หน้าแรก บทความ จากปัญหาฝุ่น ...

จากปัญหาฝุ่น สู่ปัญหามลพิษทางอากาศในเมือง : โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

25.12.18 | 13:00 น.

ผมก็งงๆ ว่าอยู่ดีๆ ปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯกลับมาเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วและช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยเหมือนกับว่าไม่ได้มีการพยากรณ์อะไรกันมากมาย ทั้งที่มันพยากรณ์ได้ โดยการชี้ให้เห็นระดับของฝุ่นละอองที่มีอยู่เดิม และใช้ปัจจัยทางดินฟ้าอากาศมาคำนวณความสัมพันธ์ว่า ถ้าพรุ่งนี้อากาศแบบนี้ ฝุ่นละอองมันจะมีแนวโน้มที่จะลดลงหรือมากขึ้น

โดยเฉพาะในสังคมที่ดัดจริตแค่อยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่ กทม.มันจะหนาวขึ้นอีกสักนิด ทั้งที่ยังทำใจไม่เคยได้กันหรือไงว่า กทม.มันไม่ได้อยู่ที่พื้นที่ที่จะหนาว อยากหนาวก็ไปอยู่เลยหรือเชียงรายน่าจะดีกว่า

ที่น่าเศร้าพอๆ กัน ก็คือ พูดกันปากแฉะเรื่องไทยแลนด์สี่จุดศูนย์ แต่ความสามารถในการทำความเข้าใจและจัดการกับเรื่องของฝุ่นละอองนี่น่าจะศูนย์จุดสี่

เรื่องที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนสุดก่อนจะแก้ปัญหาก็คือเรื่องของการ “มองปัญหาให้เป็นปัญหา”

ง่ายๆ โดยไม่ต้องทำอะไรมากก็คือ เปลี่ยนชื่อปัญหา ให้ประชาชนตระหนักเห็นความสำคัญก่อน

Advertisement

นึกถึงตอนแก้ชื่อ “ยาม้า” เป็น “ยาบ้า”

ครานี้ก็แก้ชื่อ “ปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ” ที่สื่อชอบใช้ให้เป็น “มลพิษทางอากาศในเมือง”

เรื่องถัดมา เมื่อเราเห็นว่าเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ สิ่งที่จะต้องคำนึงต่อก็คือ การตั้งหมุดหมายว่า มลพิษทางอากาศมันจะต้องถึงระดับใดที่ถึงจะต้องประกาศภัยพิบัติทางอากาศของพื้นที่เมืองได้แล้ว

การตระหนักถึงเรื่องความสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศทำให้เราไม่แก้ปัญหามลพิษทางอากาศในเมืองด้วยวิธีแบบ “รับผิดชอบตัวเอง” แบบง่ายๆ ก็คือ ให้ไปหาซื้อหน้ากากมาใส่กันเองแล้วกัน

ทั้งที่เรื่องสำคัญหนึ่งในการรับมือกับภัยพิบัติทุกประเภทคือ การมีข้อมูล ระบบเตือนภัย การออกมาตรการป้องกัน

พูดอีกอย่างก็คือ การป้องกันภัยพิบัติไม่ให้เกิดขึ้นนั้นเป็นขั้นตอนสำคัญมาก ไม่ใช่บอกแค่ว่า พี่น้องครับ วันนี้มีภัยแล้ว พี่ก็จัดการกันเองนะครับ ส่วนพวกผมจะไปห้ามร้านหมูกระทะ จะฉีดน้ำขึ้นฟ้า ล้างถนนให้

โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่างๆ ที่สร้างอยู่นี่ พี่อนุมัติกันไปได้ไงอ่ะครับ? แล้วที่อนุมัติไปแล้ว พี่ติดตามตรวจสอบไหมว่าเขาป้องกันมลพิษทางอากาศให้กับชุมชนมากน้อยแค่ไหน

เวลาออกรถเมล์ใหม่แล้วแอบขึ้นราคาเนี่ย ตกลงคนในเมืองนี้เขารู้ไหมว่าในภาพรวมแล้ว มลพิษจากรถโดยสารประจำทางนั้นจะแก้อย่างไร รถเก่าหน่ะอย่าไปโวยมากเพราะเขามีการตรวจสภาพกันทุกปี ก็เข้มงวดกวดขันไป ไม่ใช่อ้างไปเรื่อยว่ารถเก่าทุกคันมีปัญหา

ถ้ายังแก้ปัญหากันโดยให้ประชาชนใส่หน้ากากกันเอาเองเนี่ย อารมณ์ก็ไม่ต่างจากปัญหาน้ำไม่มีคุณภาพ พี่ก็กรองกันเอาเองทำนองนี้ ไม่รู้สึกละอาย หรือรู้สึกว่าเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลกลางและท้องถิ่นที่จะทำอะไรให้มันดีกว่านี้บ้าง
เหรอครับ (accountability)

อีกเรื่องที่สำคัญ คือการตั้งมาตรฐานระดับมลพิษทางอากาศ และเก็บสถิติว่าในหนึ่งปีนั้น กรุงเทพฯเกินมาตรฐานกี่วัน เพิ่มขึ้นลดลงเท่าไหร่

