ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นพุทธมามกะ ฉะนั้น ทุกปีของวันปีใหม่ ก็ใคร่จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ธรรมะ หรือปรัชญาชีวิตมามอบแก่เพื่อนๆ ผู้อ่าน “มติชน” เป็นพุทธิศึกษาประจำทุกปี
สำหรับปีนี้ ต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภา สนช.ศาสตราจารย์ พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ที่ได้เชิญผู้เขียนไปร่วมงานพระราชทานเพลิง นางอารยา วิชิตชลชัย ผู้พิพากษา
อาวุโสศาลฎีกา ภริยาของท่าน ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันก่อน โดยท่านประธานพรเพชรได้มอบหนังสือที่ระลึกพร้อมหนังสือ “พลังแห่งชีวิต” อันทรงคุณค่าเล่มหนึ่ง ประพันธ์โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เกี่ยวกับเรื่องของอายุวัฒนะ ที่อ่านแล้วเสมือนการเติมพลังให้อายุยืนยาว เพื่อการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามแนวพระพุทธศาสนาต่อไป
ข้อเขียนอันทรงคุณค่าของสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ พระสงฆ์ผู้โด่งดัง ทั้งเป็นอัจฉริยะสงฆ์ทางพุทธิศึกษาของประเทศไทย และเป็นที่ศรัทธาชื่นชอบของผู้เขียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้อ่าน “พลังแห่งชีวิต” จึงอดไม่ได้ที่จะต้องเขียนเผยแผ่เกร็ดแก่นบางตอนในหนังสือที่เป็นสาระประโยชน์ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับอรรถรสร่วมกัน ดังนี้…
พลังแห่งชีวิตอยู่ไหน?
การที่จะมีพลังอายุเข้มแข็ง ทำได้อย่างไร ก็ต้องมีวิธีปฏิบัติและวิธีทำก็มีหลายอย่าง หลักอย่างหนึ่งทางพระบอกไว้ว่าจะทำให้มีอายุยืน การที่จะมีอายุยืนก็เพราะมีพลังชีวิตเข้มแข็ง เริ่มด้วย
1.มีความใฝ่ปรารถนา หมายถึงความใฝ่ปรารถนาที่จะทำอะไรดีงาม คนเรานั้น ชีวิตจะมีพลังที่เข้มแข็งได้ต้องมีความใฝ่ปรารถนาที่จะทำอะไรบางอย่าง
ถ้าเรามีความใฝ่ปรารถนาที่จะทำอะไรที่ดีงาม หรือคิดว่าสิ่งนี้ดีงามเราจะต้องทำ ฉันจะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ ความใฝ่ปรารถนานี้จะทำให้ชีวิตเข้มแข็งขึ้นมาทันที พลังชีวิตจะเกิดขิ้น
เพราะฉะนั้น ในสมัยโบราณ เขาจึงมีวิธีคล้ายๆ เป็นอุบายให้คนแก่หรือท่านผู้เฒ่าชรามีอะไรสักอย่างที่มุ่งหมายไว้ในใจว่า ฉันอยากจะทำนั่นทำนี่ และมักจะไปเอาบุญกุศล อย่างเช่นในสมัยก่อนยังไม่มีพระพุทธรูปมากเหมือนในสมัยนี้ ท่านมักจะบอกว่าต้องสร้างพระ แล้วใจก็ไปคิดอยู่กับความปรารถนาที่จะสร้างพระนั้น
หรือว่าญาติโยมคิดจะทำอะไรที่ดีๆ งามๆ แม้แต่เกี่ยวกับลูกหลานว่าจะทำให้เขามีความเจริญก้าวหน้า จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ได้
ใจที่ใฝ่ปรารถนาจะทำสิ่งดีงามนั้น จะทำให้ชีวิตมีพลังขึ้นมาทันที นี้เป็นตัวที่หนึ่ง เรียกว่า”ฉันทะ” คือความใฝ่ปรารถนาที่จะทำอะไรสักอย่าที่ดีงาม ซึ่งควรจะให้เข้มแข็งหนักแน่นจนกระทั่งว่า ถ้านึกว่าสิ่งนั้นดีงามควรจะทำแท้ๆอาจจะบอกกับใจของตัวเองว่า ถ้างานนี้ไม่เสร็จ ฉันตายไม่ได้ ต้องให้แรงอย่างนั้น
ถ้ามีความปรารถนาจะทำอะไรที่ดีงามแรงกล้าแล้วมันจะเป็นเป็นพลังที่ใหญ่เป็นที่ปนึ่ง เป็นตัวปรุงแต่งชีวิต เรียกว่าอายุสังขาร
เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า แม้จะทรงพระชรา เมื่อยังทรงมีอะไรที่จะทำ เช่นว่าทรงมีพระประสงค์ที่จะบำเพ็ญพุทธกิจ ก็จะดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป ตอนที่ปลงอายุสังขาร ก็คือทรงวางแล้ว ไม่ปรุงแต่งอายุต่อแล้ว
“อายุสังขาร” แปลว่าเครื่องปรุงแต่งอายุ คือหาเครื่องช่วยมาทำให้อายุมีพลังเข้มแข็งต่อไป ว่าฉันจะต้องทำโน่นต้องทำนี่อยู่ ถ้าอย่างนี้ละก็อยู่ได้ต่อไป
ข้อที่ 1 นี้สำคัญแค่ไหน ขอให้ดูเถิด พระพุทธเจ้าพอตกลงว่าพระพุทธศาสนามั่นคงพอแล้ว พุทธบริษัท 4 เข้มแข็งพอแล้ว เขารับมอบภาระได้แล้ว พระองค์ก็ทรงปลงอายุสังขาร บอกว่าพอแล้ว พระองค์ก็เลยประกาศว่า จะปรินิพพานเมื่อนั่นเมื่อนี้
หลักข้อนี้ใช้ได้กับทุกคน ข้อที่ 1 คือ ต้องมีใจใฝ่ปรารถนาที่จะทำอะไรที่ดีงาม แล้วตั้งมั่นไว้ แต่มองให้ชัดว่า อันนี้ดีแน่ และคิดจะทำจริงๆ
พอจับแกนอายุได้ ก็พัฒนาต่อไปให้ครบชุด
2.พอมีใจใฝ่ปรารถนาจะทำสิ่งที่ดีงามนั้นแล้ว ก็มุ่งหน้าไป คือมุ่งที่จุดเดียวกัน เดินหน้าต่อไปในการเพียรพยายามทำสิ่งนั้น ก็ยิ่งมีพลังแรงมากขึ้น ความเพียรพยายามมุ่งหน้าก้าวไปนี้เป็นพลังที่สำคัญ ซึ่งจะไปประสานสอดรับกับข้อที่ 3
3.ใจแน่อยู่กับสิ่งที่อยากทำนั้น เมื่อแน่วแล้วก็จดจ่อ จนอาจจะถึงขั้นที่เรียกว่าอุทิศตัวอุทิศใจให้คนแก่หรือคนที่มีอายุมากนั้น ถ้าไม่มีอะไรทำ
1)มักจะนั่งคิดถึงความหลังหรือเรื่องเก่า
2)รับกระทบอารมณ์ต่างๆ ลูกหลานทำโน่นทำนี่ ถูกหูถูกตาบ้าง ขัดหูขัดตาบ้าง ก็มักเก็บมาเป็นอารมณ์ ทีนี้ก็บ่นเรื่อยไป ใจคอก็อาจจะเศร้าหมอง
แต่ถ้ามีอะไรจะทำชัดเจน ใจก็จะไป อยู่ที่นั่น คราวนี้ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเข้ามา หรือมีอารมณ์มากระทบก็ไม่รับ หรือเข้ามาเดี๋ยวเดียวก็ผ่านหมด ทีนี้ก็สบาย เพราะใจไปอยู่กับบุญกุศล หรือความดีที่จะทำ นี้คือได้ 3 ข้อแล้ว ใจจะแน่ว ตัดอารมณ์กระทบออกไปหมดเลย
คนที่มีอายุสูง มักจะมีปัญหานี้ คือรับอารมณ์กระทบ ที่เข้ามาทางตา ทางหู จากลูกหลานหรือคนใกล้เคียงนั่นแหละ แต่ถ้าทำได้อย่างที่ว่านี้ ก็สบาย ตัดทุกข์ ตัดกังวล ตัดเรื่องหงุดหงิดไปหมด
4.ใช้ปัญญา เมื่อมีอะไรที่จะทำแล้วและใจก็อยู่ที่นั่นคราวนี้ก็คิดว่าจะทำอย่างไร มันบกพร่องตรงไหน จะแก้ไขอย่างไร ก็วางแผนคิดด้วยปัญญา ตอนนี้คิดเชิงปัญญา ไม่คิดเชิงอารมณ์แล้ว เรียกว้าไม่คิดแบบปรุงแต่ง แต่คิดด้วยปัญญา คิดหาเหตุผล คิดวางแผนคิดแก้ไข คิดปรับปรุง โดยใช้ปัญญาพิจารณา สมองก็ไม่ฝ่อ เพราะความคิดเดินอยู่เรื่อย
สี่ข้อนี้จะทำให้อายุยืน เพราะไม่รู้จักว่ามันเป็นเครื่องปรุงแต่งชีวิตหรือปรุงแต่งอายุ ที่เรียกว่าอายุสังขาร
พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ถ้ามีธรรม 4 ประการนี้แล้ว อยู่ไปได้จนอายุขัยเลย หมายความว่า อายุขัยของคนเราในช่วงแต่ละยุคๆ นั้น สั้นยาวไม่เท่ากัน ยุคนี้ถือว่าอายุขัย 100 ปี เราก็อยู่ไปให้ได้ 100 ปี ถ้าวางใจจัดการชีวิตได้ถูกต้องแล้วและวางไว้ให้ดี ก็อยู่ได้
ธรรม 4 ประการนี้ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า อิทธิบาท 4 ทีนี้ก็บอกภาษาพระให้คือ
