่อเป็นการอวยพรให้ทั้งเจ้าสาวและเจ้าบ่าวพบแต่ความโชคดีในทุกวัน
4.กาสียาตรา (Kasiyathra) คำว่า กาสียาตรา แปลว่า การจาริกไปยังเมืองกาสี เมืองที่พระศิวะทรงโปรดปราน โดยความเป็นมาของพิธีนี้เริ่มจากเจ้าบ่าวจะห่มผ้าเหลืองคล้ายจีวรหรือสีขาวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสันยาสี (sanyasi) โดยคีบแตะ ถือไม้เท้า และพัดใบตาล แล้วแสดงออกว่าจะเดินทางจาริกธุดงค์ไปยังแคว้นกาสี ซึ่งปัจจุบันคือพาราณสี (Varanasi) อันเป็นที่ชุมนุมใหญ่ของนักบวชทั้งหลาย
ผู้ที่สละโลกแล้ว แต่ในระหว่างทางพ่อเจ้าสาวก็เข้ามาขวางพร้อมทั้งกล่าวพรรณนาถึงข้อดีต่างๆ ของการครองเรือนและเอ่ยปากยกลูกสาวให้ จนเจ้าบ่าวใจอ่อนยอมสึกแล้วไปครองเรือนกับเจ้าสาว
5.พิธีบูชาต้นอัศวถ์ (Ashwatha tree) คำว่า อัศวถ์แปลว่า ม้า ซึ่งมีความหมายถึง ต้นโพธิ์ เพราะก่อนที่จะได้ชื่อว่าต้นโพธิ์นั้น มีชื่อเรียกในภาษาบาลีว่า อัสสัตถพฤกษ์ แปลว่า ใบที่ม้ากิน ดังนั้น บางท้องถิ่นอาจเติมพิธีบูชานี้เข้าไป โดยเจ้าสาวและเพื่อนๆ จะไปสวดมนต์ขอบคุณและขอพรจากต้นโพธิ์ซึ่งเป็นตัวแทนของพระวิษณุ
6.พิธีวาอกุ นิชย มุหุรตัม (Vaaku Nichaya Muhurtham) พิธีนี้จะจัดขึ้นในปะรำพิธีห้องโถงงานแต่งงาน บ่าวสาวนั่งเคียงคู่อยู่ข้างกองไฟพิธีเพื่อให้อัคนีเทพเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยพ่อ-แม่ของทั้งสองฝ่าย พราหมณ์ปุโรหิต (purohit) จะร่ายเวทมนตร์พร้อมทั้งเอ่ยนามของคู่บ่าวสาว และญาติผู้ใหญ่ 3 ชั่วคนให้ทวยเทพได้รับทราบ โดยมีแขกและญาติๆ นั่งเป็นสักขีพยานอยู่โดยรอบ
โดยมนต์ตอนที่สำคัญจะกล่าวว่า “ข้าแต่วรุณเทพ จงอย่าให้มีอันตรายเกิดแก่เขาทั้งสอง ข้าแต่พระพฤหัสบดี (Brihaspati) ขอเธออย่าคิดร้ายต่อสามี ข้าแต่พระอินทร์จงประทานพรแด่เธอให้ปกปักรักษาลูกๆ ของเธอ ข้าแต่สุริยเทพจงประทานพรแด่เธอให้สุขภาพสมบูรณ์”
บ่าวสาวมอบพวงมาลัยให้กันและกัน (Maalai Mathal) บ่าวสาวสวมมาลัยปลุกเสก (varamala) ให้กันและกันฝ่ายละ 3 พวง เป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่ ในภาคใต้ของอินเดียมีการเพิ่มเติมให้บ่าวสาวต้องนั่งบนบ่าของพี่หรือน้องชายของแม่ทั้งสองฝ่ายในตอนที่สวมมาลัยแก่กันด้วย