เรื่องนี้ผมไม่อยากโทษรัฐบาลทั้งหมด แต่คนในเมืองก็ไร้อำนาจและไม่สร้างอำนาจขึ้นด้วยตัวเอง จะเห็นว่า บริเวณเมืองที่มีมลพิษทางอากาศในระดับสูงคือย่านหนาแน่นของประชากร แต่ประชากรที่หนาแน่นไม่มีทั้งพลังและการตระหนักถึงปัญหา ผู้คนก็ยังย้ายเข้าพักอาศัยในพื้นที่เหล่านั้น แต่ไม่สามารถรวมตัวกันกดดันให้เกิดการตระหนักถึงปัญหาในพื้นที่

พอๆ กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ขายกันแต่ว่าทำเลนั้นอยู่ใจกลางเมือง มีรถไฟฟ้าผ่าน แต่ไม่ได้อธิบายให้ลูกค้าฟังถึงระดับของมลพิษทางอากาศ หรือเสนอตัวหรือกดดันรัฐบาลว่าจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างไร

ในปัจจุบันความสนใจในเรื่องของมลพิษทางอากาศกับการพัฒนาเมืองนั้นเป็นเรื่องใหญ่ หลายประเทศอย่างจีนและอินเดีย พยายามที่จะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เพราะเริ่มตระหนักแล้วว่าการพัฒนาเมือง หรือการปล่อยให้เกิดการพัฒนาเมืองอย่างไร้มาตรฐานและการวางแผนป้องกันปัญหา จะทำให้เกิดทั้งปัญหาสุขภาพกับประชาชนในเมือง และทำให้เกิดต้นทุนมหาศาลในการพัฒนา

ข้อมูลสุขภาพที่น่าตกใจในอินเดียระบุว่า 30 ปีก่อนนั้นผู้ป่วยระบบหายใจนั้นมักจะมาจากผู้ชายวัยกลางคนที่สูบบุหรี่ ขณะที่ปัจจุบัน ผู้ป่วยระบบหายใจครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง และไม่ใช่คนที่สูบบุหรี่

ข้อมูลอีกชุดที่น่าสนใจก็คือ ในหลายพื้นที่ในโลก ระดับมลพิษทางอากาศสูงขนาดเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ 3 ซองต่อวัน

นึกถึงการรณรงค์เรื่อง passive smoker หรือ second-hand smoker หรือการสูบบุหรี่ทำร้ายคนรอบตัวที่ไม่สูบ

ผมก็อยากจะถามว่า เรายังไม่ตระหนักอีกหรือว่ามลพิษทางอากาศนั้นเป็นภัยที่อันตรายต่อ “สุขภาพ” และ “สุขภาวะ” ของทุกคนในเมืองขนาดไหน

ถ้าเรารู้สึกว่าเรื่องนี้สำคัญ ทำไม สสส. ของเรายังไม่ออกมาเน้นเรื่องอะไรพวกนี้ทั้งที่งบประมาณมหาศาล ทำไมเล่นแต่เหล้าบุหรี่ วิ่ง แล้วก็ระดมโฆษณาและซื้อโฆษณาไปได้ทุกที่ ทั้งที่เรื่องมลพิษทางอากาศของเมืองนั้นใหญ่มากขนาดนี้?

โครงสร้างการบริหารภาษีก็คงต้องเปลี่ยน กองทุนน้ำมัน การเก็บค่าธรรมเนียมต่อกิจกรรมที่เกิดผลเสียในอากาศก็ต้องเพิ่มขึ้น การบริหารจัดการกองทุนเหล่านี้ก็ต้องลงมาแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ในระดับโลกนั้น องค์การอนามัยโลกได้คำนึงถึงเรื่องของการทำให้เมืองน่าอยู่และสุขภาพดี (healthy city) มาเนิ่นนานแล้ว ที่สำคัญก็คือ การมองว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เมืองน่าอยู่ได้ก็คือต้องทำให้เมืองนั้น “ไร้ควัน” (smoke-free city) และในรายงานขององค์กรอนามัยโลกในปี 2011 (Making Cities Smoke-Free) ได้นำเสนอขั้นตอนสำคัญสิบสองขั้นตอนในการทำให้เมืองน่าอยู่ในแบบไร้ควัน

หนึ่ง จัดตั้งคณะกรรมการวางแผนและนำแผนไปปฏิบัติ ซึ่งจะต้องมีเจ้าภาพคือ หน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่นที่ดูแลเรื่องของสุขภาพ-สาธารณสุข และยังต้องประกอบด้วย องค์กรภาคประชาชนในพื้นที่ (เอิ่ม…ของกรุงเทพฯ มีบ้างไหมครับ) ซึ่งหมายรวมถึง องค์กรหรือกลุ่มที่สนใจในเรื่องสุขภาวะ กลุ่มผู้บริโภค สถานศึกษาในพื้นที่ เรื่องของสิ่งแวดล้อม องค์กรศาสนา และภาคประชาชนต่างๆ คณะกรรมการนี้จะต้องประกอบกับองค์กรรัฐที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย และองค์กรภาครัฐอื่นๆ อีก เช่น องค์กรที่ดูแลเรื่องแรงงาน หรือธุรกิจ เพราะเรื่องพวกนี้เกี่ยวข้องไปหมด รวมไปถึงสมาคมนายจ้างลูกจ้างต่างๆ