1)ฉันทะ ความใฝ่ปรารถนาที่จะทำ คือความอยากจะทำนั่นเอง เป็นจุเริ่มว่าต้องมีอะไรที่อยากจะทำ ที่ดีงามและชัดเจน
2)วิริยะ ความมีใจเข้มแข็งแกร่งกล้ามุ่งหน้าพยายามทำไป
3)จิตตะ ความมีใจแน่ว จดจ่อ อุทิศตัวต่อสิ่งนั้น
4)วิมังสา การไตร่ตรองพิจารณา ใช้ปัญญาใคร่ครวญในการที่จะปรับปรุงแก้ไขทำให้ดียิ่งขึ้นไป จนกว่าจะสมบรูณ์
สี่ข้อนี้เป็นหลักความจริงตามธรรมดาของธรรมชาติ ถ้าญาติโยมที่สูงอายุนำไปใช้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก และรับรองผลได้มาก วันนี้จึงยกหลักธรรมนี้ขึ้นมา
แม้แต่ลูกหลาน หรือท่านที่อายุไม่สูง ก็ใช้ประโยชน์ได้และควรเอาไปช่วยท่านผู้ใหญ่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายด้วย
แม้เพียงแค่ข้อเขียนที่ให้ใจแน่วอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นบุญกุศล เช่นระลึกนึกถึงสิ่งที่ทำไปแล้ว ว่าท่านได้ทำบุญทำกุศลทำความดีอะไรไว้ ลูกหลานก็คอยยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ทำให้ใจของปู่ย่าตายายอยู่กับสิ่งนั้นที่ดีงาม ไม่ให้ใจท่านไปอยู่กับเรื่องที่วุ่นวายเดือดร้อน ขุ่นมัวเศร้าหมอง ส่วนอะไรที่จะทำให้ใจขุ่นมัวเศร้าหมอง พอมันจะเกิดขึ้น เราก็ใช้สติกันออกไปหมดเลย แล้วก็หยุด
สติเป็นตัวจับ เหมือนเป็นนายประตู พอมีอะไรที่ไม่ถูกต้องไม่ดีงาม เราจะให้ตัวไหนเข้าตัวไหนไม่เข้า เราก็ใช้สตินั่นแหละจัดการ พอตัวไหนจะเข้ามา สติเจอก่อนเพราะเป็นนายประตู ตัวนี้ไม่ดีก็กันออกไปเลย ไม่ให้เข้ามาสู่จิตใจ ส่วนอันไหนที่ดี ทำให้จิตใจดีงามเบิกบานผ่องใส ก็เอาเข้ามา สติก็เปิดรับ อย่างนี้ก็สบาย
ชีวิตก็ม่ความสุขความเจริญงอกงาม
จะเห็นได้ว่า แนวคำสอนของสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) สอนไว้ว่า “ถ้ามีใจใฝ่ปรารถนาจะทำอะไรที่ดีงามแรงกล้า แล้วมันจะเป็นพลังที่ใหญ่เป็นที่หนึ่ง เป็นตัวปรุงแต่งชีวิต เรียกว่าอายุสังขาร” ดังกล่าว เผอิญไปสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติธรรมของ ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ อดีดรองผู้ว่าฯกทม.สองสมัย เข้าพอดิบพอดี ทั้งนี้โดยการตั้งใจใฝ่ปรารถนาดี เกี่ยวกับบุญกุศลนี่เอง ดร.สมัครจึงได้มุ่งหน้าไปทำการก่อสร้างมหาธรรมบรมสารีริกธาตุเจดีย์ ขึ้นที่วัดพุทธนิมิต อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาจนสำเร็จ ด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว เพื่อเป็นเจดีย์แห่งแรกของประเทศไทย ที่มีหลักธรรมและหลักปฏิบัติ ให้เห็นเป็นความจริง
เมื่อนำมาปฏิบัติก็จะพบความจริงได้มากที่สุด อันจะทำให้เกิดประโยชน์ ในความเข้าใจพุทธศาสนา และปฏิบัติได้โดยง่าย ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยการอบรมสั่งสอนตัวเอง การแก้ไขพัฒนาตัวเอง การชนะใจตัวเอง อันเป็นหลักสำคัญที่สุด ได้บุญสูงสุด และเป็นผู้สำเร็จมรรคผลหรือพ้นทุกข์ได้ด้วยตนเอง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยแท้จริง
เจดีย์ดังกล่าวสร้างด้วยสถาปนิกชั้นเลิศ มีพุทธภาษิตในผนังทั้ง 8 ด้าน
ผนังที่ 1.เขียนบรรจุพุทธิศึกษาไว้ว่า พระธรรมจักเป็น พระศาสดาแทนพระพุทธเจ้า… ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม การพึ่งใดเสมอด้วย พึ่งตน พึ่งธรรม เป็นไม่มี