7.พิธีโล้ชิงช้า (Oonchal) ต่อไปก็จะเชิญเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปนั่งชิงช้า (Oochal) มีการแกว่งไปมา โดยมีเพื่อนเจ้าสาวซึ่งรับหน้าที่เป็นหางเครื่องร้องเพลงกล่อมโดยใช้เพลง Laali ทั้งนี้ แม้สายโซ่ที่ห้อยชิงช้าก็มีนัยแสดงให้เห็นถึงสายใยเชื่อมไปถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ท่ามกลางสวรรค์ โดยนัยของการแกว่งไปมาแสดงถึงความไม่แน่นอนของชีวิต ซึ่งจะมีทั้งความสุขและความทุกข์ที่ทั้งคู่จะต้องเผชิญและร่วมกันต่อสู้กันไปจนกว่าความตายจะมาพรากความรักจากคนทั้งคู่เท่านั้น
8.พิธีหว่านเมล็ดพืช (Paalikai) ญาติผู้หญิงของบ่าวสาวที่แต่งงานแล้ว 5 คน พร้อมด้วยถาดใส่ถ้วยดินเผาหลายใบที่มีธัญพืชงอกใหม่ 9 อย่างบรรจุอยู่มอบให้พราหมณ์บริกรรมคาถา หลังพิธีแต่งงานธัญพืชนี้จะถูกนำไปลอยในแม่น้ำหรือสระน้ำเพื่อเป็นการบูชาเทวดาที่ปกป้องลูกๆ ของสามีภรรยา
9.วารีบูชา (Vari Puja) เป็นพิธีล้างเท้าเจ้าบ่าวด้วยน้ำนมและเช็ดให้แห้งด้วยผ้าไหม หลังจากนั้นจะมีการนำเอาน้ำและตะเกียงไฟไปเวียนทักษิณาวรรตไปเวียนรอบชิงช้าเพื่อป้องกันคู่บ่าวสาวจากสิ่งชั่วร้าย ตามมาด้วยการให้ทานเปรตโดยการขว้างข้าวปั้นย้อมสีเหลืองและแดงไปรอบๆ ชิงช้าเพื่อไม่ให้ภูติผีมารบกวนงานวิวาห์
10.กันยาทาน (Kanya dhaan) บิดามารดาและญาติของฝ่ายหญิงจะมอบบุตรสาวของตนให้เจ้าบ่าว เจ้าสาวจะนั่งบนตักของพ่อ เหมือนลูกยังเป็นเด็กเล็กอยู่ในสายตาของพ่อและแม่ก่อนจะมอบต่อให้เจ้าบ่าวไปดูแลต่อ ใบพลูและมะพร้าวจะถูกวางลงบนอุ้งมือของเจ้าสาว โดยมีมือเจ้าบ่าวและพ่อเจ้าสาวรองอยู่ข้างล่าง แม่เจ้าสาวจะรดน้ำลงบนมือเจ้าสาวเป็นสัญลักษณ์ของการมอบเจ้าสาวให้เจ้าบ่าว ต่อจากนั้นพ่อเจ้าสาวก็จะจับมือเจ้าบ่าววางลงบนมือของเจ้าสาวเป็นอันเสร็จพิธี ขณะเดียวกันเจ้าบ่าวจะให้สัญญาว่าจะครองชีวิตคู่ตามอุดมคติของศาสนาฮินดู คือ เพื่อธรรมะ อรรถะ กามะ และโมกษะ
11.ปาณิครหณะ (Paanigrahanam) เจ้าบ่าวจะยื่นมือไปจับมือเจ้าสาว พร้อมๆ กับสวดคาถาจากโศลกในพระเวท ซึ่งมีใจความว่า ผมจับมือคุณไว้ในมือของผม เป็นสัญลักษณ์ว่าเราจะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ขอให้คุณเป็นคู่ชีวิตของผมจนถึงวัยชรา โดยประการดังนี้ ผมสามารถทำหน้าที่ในคฤหัสถะ อาศรม ได้อย่างสมบูรณ์
12.ลาชาโมหะ (Lajja Homan) พี่ชายน้องชายหรือตัวแทนเจ้าสาวจะใส่ข้าวเปลือกคั่วในมือเจ้าสาว จากนั้นเจ้าสาวจะเอาใส่ในมือเจ้าบ่าวต่อ การสังเวยด้วยข้าวเปลือกคั่วนี้ เป็นการอุทิศแด่เทพอารยัน วรุณ ปูศานะ และเทพอัคนี เพื่อว่าเทพทั้ง 4 จะช่วยให้เจ้าสาวพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ
13.อัคนีทักษิณา (Agni Dakshina) การเดินประทักษิณ (เวียนขวา) รอบกองไฟ ในพิธีนี้เจ้าบ่าวจะจูงแขนเจ้าสาวเดินรอบแท่นบูชาไฟ 3 รอบ ขณะที่พราหมณ์ผู้ทำพิธีจะสวดคาถาจากโศลกในพระเวทไปด้วย
14.อัษมาโรหณะ คำว่า อัษมา แปลว่า หิน ส่วน โรหณะ แปลว่า ยกสูง เพื่อให้เจ้าสาวมีความจงรักภักดีและซื่อสัตย์ต่อเจ้าบ่าวอย่างไม่เสื่อมคลาย เจ้าบ่าวจะให้เจ้าสาวใช้เท้าขวาเหยียบบนก้อนหิน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือแท่นบูชาไฟ ก้อนหินเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงแข็งแรงในการเอาชนะศัตรูผู้ปรารถนาร้ายทั้งหลาย
15.สัปตปที (Sapthapadhi) เจ้าบ่าวจะจูงแขนเจ้าสาวก้าวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 7 ก้าว แต่ละก้าวแทนสัญญาที่เจ้าบ่าวมีต่อเจ้าสาว ซึ่งขอประมวลมากล่าวโดยสรุปจากคำอธิบายของบัณฑิตศาสนาฮินดู บัณฑิต วิทยาธร สุกุล, 2527:18-22) ดังนี้
ก้าวที่ 1 จะมีความมานะพยายามในการหาทรัพย์มาเลี้ยงดูครอบครัวและทรัพย์ทั้งหมดที่หามาได้จะนำมามอบให้ภรรยา หากจำเป็นต้องไปนอนค้างแรม ณ ที่อื่น หรือต้องรับประทานอาหารนอกบ้านจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ก้าวที่ 2 จะมีเสน่หาในเจ้าสาวและไม่นอกใจตลอดไป
ก้าวที่ 3 จะยอมรับเจ้าสาวเป็นภรรยาคนเดียวตลอดชีวิต
ก้าวที่ 4 จะเผชิญกับอุปสรรคทุกชนิดที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตสมรส จะไม่ทอดทิ้งเจ้าสาว ความทุกข์ของเจ้าสาวคือความทุกข์ของตนเอง จะยินดีถือพรตบำเพ็ญตบะกระทำพิธีทางศาสนาเพื่อขอพรให้เจ้าสาว
ก้าวที่ 5 จะปฏิบัติต่อพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และสัตว์เลี้ยงของตนเช่นเดิมโดยไม่บกพร่อง เพื่อไม่ให้โลกตำหนิได้ว่าหลงรักเจ้าสาวจนลืมภารกิจและหน้าที่ต่างๆ ที่เคยกระทำมา
ก้าวที่ 6 จะรับภาระเลี้ยงดูเจ้าสาวแทนพ่อแม่ของเจ้าสาว จะไม่ถือโกรธเมื่อเจ้าสาวขอร้องอะไรๆ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในบ้าน เนื่องจากเจ้าสาวเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว ยังไม่ทราบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ของตระกูล หากทำอะไรผิดลงไปก็จะไม่กล่าวโทษทันทีด้วยอารมณ์หรือล่วงเกินเลยไปถึงพ่อแม่ของเจ้าสาว