สอง คนที่จะมาร่วมกันแก้ปัญหาในพื้นที่จะต้องพัฒนาความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญของตนโดยการศึกษาว่า ในพื้นที่และประสบการณ์อื่นนั้นเขาทำให้ไม่มีมลพิษทางอากาศได้อย่างไร

สาม องค์กรในพื้นที่จะต้องทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเข้าใจกรณีศึกษาในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนข้อบังคับที่ทรงประสิทธิภาพ

สี่ ศึกษาความเป็นไปได้ในการจะบังคับใช้กฎหมายในหลายกรณี

ห้า ดึงเอาคนที่มีความสามารถในทางการเมืองเข้ามาทำงานด้วย เพื่อนำเสนอและโปรโมตข้อบังคับใหม่

หก เชิญชวนให้องค์กรภาคประชาชน ผู้นำทางการเมือง และสื่อ เข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ และการรณรงค์ให้เมืองปลอดมลพิษนี้ยังต้องรวมไปถึงการจำกัดพื้นที่การสูบบุหรี่ในเมืองด้วย

เจ็ด ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินและติดตามมลพิษทางอากาศและนโยบายลดผลกระทบในเรื่องดังกล่าว โดยการศึกษาหาข้อมูลพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา ทัศนคติของประชาชน หรือการติดตามตรวจวัดคุณภาพอกาศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่ากฎระเบียบต่างๆ นั้นจะส่งผลกระทบอย่างไร ทั้งก่อนและหลังการนำไปปฏิบัติ

แปด ทำงานร่วมกับสื่อและผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารสาธารณะเพื่อพัฒนาและส่งผ่านสารสาธารณะ ส่งเสริมการเกิดข้อบังคับใหม่ๆ รวมไปถึงการพัฒนาข้อมูลและการสื่อสารต่างๆ กรณีฝ่ายธุรกิจที่เสียประโยชน์ส่งข้อมูลเท็จต่างๆ ออกมา

เก้า ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย เพื่อออกแบบแผนการบังคับใช้กฎระเบียบ ซึ่งรวมไปถึงการฝึกอบรมผู้ตรวจคุณภาพอากาศและมลพิษ ขั้นตอนการตรวจสอบที่ชัดเจนโปร่งใส และการพัฒนาทรัพยากรต่างๆ ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ต้องออกไปตรวจนั้นทำหน้าที่ได้

สิบ พัฒนาและกระจายแนวทางการปฏิบัติและข้อมูลอื่นๆ ให้กับเจ้าของบริษัทได้ทราบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและร่วมมือในการทำตามกฎระเบียบ

สิบเอ็ด เมื่อเริ่มกิจกรรมในการตรวจสอบคุณภาพอากาศและการทำกฎระเบียบ จะต้องทำให้สื่อรับรู้และให้เข้าร่วมนำเสนอข่าว ส่งเสริมให้เกิดอาสาสมัครในระดับท้องที่เพื่อส่งเสริมให้การบังคับใช้กฎระเบียบเกิดขึ้นได้จริง และทำให้ทุกคนเข้าใจกฎระเบียบ

สิบสอง ทำให้กฎระเบียบนั้นมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยการตรวจสอบเฝ้าระวังว่ามีการทำตามกฎระเบียบไหม ประชาชนมีความเห็นสนับสนุนกฎระเบียบไหม ตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในอาคารด้วย และคำนึงถึงสุขภาพของคนงาน และผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ซึ่งการจะทำสิ่งเหล่านี้ได้จะต้องเผยแพร่ข้อมูลสู่สื่อ และผู้นำทางการเมืองด้วย

จะเห็นว่าที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้ส่วนที่สำคัญก็คือสิ่งที่ผมได้เสนอไปตอนต้นแล้ว นั่นก็คือ การทำให้คนตระหนักถึงปัญหาเป็นเบื้องแรก และสร้างความร่วมมือในระดับท้องถิ่นมากกว่า “การสั่งการ” จากพ่อเมือง หรือหัวหน้ารัฐบาล ความร่วมมือร่วมใจและผลสำเร็จนั้นไม่ได้มาจากคำสั่ง แต่ต้องมาจากความเข้าใจปัญหา และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในแนวระนาบด้วย

แต่บ้านเราไม่ต้องคิดมากครับ ใส่หน้ากาก และรอฝนมา ก็ลืมๆ มันไปเช่นเคยมั้งครับ

หมายเหตุ – บางส่วนขยายต่อจากงานชิ้นเก่า เมื่อฝุ่นรอบที่แล้วมาเยือนตอนต้นปี ติดตามได้ที่ “เมืองเปื้อนฝุ่น” ที่เขียนลงในมติชนเมื่อตอนต้นปี (13 กุมภาพันธ์ 2561)