หลังจากที่เจิ่นด่ายกวาง ประธานาธิบดี หรือประธานประเทศเวียดนามได้เสียชีวิตลงในเดือนกันยายน ค.ศ.2018 ที่ผ่านมา ตำแหน่งประธานาธิบดีได้ว่างลง สภาแห่งชาติเวียดนามได้เห็นชอบให้ ดั่งถิหง็อกถิ่งห์ (Đặng Thị Ngọc Thịnh) ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในขณะนั้น ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี
จากนั้น ในวันที่ 6 ตุลาคม 2018 ที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามครั้งที่ 8 สมัยที่ 12 ได้เห็นชอบโดยเอกฉันท์ให้ เหงียนฝูจ่อง (Nguyễn Phú Trọng) ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกตำแหน่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของพรรคนี้ ต้องผ่านการเห็นชอบจากสภาแห่งชาติเวียดนามเสียก่อน
และในวันที่ 23 ตุลาคม ที่ประชุมสภาแห่งชาติเวียดนามครั้งที่ 6 สมัยที่ 14 ก็ได้ลงคะแนนเห็นชอบเลือก เหงียนฝูจ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเวียดนามไปจนถึงปี 2021
เสาหลักทางการเมืองเวียดนาม
ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา อำนาจทางการเมืองในเวียดนามได้กระจายอยู่ในผู้นำ 4 ตำแหน่ง คือ เลขาธิการพรรค ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติ ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสสูงสุดของคณะกรมการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางการเมือง 4 เสา
เลขาธิการพรรค เป็นผู้นำสูงสุดของพรรค เป็นสมาชิกอันดับหนึ่งของกรมการเมือง ควบคุมกลไกในการตัดสินใจของพรรค โดยพฤตินัย เป็นทั้งผู้นำพรรคและประเทศ
ประธานาธิบดี เป็นตำแหน่งประมุขของรัฐ มีภาระหน้าที่ด้านพิธีการ พบปะต้อนรับอาคันตุกะต่างประเทศที่สำคัญ และทำการเยือนต่างประเทศ ขณะเดียวกันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก มีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ
นายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศตามแนวทางของพรรค
ประธานสภาแห่งชาติ ทำหน้าที่ดูแลกำกับด้านกฎหมาย
การที่บุคคลในสี่ตำแหน่งนี้ ต่างเป็นสมาชิกคณะกรมการเมือง ทำให้การตัดสินใจต่างๆ ของพรรค รัฐและสภาแห่งชาติเป็นไปโดยเอกฉันท์ และไม่ทำให้ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมีอำนาจมากจนเกินไป
แม้ว่าการรวมตำแหน่งเลขาธิการพรรคและประธานาธิบดีในบุคคลคนเดียวจะมีส่วนลดทอนระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐอยู่บ้าง แต่ในทางปฏิบัติ โดยวัฒนธรรมทางการเมืองเวียดนาม เลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรมการเมืองอันดับที่หนึ่ง ยังเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด
ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองในเวียดนามอยู่ที่คณะกรมการเมือง ซึ่งใช้หลักมติเอกฉันท์ในกระบวนการตัดสินใจ และให้ความสำคัญกับความอาวุโส
การรวมตำแหน่งประธานาธิบดีเข้ากับตำแหน่งเลขาธิการพรรค ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสาหลักทางการเมือง กล่าวคือ จากการมีเสาหลักทางการเมือง 4 เสา เป็นเสาหลักทางการเมือง 3 เสา
ดังที่กล่าวมาแล้ว สมาชิกอาวุโสสูงสุดของคณะกรมการเมืองจะดำรงตำแหน่งสำคัญ 4 ตำแหน่งข้างต้น
รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ หรือตำแหน่งเทียบเท่าในคณะรัฐมนตรี ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรค
ทุกกระทรวงทบวงกรม ทุกหน่วยงานของรัฐ กองทัพทุกเหล่า องค์กรมวลชน ต่างมีคณะกรรมการพรรคประจำอยู่ในหน่วยงานทั้งสิ้น อันสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของพรรคในการควบคุมกลไกต่างๆ ของรัฐ
เหงียนฝูจ่อง
เหงียนฝูจ่อง ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในปี 1968 เมื่ออายุ 34 ปี มีความสามารถในการเขียนบทความเกี่ยวกับอุดมการณ์และการสร้างพรรคและอุดมการณ์ให้กับวารสารของพรรค
ในปี 1989 เขาทำงานให้กับ “วารสารพรรคคอมมิวนิสต์” (Tạp chí Cộng Sản) และต่อมาได้เป็นบรรณาธิการใหญ่ของวารสารนี้
เขาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการกลางตั้งแต่ปี 1994
ในระหว่างปี 1996-1998 เขาได้รับเลือกเป็นรองเลขาธิการของคณะกรรมการพรรคประจำกรุงฮานอย
ในระหว่างปี 1998-2000 เขาเป็นประธานคณะกรรมาธิการของคณะกรรมการกลางพรรคด้านอุดมการณ์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และการศึกษา
ในระหว่างเดือนมกราคม 2000-มิถุนายน 2006 เขาได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการบริหารพรรคประจำกรุงฮานอย ซึ่งหมายถึงหัวหน้าพรรคประจำกรุงฮานอย
ในวันที่ 26 มิถุนายน 2006 ได้รับเลือกเป็นประธานสภาแห่งชาติ
เขาได้รับการเลือกให้เป็นสมาชิกคณะกรมการเมืองในเดือนธันวาคม 1997 และอยู่ในคณะกรรมการถาวรของคณะกรมการเมืองระหว่างปี 1999-2001
เหงียนฝูจ่อง ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคครั้งแรกในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามครั้งที่ 11 ในเดือนมกราคม 2011 และต่อมาได้รับเลือกเป็นครั้งที่สองในระหว่างการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 12 ในวันที่ 27 มกราคม 2016
จะเห็นว่า เหงียนฝูจ่อง ได้รับตำแหน่งหน้าที่ภายในพรรคมาโดยตลอด
เมื่อตำแหน่งประธานาธิบดีถูกรวมเข้ากับตำแหน่งเลขาธิการพรรค
แม้หลายคนจะคิดว่า ตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นแค่ตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์และเป็นตำแหน่งพิธีการ ไม่น่าจะมีความสำคัญอันใดต่อการรับตำแหน่งเพิ่มขึ้นของเลขาธิการพรรค แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อตำแหน่งประธานาธิบดีถูกรวมเข้ากับเลขาธิการพรรค จะทำให้เลขาธิการพรรคสามารถเข้ามาดูแลกิจการของรัฐได้สะดวก มีอำนาจมากขึ้น ขณะเดียวกันประธานาธิบดีจะมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น
เหงียนฝูจ่อง จะสามารถเร่งการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของพรรคและรัฐได้รวดเร็วขึ้น จะสามารถลดความซับซ้อน ความล่าช้าของระบบราชการได้มากขึ้น อันอาจจะเหมาะสมกับการที่พรรคและรัฐบาลพยายามที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมและจะเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกและภูมิภาคที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เหงียนฝูจ่อง ยังจะมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของศาลได้ด้วย
Carle Thayer นักวิชาการอาวุโสชาวออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่าเหงียนฝูจ่อง ในฐานะเลขาธิการพรรคและประธานาธิบดีจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นบางประการ ทั้งนี้ โดยได้รับการเห็นชอบจากสภาแห่งชาติ ดังเช่น
•มีอำนาจในการร้องขอให้คณะกรรมการถาวรของสภาแห่งชาติแก้ไขกฎหมาย
•มีอำนาจในการเสนอแนะให้สภาแห่งชาติเลือก ระงับ หรือถอดถอนรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
•มีอำนาจในการเสนอแนะให้สภาแห่งชาติเลือก ระงับ หรือถอดถอนประธานศาลประชาชนสูงสุด และหัวหน้าสำนักงานอัยการประชาชนสูงสุด
•มีอำนาจในการแต่งตั้ง ระงับ ถอดถอนประธานศาลประชาชนสูงสุด ผู้พิพากษาศาลประชาชนสูงสุด ผู้พิพากษาศาลอื่นๆ หัวหน้าสำนักงานอัยการประชาชนสูงสุด อัยการของสำนักงานอัยการประชาชนสูงสุด ผู้ช่วยอัยการสูงสุด
•มีอำนาจในการให้สัญชาติเวียดนาม ถอนสัญชาติเวียดนาม คืนสัญชาติเวียดนาม
•มีอำนาจในการบัญชาการกองทัพ คุมสำนักงานของประธานสภาความมั่นคงและการป้องกันประเทศแห่งชาติ
•มีอำนาจในการเสนอชื่อสมาชิกสภาความมั่นคงและการป้องกันประเทศ
•มีอำนาจตัดสินใจในการเลื่อนตำแหน่ง ลดชั้น หรือตำแหน่ง และปลดผู้ดำรงตำแหน่งนายพล ผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการเหล่าทัพ
•มีอำนาจในการแต่งตั้ง ระงับ ถอดถอนประธานสำนักงานการเมืองของกองทัพประชาชนเวียดนาม
•มีอำนาจในการประกาศสงคราม หรือถอนการประกาศสงคราม
•มีอำนาจในการประกาศ หรือยกเลิกภาวะฉุกเฉินทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น
•มีอำนาจในการแต่งตั้งและเรียกเอกอัครราชทูตกลับ
•มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเจรจาและการลงนามในสนธิสัญญาในนามของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
•มีอำนาจในการยื่นสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อขอสัตยาบันจากสภาแห่งชาติและมีอำนาจในการขอยกเลิกสนธิสัญญาระหว่างประเทศในนามของรัฐ
•สามารถเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรของสภาแห่งชาติและการประชุมของคณะรัฐมนตรี
•มีอำนาจในการขอให้คณะรัฐบาลจัดการประชุมเพื่อหารือเรื่องที่ประธานาธิบดีพิจารณาเห็นว่าต้องใช้อำนาจหน้าที่ในการดำเนินงานในเรื่องนั้นๆ และมีอำนาจในการออกคำสั่งให้มีการปฏิบัติการในเรื่องนั้นๆ
•เลขาธิการพรรคและประธานาธิบดีตำแหน่งใหม่นี้ จะสามารถผลักดันผู้ที่มีความเหมาะสมเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลและกองทัพและสามารถสร้างเครือข่ายในหมู่คนที่มีความจงรักภักดีต่อตนได้
อย่างไรก็ตาม จากการที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ประธานาธิบดีจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาแห่งชาติในหลายๆ เรื่องนั้น ไม่น่าจะมีผลในการปิดกั้นอำนาจของประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรค ดังที่หลายคนคิด เพราะจำนวนผู้แทนในสภามากกว่าร้อยละ 90 เป็นสมาชิกพรรค อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 1992 มีเพียงสองกรณีที่สภาแห่งชาติไม่แสดงความเห็นชอบคือ การเสนอชื่อแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งรัฐและรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ
จากนี้ไป เหงียนฝูจ่อง ในฐานะประธานาธิบดีด้วย จะมีโอกาสพบปะ ต้อนรับประธานาธิบดีจากประเทศต่างๆ บ่อยครั้งขึ้น รวมทั้ง การพบปะประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน สี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และจะมีโอกาสเดินทางเยือนประเทศต่างๆ ได้บ่อยขึ้นในฐานะประธานาธิบดีด้วย
ในช่วงที่เหงียนฝูจ่องยังคงอยู่ในสองตำแหน่งนี้ การต่อต้านการคอร์รัปชั่นจะยังคงได้รับความสำคัญในอันดับต้นๆ เหมือนที่ผ่านมา และจะดำเนินควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกบุคคลที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการกลางพรรคที่จะมารับหน้าที่ในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามครั้งที่ 13 ที่จะมีขึ้นในปี 2021
ที่ผ่านมา การคอร์รัปชั่นในเวียดนาม เกิดขึ้นทุกหนแห่งทั้งในหน่วยงานของรัฐและของพรรค เหงียนฝูจ่องได้เน้นการขจัดการคอร์รัปชั่นในธนาคาร สถาบันการเงินต่างๆ วิสาหกิจของรัฐ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคและรัฐ รวมทั้ง ในกระทรวงความมั่นคงสาธารณะและแม้แต่ในกองทัพประชาชนเวียดนาม
การรวมตำแหน่งประธานาธิบดีเข้ากับตำแหน่งเลขาธิการพรรคในบุคคลเดียวกัน จะดำเนินต่อไป หรือไม่
แม้ว่าที่ประชุมสภาแห่งชาติเวียดนามครั้งที่ 6 สมัยที่ 14 จะได้เห็นชอบให้เหงียนฝูจ่อง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปจนถึงปี 2021 ซึ่งในปี 2021 นี้จะมีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามครั้งที่ 13 และการเลือกตั้งสภาแห่งชาติ เราคงต้องติดตามดูต่อไปว่า จากนั้นเป็นต้นไป การรวมตำแหน่งประธานาธิบดีเข้ากับเลขาธิการพรรคในบุคคลเดียวกัน จะคงดำเนินต่อไป หรือจะสิ้นสุดลงในปี 2021
หากยังคงมีต่อไป การเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค ต้องกระทำอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพราะต้องมีภาระหน้าที่รับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ จากนี้ไปซึ่งถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน พรรคอาจจะต้องสร้าง หรือปรับกลไกให้สอดคล้องกับภาระหน้าที่ของเลขาธิการพรรคที่เพิ่มมากขึ้น และเพื่อเป็นการลดการซ้ำซ้อนของหน่วยงานของพรรคและของประธานาธิบดี พรรคอาจจะต้องเพิ่มภาระหน้าที่ให้กับรองประธานาธิบดีและสำนักเลขาธิการประธานาธิบดีเพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่ของเลขาธิการพรรค
ธัญญาทิพย์ ศรีพนา