ก้าวที่ 7 จะสืบต่อประเพณีทางศาสนาที่บรรพบุรุษของตนเคยยึดถือปฏิบัติกันมา และสอนลูกหลานให้ปฏิบัติตามครรลองนั้นด้วย เมื่อได้ประกอบยัญพิธีใดก็จะถือว่าเจ้าสาวมีส่วนในผลบุญครึ่งหนึ่ง และหากบังเอิญไปกระทำความชั่วเข้าก็จะรับผิดชอบคนเดียว
เมื่อเจ้าบ่าวให้สัญญากับเจ้าสาวแล้ว เจ้าสาวก็จะให้สัญญากับเจ้าบ่าวบ้างว่า จะไม่ไปพูดคุย เที่ยวเตร่ หรือร้องรำทำเพลงกับเจ้าอื่น จะไม่ไปไหนคนเดียว จะไม่คบหาสมาคมกับคนติดอบายมุข และจะไม่กระทำประการใดให้ชื่อเสียงตระกูลของทั้งสองฝ่ายเสียหาย
16.สินทูรทาน (Sinduradaan) เจ้าบ่าวจะโรยด้วยสังข์ที่มีผงสีแดงตรงแสกผมกลางศีรษะเจ้าสาว พิธีแต่งงานจะสิ้นสุดลงด้วยการที่แขกที่มาร่วมงานอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีอายุยืนยาวนาน และประสบความสุขสมบูรณ์ในชีวิต
ในปัจจุบันพิธีแต่งงานของชาวฮินดูอาจจะแตกต่างกันไปบ้างเพราะความกว้างใหญ่ของประเทศและเรื่องของเศรษฐกิจย่อมส่งผลถึงพิธีกรรมและขั้นตอนในแต่ละท้องถิ่นซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่อาจจะกล่าวได้ว่าขั้นตอน 4 ตอนจะเหมือนกันไม่ผิดแผกแตกต่างจากกันมาก ได้แก่
1.ขั้นตอนแรก คือการนำเนย (Ghee) หยดใส่ลงไปในกองไฟศักดิ์สิทธิ์
2.เจ้าบ่าวจะจับมือเจ้าสาวอย่างมั่นคงพร้อมกับกล่าวว่า “พี่ขอจับมือเธอเป็นสัญลักษณ์ความสุขของเราทั้งสอง”
3.เจ้าบ่าวจับมือเจ้าสาวเดินรอบกองไฟ การเดินเป็นการเดินประทักษิณาวรรต (การเวียนขวา) พอเดินครบ 1 รอบ เจ้าบ่าวจะประคองให้ยืนเหยียบแผ่นหินที่เตรียมไว้ พร้อมกล่าวว่า “เหยียบก้อนหินนี้เถิด จงทำใจหนักแน่นอย่างก้อนหิน จงชนะศัตรูทั้งหลาย จงเหยียบปรปักษ์ทั้งหลาย” เดินอย่างนี้และกล่าวอย่างนี้ 3 รอบ
4.เจ้าบ่าวจับมือเจ้าสาวก้าวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 7 ก้าว พลางกล่าวว่า “ก้าวหนึ่งก้าวเพื่อได้ยาง ก้าวที่สองเพื่อดูดน้ำหวาน ก้าวที่สามเพื่อความงอกงามไพบูลย์ของทรัพย์สมบัติ ก้าวที่สี่เพื่อความผาสุก ก้าวที่ห้าเพื่อมีปศุสัตว์ ก้าวที่หกเพื่อฤดูต่างๆ ก้าวที่เจ็ดเพื่อเธอจะได้เป็นมิตรของพี่ ขอให้เธออุทิศตนต่อพี่ ขอให้เราทั้งสองมีบุตรชายหลายคน ขอให้บุตรชายของเราอายุยืนยาว”
ขนบธรรมเนียมพิธีกรรมของชาวฮินดูในส่วนที่ถือว่าสำคัญมากคือการเดินเจ็ดก้าว เพราะหากเจ้าบ่าวตายก่อนการทำพิธีเดินเจ็ดก้าวนี้ จะถือว่าไม่มีพิธีแต่งงานเกิดขึ้น และเจ้าสาวก็ไม่นับว่าเป็นแม่ม่ายเพราะสถานภาพของหญิงที่เป็นม่ายในคติชนชาวฮินดูไม่สามารถไปร่วมงานมงคลได้ และในท้ายสุดแห่งพิธีเจ้าบ่าวจะโรยด้วยสังข์ที่มีผงสีแดงสดตรงแสกผมกลางศีรษะเจ้าสาว
