หน้าแรก บทความ ประชานิยม นวั...

ประชานิยม นวัตกรรมหรือปัญหาของการเมืองไทย

28.11.18 | 00:59 น.

ในระยะหลังสังคมไทยได้ยินและสัมผัสกับคำว่า “ประชานิยม” อยู่บ่อยครั้ง ยิ่งเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือรัฐบาลที่มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศด้วยแล้ว ประชานิยมจึงถูกนำมาเป็นจุดขายเพื่อผลทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประชานิยมหรือนโยบายที่ติดตาตรึงใจคนรากหญ้ามาถึงทุกวันนี้ ต้องยกให้พรรคการเมืองหนึ่งที่หัวหน้าพรรคมีความเชี่ยวชาญในการตลาดขั้นเทพที่เซียนยังเรียกพี่ที่ได้มีการระดมนักคิด นักวิชาการ ตลอดจนผู้สันทัดทางการเมืองที่เข้าใจ เข้าถึงในความต้องการของประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกร และผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในระดับรากหญ้าของประเทศ

อันที่จริงประชานิยมหรือแนวนโยบายที่พรรคการเมืองตลอดจนรัฐบาลไทยผุดออกมานั้น ไม่ใช่เพิ่งเป็นปรากฏการณ์ให้เห็นในสมัยนี้ แต่ถ้าย้อนกลับไปในปี 2518 รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคกิจสังคม ซึ่งมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งนั้นผู้นำรัฐบาลได้สร้างปรากฏการณ์และฉายภาพให้สังคมเห็นการให้ภายใต้แนวคิด “เราทำได้” จึงมีนโยบาย “เงินผัน” แจกจ่ายไปยังท้องถิ่นและชุมชนต่างๆ จนนำมาซึ่งความพึงพอใจของผู้นำ อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนประชาชนในชนบทขณะนั้นเป็นอย่างมาก

ด้วยนโยบายเงินผันนี่เองต่อมาพรรคการเมืองที่ไม่ได้ก่อตั้งมาเพื่อการเป็นสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริง หวังเพียงได้ร่วมกลุ่มหรือเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ของพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงผลแห่งอนาคตที่จะตามมา นโยบายต่างๆ จึงเน้นไปที่ประชานิยม

และแม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังมีปรากฏการณ์ให้เห็น เพียงแต่มีการใช้นวัตกรรมและเทคนิคปรับถ้อยคำให้ดูเหมือนว่าคิดใหม่ ทำใหม่ ไม่ได้ลอกเลียนใครมาเช่น “ประชารัฐ” เป็นต้น

Advertisement

อย่างไรก็ตาม เมื่อไปศึกษาถึงที่มาของคำว่า “ประชานิยม” นักวิชาการที่ศึกษาทางด้านการเมืองการปกครองสะท้อนให้เห็นว่าประชานิยม หรือ Populism คำนี้มาจากรากภาษาละติน แปลว่าชาติ/ประชานิยม หรือประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยโรมันเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นนักการเมืองโรมันบางคนสามารถจูงใจให้รัฐบาลขอประชามติจากประชาชนโดยตรงได้ในบางเรื่องแทนที่จะขอจากวุฒิสภาซึ่งมาจากชนชั้นอำมาตย์เพียงกลุ่มเดียว

จากประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเด็นนี้ยังบันทึกไว้ว่า ยุโรปและอเมริกาซึ่งประชาชนเข้าไปมีบทบาททั้งในด้านการเมืองและการศาสนา ประชานิยมจึงเป็นหนึ่งในแนวคิดที่ผู้มีอำนาจนำมาประยุกต์ใช้ในมิติต่างๆ อยู่เนืองๆ