ผนังที่ 2.ว่า พระธรรม… ความจริงคือพระธรรม การปฏิบัติเพื่อให้พบความจริง พระธรรมคือ ความจริงของธรรมชาติ และความจริงอันสูงสุดของชีวิต ที่ทำให้พ้นทุกข์ได้ ความรู้ทั้งหลายจบลงที่ความจริง ความจริงใหญ่ในโลกนี้และจักรวาล การรู้ใดอย่าเชื่อโดยง่าย จะต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง ให้เห็นจริงแล้วจึงเชื่อ การไม่รู้จริงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ผนังที่ 3.อาสาฬหบูชา…พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 พุทธะ คือผู้รู้ผู้ตื่นแล้ว ผู้มีประสบการณ์ ค้นพบตัวเอง แก้ไขตัวเอง และพบทางแห่งการหลุดพ้นทุกข์ ปฐมนิเทศนา พระธรรม หนทางแห่งการพ้นทุกข์ ศีล สมาธิ ปัญญา พระอริยบท 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) หรือ มรรค 8 พระสงฆ์ ผู้ใดไม่ติดยึดอัตตา (ตัวตน ตัวเรา ของเรา)ได้ ก็บวชในพระพุทธศาสนาได้ ละรูปนามอัตตาได้ ก็พ้นทุกข์ได้
ผนังที่ 4.มาฆบูชา…พระอรหันต์ 1,250 องค์ ได้มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 พระโอวาทปาฏิโมกข์ พุทธโอวาท ที่เป็นหลักใหญ่ 3 ประการ
1.ไม่ทำความชั่ว (บาป) ทั้งปวง
2.ทำแต่ความดี (กุศล) ให้ถึงพร้อม
3.ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส
กรรมดี กรรมชั่ว มีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง ชีวิตอยู่ที่การกระทำของตนเอง
ผนังที่ 5.มรรคผล…การปฏิบัติธรรมนั้น ให้ปฏิบัติที่จิต ศึกษาให้รู้ความจริงของจิต จิตเป็นที่รวมของธรรม ทุกข์-สุข-กิเลสตัณหา-ความเจ็บปวด เกิดดับที่จิต จิตเดิมแท้ของมนุษย์นั้นบริสุทธิ์ประภัสสร แต่ที่เศร้าหมองเพราะกิเลสตัณหาที่จรมา การเจริญธรรมให้ถึงความบริสุทธิ์ วิสุทธิมรรค พระอริยบุคคล พระบรมธาตุเกิดขึ้นจากความบริสุทธิ์
ผนังที่ 6.ความบริสุทธิ์…“จิตที่บริสุทธิ์” คือ ที่สุดของธรรม ว่างเปล่า สงบ บริสุทธิ์ “ใส สะอาด สว่าง” “พระธรรมเป็นเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ ถ้าจะให้สำเร็จมรรคผล ต้องเป็นพระธรรมเสียเอง” “ญาณทัศนะวิสุทธิ์”รู้เห็นความจริง รู้ตามเห็นตามความเป็นจริง รู้แจ้งเห็นจริง “สติ”เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ธรรมใดเสมอด้วย “การพิจารณา”เป็นไม่มี “สติตั้งที่จิต พิจารณาตั้งที่จิต”อยู่กับปัจุบัน
ผนังที่ 7.วิสาขบูชา ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน…. วันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปัจฉิมโอวาท..“บัดนี้เราจะเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายทำหน้าที่ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น ให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาทเถิด”
ผนังที่ 8.มนุษย์เป็นผู้ประเสริฐ สิ่งใดควรทำ ก็ให้ทำเสีย สิ่งใดที่ไม่ควรทำ ก็ให้ละเสีย ขอให้ทุกท่านมีศีลมีธรรม และเป็นสุข
ดังนั้น ในวารดิถีขึ้นปีใหม่ 2562 นี้ เรามาเติม “พลังแห่งชีวิต” กันเถอะครับ
ไพรัช วรปาณิ
ที่ปรึกษาฯคณะ กมธ.การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม
และกิจการตำรวจ สนช.