พิธีมงคลสมรสจะสิ้นสุดลงด้วยการที่แขกที่มาร่วมงานอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีอายุยืนยาวนาน และประสบความสุขสมบูรณ์ในชีวิต
จากนั้นจะเป็นการฉลองมงคลสมรสที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะอยู่บนเวทีเพื่อให้แขกมาร่วมอวยพร มอบของขวัญ และร่วมรับประทานอาหารซึ่งแบ่งออกเป็นอาหารที่มีเนื้อสัตว์ และปราศจากเนื้อสัตว์ มีเสียงขับร้องและความบันเทิงตลอดงาน สีสันของเสื้อผ้าและลวดลายที่สวมใส่ตลอดจนถึงเครื่องประดับน้อยใหญ่จะปรากฏโฉมในช่วงเวลานี้อีกด้วย
เมื่อพิธีกรรมดังกล่าวเสร็จสิ้นลงแล้วทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะพักในบ้านของบิดาเจ้าบ่าวโดยอยู่กันอย่างแบบพี่น้อง 3 วัน ในวันที่สี่ผู้ใหญ่ของเจ้าบ่าวจะทำพิธีหลายพิธีเพื่อให้เกิดความแน่นอนว่าการแต่งงานครั้งนี้จะได้บุตรสืบสกุล เมื่อเสร็จพิธีแล้วเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะได้อยู่ร่วมเตียงกันเป็นครั้งแรก ด้วยเหตุนี้เราจึงสังเกตเห็นว่าสตรีที่ผ่านพิธีแต่งงานแล้วจะมีผงสีแดงอยู่ตรงแสกกลางของผมเพื่อเป็นการอวยพรให้สามีของตนมีอายุยืนยาวนานและบ่งบอกเป็นแนวทางสัญลักษณ์ว่ามีผู้ครอบครองแล้ว
สำหรับเมืองพาราณสีภาพที่คุ้นเคยตาของผู้เขียนเมื่อครั้งไปศึกษาอยู่จะพบคู่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวนั่งรถสามล้อถีบ (ริกชอว์) ไปลงที่ท่าทศอัศวเมธ โดยทั้งคู่จะแต่งตัวอย่างสวยงามแล้วเดินลงบันไดเพื่อไปให้เท้าของคนทั้งคู่สัมผัสกับสายน้ำที่ชื่อว่าแม่น้ำคงคา โดยนำมือลงไปสัมผัสน้ำด้วยความเคารพก่อนที่จะนำไปประพรมแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน จากนั้นคนทั้งคู่จะอธิษฐานจิตร่วมกัน
ซึ่งผู้เขียนได้ทราบมาว่า “สำหรับคนที่เกิดที่เมืองพาราณสีแล้วนั้น ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับความรักของพระแม่คงคา เขาทั้งสองมา ณ สถานที่แห่งนี้เพื่อมากล่าวบอกต่อกันว่า สายน้ำแห่งพระแม่คงคามิมีใครสามารถมาห้ำหั่นให้สะบั้นขาดลงได้ฉันใด ขอความรักอันเกิดจากใจของเราทั้งคู่จงเป็นเฉกเช่นเดียวกับสายน้ำแห่งพระแม่คงคาฉันนั้นเถิด”
ผศ.ดร.อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน
คณะสังคมศาสตร์
และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
[email protected]