วันนี้น่าสนใจยิ่งเมื่อมีนักวิชาการบางสถาบันได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการสร้างความนิยมให้ประชาชนในลักษณะประชานิยม ผลการศึกษาพบว่ารัฐบาลไทยบางยุคมีรูปแบบการนำประชานิยมมาใช้เช่นเดียวกับประเทศอาร์เจนตินาและเวเนซุเอลา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวผู้ศึกษาวิเคราะห์และชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการในลักษณะนี้จะทำให้เมืองไทยประสบปัญหาและนำไปสู่ความล้มละลายหรือล้มลุกคลุกคลานแห่งอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต่อกรณีของสองประเทศที่ประสบปัญหาดังที่นักวิชาการได้วิเคราะห์และชี้ให้เห็น จึงมีโจทย์หรือคำถามให้สังคมและพรรคการเมืองร่วมรู้ ร่วมคิดว่า รัฐบาล (บางยุค) ซึ่งมีส่วนกับประชานิยมและกระทำการเหมือนกับการมอมเมาประชาชนให้เกิดการเสพติดจนไม่ลืมหูลืมตา รัฐบาลหรือนักการเมืองเหล่านั้นจะทราบต่อพิษภัยหรือผลที่จะตามมาหรือไม่ ประเด็นนี้คงไม่ต้องไปหาคำตอบที่ไหน คนระดับเสนาบดีหรือผู้บริหารประเทศย่อมรู้และทราบดี แต่ด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองและอำนาจที่จะตามมาจึงต้องเดินหน้าให้สุดสุด

เพราะวันนี้คนไทย “กลุ่มหนึ่ง” เสพติดคำว่า “ประชานิยม” จนรัฐบาลหรือพรรคการเมืองไม่อาจจะประดิษฐ์หรือคิดค้นคำใดมาทดแทนได้ (กรรมของประชาชนและประเทศไทยแท้ๆ)

ปี 2562 เป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งหลังจากการเดินเข้าคูหากากบาทเพื่อเฟ้นคนดี พรรคการเมืองดีเข้าสู่สภาทำหน้าที่แทนประชาชนห่างหายไปหลายปี วันนี้เชื่อว่าพรรคการเมืองซึ่งมีฝ่ายยุทธศาสตร์เป็นจอมทัพพร้อมขุนศึกที่ชำนาญการในการกำหนดทิศทางนโยบายเพื่อให้เข้าตาประชาชน และนำไปสู่โอกาสของการจัดตั้งรัฐบาล คงเตรียมพร้อมที่จะปล่อยยาหอมหรือน้ำผึ้งให้ประชาชนเคลิบเคลิ้มกันอย่างเต็มสูบ

ด้วยความมุ่งมั่นและจุดยืนของรัฐบาลปัจจุบันที่มีต่อการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่มที่เห็นว่ายังขาดโอกาสและยังมีความเหลื่อมล้ำในบางประเด็น ล่าสุดคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบอนุมัติงบประมาณจำนวน 86,994 ล้านบาท จากการอนุมัติงบดังกล่าวซึ่งกำลังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สังคมกลุ่มหนึ่งทั้งนักวิชาการ นักการเมืองและสื่อมวลชนจึงตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นนวัตกรรมเพื่อประชานิยมที่มุ่งเน้นไปที่ผลทางการเมืองหรือไม่

ประเด็นข้อสังเกตหรือความเห็นต่างดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความงดงามในระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลควรรับฟังยิ่ง ในขณะนี้มีรัฐมนตรีในรัฐบาลอย่างน้อยจำนวนสี่รายไปก่อการตั้งพรรคและดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองด้วยแล้ว ข้อกังขาที่ว่ารัฐใช้โอกาสในการต่อยอดและสร้างประโยชน์เพื่อความนิยมของประชาชนจึงไม่สามารถปฏิเสธได้เต็มปากมากนัก

ด้วยกระแสของประชานิยมที่เกาะติดกับสังคมเมื่อมีผู้ให้ผู้รับ (ชาวบ้าน) คงไม่อาจจะปฏิเสธได้ จากนี้ไปเชื่อว่าภายหลังการเลือกตั้งไม่ว่าพรรคการเมืองไหนหรือใครก็ตามเมื่อรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลคงจะไม่อาจจะหลีกหนีแนวนโยบายในลักษณะดังกล่าวได้อย่างแน่นอน

