หน้าแรก บทความ ยุติคดีการเมื...

ยุติคดีการเมือง : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

20.12.18 | 13:23 น.

หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง 9 ฉบับ เริ่มตั้งแต่ยกเลิกการอายัดบัญชี ห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน ห้ามนักการเมืองเคลื่อนไหว เดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา

ส่วนคดีความทางการเมือง ฝ่าฝืน ขัดขืนคำสั่งคสช.ของบรรดากลุ่มหรือบุคคลผู้เห็นต่างทั้งหลาย ที่ค้างคาอยู่จำนวนเท่าไหร่ กี่คดี จำเลยกี่คน ยังไม่ยุติต้องดำเนินต่อไป ขณะที่ คสช.เป็นโจทก์โดยตรงคงปล่อยให้เป็นภาระของจำเลยต้องดิ้นรน ต่อสู้ แบกรับ เสียเงิน เสียเวลา เสียสมาธิ เสียอะไรต่ออะไรไปตามยถากรรม จนกว่าจะได้อิสรภาพกลับคืนมา

บรรยากาศที่กำลังจะมีการเลือกตั้งตามคำคุยว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่คดีความทางการเมืองจากความเห็นต่างเหล่านี้ยังดำรงคงอยู่จึงเป็นความจริงด้านตรงข้าม สะท้อนว่าแนวทางสร้างความปรองดองสมานฉันท์ล้มเหลว ยังห่างไกลความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

การแข่งขันทางนโยบายที่เกิดขึ้นทันทีของพรรคการเมืองทั้งฝั่งประชาธิปไตยและอำนาจนิยมภายหลังคำสั่งปลดล็อก แนวทางนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ต่างหากเป็นประการแรกที่ทุกพรรคต้องประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ประชาชนได้รับรู้และติดตามว่า จะมีท่าที วิธีการกับคดีความทางการเมืองเหล่านี้อย่างไร

อีกทั้งแนวทางนโยบายที่จะมีต่อมรดก คสช.ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบ การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูป 13 ด้าน ตลอดจนโครงการประชารัฐที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายประชานิยม ลดแลกแจกแถมหาเสียงล่วงหน้าไม่ต่างจากอดีต ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องการความชัดเจนเพื่อการตัดสินใจก่อนเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง

Advertisement

ที่น่าคึกคักและครึกครื้นไปด้วยกับบรรยากาศประชาธิปไตย จากการแข่งขันเชิงนโยบาย แย่งชิงความเป็นเจ้าของสโลแกน “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ใครเป็นเจ้าของ ใครคิดก่อน คิดหลัง ใครลอกเลียนแบบใคร กันแน่ ทำให้เกิดสีสัน ความหลากหลาย คลายเครียดจากภาวะกดดัน ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาลงได้บ้าง

พรรคการเมืองเร่งประกาศนโยบายสร้างความใหม่และความต่าง โดยเฉพาะด้านการศึกษา ถูกนำมาเป็นจุดขายของพรรคใหญ่เก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ “เกิดปั๊บรับแสน” หรือเมกะโปรเจ็กต์ 4 ภารกิจ ยุบโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการที่ไม่จำเป็น ยกเครื่องคณะกรรมการโรงเรียนให้มาจากคน 8 กลุ่ม ของพรรคน้องใหม่ อย่างอนาคตใหม่ ต่างล้วนเป็นนโยบายที่ท้าทาย ชวนติดตามความเป็นจริงในทางปฏิบัติทั้งสิ้น

เพราะหลายแนวทางนโยบายยังคงอยู่ในขั้นหลักการที่สวยหรู ดูดี วาดฝันให้ผู้ใช้สิทธิต่างๆ นานา ขณะที่สิ่งที่สังคมต้องการคำตอบคือวิธีการที่เป็นรูปธรรม จะทำอย่างไรให้เกิดขึ้นจริง มีความเป็นไปได้ ที่สำคัญจะเอาเงินมาจากแหล่งไหนรวมแล้วมหาศาล

การใช้นโยบายการศึกษาเป็นตัวนำจึงน่าสนใจและน่าดีใจไปพร้อมกัน แสดงถึงความตระหนักถึงรากปัญหาและทางออกของสังคมที่ต้องหันมาเน้นการสร้างคน เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง วิกฤตของประเทศและของโลก

ประเด็นที่น่าติดตามคือ ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะรับซื้อนโยบายด้านการศึกษาต่างๆ เหล่านี้หรือไม่ เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาการศึกษาไทยได้ตรงใจผู้คน ทั้งที่อยู่ในแวดวงการศึกษาโดยตรงหรือไม่ก็ตาม

ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของระบบการศึกษาไทยที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้และดำรงคงอยู่จนถึงวันนี้ คือ กระบวนการเรียนการสอนของครู พ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ยังเน้นการท่องจำ สอนให้จำมากกว่าสอนให้ทำ จะมีวิธีการปฏิรูปการเรียนและการสอนของครู อย่างไร ไปพร้อมกับการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพมาตรฐานใกล้เคียงกัน

หากพรรคการเมืองสามารถเสนอชุดความคิด ผลักดันแนวทางแก้ปัญหาที่ว่านี้สำเร็จ จนเกิดความเปลี่ยนแปลงได้จริง ความคาดหวังที่จะได้คะแนนนิยมจากผู้ลงคะแนนเสียงมีความเป็นไปได้ เพราะเป็นปัญหาแทบทุกครอบครัว ล้วนเผชิญกับเรื่องนี้ ไม่มากก็น้อย

อีกประเด็นหนึ่งที่สังคมต้องการคำตอบ คือความไม่ต่อเนื่องทางนโยบายจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เปลี่ยนตัวผู้บริหารบ่อยจนเป็นกระทรวงที่ได้ชื่อว่า ใช้รัฐมนตรีเปลืองที่สุด การศึกษาไทยตกต่ำเพราะเหตุนี้ด้วย

ในโอกาสที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเสนอให้ทุกพรรคประกาศชื่อบุคคลที่สมควรหรือถูกวางตัวเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่กันไปด้วย คือใคร หน้าตา ภูมิหลัง เป็นอย่างไร

พร้อมๆ ไปกับการประกาศจุดยืน ท่าทีของพรรคต่อข้อเสนอ “แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา” ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เพื่อตอบโจทย์ความไมต่อเนื่องทางนโยบายซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยมาตลอด

พรรคไหนเสนอได้โดนใจ รับไปเลยครับ หนึ่งคะแนน