การเมืองใหม่ เป็นประเด็นที่สังคมไทยกำลังเรียกหาหลังจากที่การเมืองแบบเดิมๆ ไม่สามารถนำประเทศไปสู่ทิศทางแห่งอนาคตที่คาดหวังได้ ประกอบกับวันนี้มีพรรคการเมืองใหม่ มีคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับและพัฒนาประเทศ คำว่าการเมืองใหม่จะเกิดได้จริงมากน้อยแค่ไหนยังไม่สามารถพิสูจน์และจับต้องอย่างเป็นรูปธรรมได้

ประชาชนเจ้าของอำนาจที่มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนในระดับรากหญ้าที่ยังเข้าไม่ถึงกับระบบการเมืองการปกครองอย่างแท้จริง คนกลุ่มนี้ถึงแม้โลกจะเปลี่ยนและมีเทคโนโลยีตลอดจนข้อมูลข่าวสารให้รับรู้รับทราบมากน้อยแค่ไหนก็ตาม มักจะไม่สนใจว่าพรรคไหนเป็นพรรคแท้ พรรคเทียม หรือเป็นกลุ่มคนที่เป็นเพียงกาฝากของระบอบประชาธิปไตย เขาขออย่างเดียวให้ตนเองได้ผลประโยชน์เป็นเพียงพอ

จากปรากฏการณ์ที่คนในระดับรากหญ้าหรือบางกลุ่มแม้จะอยู่ในสังคมที่เจริญแล้วยังไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงต่อระบอบประชาธิปไตยหรือการเมือง การปกครองจึงเป็นหนึ่งในต้นทางที่พรรคการเมืองหรือรัฐบาล (บางพรรคบางยุค) ใช้เป็นช่องทางเพื่อประโยชน์แห่งการได้มาซึ่งโอกาสและอำนาจที่น่าเจ็บปวด สำหรับสังคมไทยเมื่อนักการเมืองบางคนกล่าวว่าอย่าให้ชาวบ้านรู้ทันการเมืองการปกครองมากนัก หรือปล่อยไว้อย่างนี้ดีแล้ว เพราะถ้าชาวบ้านรู้ทันหรือฉลาดรู้มากขึ้นพวกเราจะแย่

การเมืองใหม่ที่คนไทยอยากได้และกำลังแสวงหาเพื่อให้เกิดในวันนี้โดยไม่ต้องรอในชาติหน้าคงจะไม่มาให้เห็น ตราบใดที่พรรคการเมือง (บางพรรค) ยังหวังเพื่อได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ที่สำคัญยังเดินหน้าผุดนโยบายที่ขอให้โดนใจชาวบ้านโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของลูกหลานไทยในอนาคตที่จะตามมา ดังที่บางประเทศประสบมาแล้ว หากยังเป็นอยู่อย่างนี้แสดงว่าการเมืองไทยยังล้าหลังและไม่ปฏิรูปตามเจตนารมณ์ของการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อพฤษภาคม 2557

เพื่อไม่ให้กรรมอันเนื่องมาจากกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจในปรัชญาทางการเมืองและนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริงจะต้องตกอยู่กับคนไทยอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

การเลือกตั้งครั้งหน้าคนไทยต้องไตร่ตรองพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าจะเลือกพรรคแท้ พรรคที่เป็นสถาบันทางการเมือง หรือพรรคเทียมที่ตั้งขึ้นมาเพื่อวาระเฉพาะกิจเท่านั้น ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดจะทำอย่างไรให้คนไทยฉลาดรู้ เข้าใจ เข้าถึงการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

ความฉลาดรู้ของประชาชนจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการปฏิรูปประเทศและการกำหนดทิศทางอนาคตทางการเมืองใหม่ที่ทุกคนแสวงหาอย่างแท้จริง

รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร