ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่สำคัญอีกครั้งตั้งแต่เริ่มต้นปีใหม่ 2562 หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนภัย พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ได้พัดเข้าสู่ประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูลโดยอาจสร้างผลกระทบในช่วงวันที่ 1 – 5 มกราคม 2562 ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวพายุปาบึกได้ทำให้เกิดฝนตกหนักและพายุลมแรงพัดบ้านเรือนในพื้นที่เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในแง่ของเศรษฐกิจ และถึงแม้จะมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าใจเมื่อมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวแต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนชีวิตที่ต้องสูญเสียไม่มากนัก ความน่าสนใจของประเด็นนี้อยู่ที่การลดความเสี่ยงจากการเตรียมการอพยพประชาชนที่มีการเตรียมความพร้อมที่ดี ดังตัวอย่างเช่นจังหวัดนครศรีธรรมราช พื้นที่เสี่ยงภัยหลักในอำเภอปากพนัง ท่าศาลา สิชล เมืองนครศรีธรรมราช หัวไทร ขนอม และลานสกา มีประชาชนอพยพเข้าศูนย์กว่า 23,396 คน ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงมาก
ในแง่ของการบริหารจัดการภัยพิบัติ หัวใจสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ประสบภัยรอดพ้นจากอันตรายต่อชีวิตอยู่ที่การอพยพ หากจะประเมินโดยปราศจากอคติแล้วถือได้ว่ารัฐไทยประสบความสำเร็จจากการลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการการอพยพ คำถามสำคัญจากปรากฎการณ์พายุปาบึกนี้ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามว่า เพราะอะไรประชาชนจึงยอมอพยพทั้งๆ ที่ในการเผชิญกับภัยพิบัติครั้งอื่นๆ ของประชาชน (อย่างกรณีมหาอุทกภัย 2554) ไม่ได้สร้างการเคลื่อนไหวการอพยพอย่างมีนัยสำคัญเท่าครั้งนี้
บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลเหตุการณ์แล้วนำมาสรุปเป็น 6 ข้อสังเกตที่ส่งผลต่อการอพยพของประชาชน ได้แก่
1.ในครอบครัวผู้ประสบภัยมีเด็กเล็กและคนชรา ทำให้การประเมินขีดความสามารถของผู้นำครอบครัวที่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถรักษาความปลอดภัยให้สมาชิกในครอบครัวสามารถทำได้ [1]
2.ประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตคนในครอบครัวสำคัญกว่าทรัพย์สิน ประชาชนยอมรับการสูญเสียทรัพย์สินมากกว่าการสูญเสียด้านชีวิต จะเห็นได้ว่าปัจจัยด้านครอบครัวมีผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในระดับพื้นที่ค่อนข้างสูง ซึ่งหากรัฐมีความสามารถในการสร้างพันธะสัญญาและสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นแก่ประชาชน เช่น มีการเตรียมความพร้อมของเส้นทางและจุดอพยพ มีแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาที่ชัดเจนและทั่วถึง มีแผนการบูรณะฟื้นฟูหลังเหตุการณ์สาธารณภัย ความต้องการอพยพอาจจะยิ่งสูงขึ้น [2]
3.การจัดการศูนย์ที่ดีพอจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้อพยพ ชาวต่างชาติผู้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยและไม่ทราบข้อมูลเหตุการณ์ภัยพิบัติดังกล่าวมาก่อนได้ตัดสินใจเข้าศูนย์อพยพเพราะเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยและการบริหารจัดการที่ดีของรัฐ [3]
4.เริ่มเห็นผลกระทบจากพายุ เมื่อประชาชนได้เห็นเหตุการณ์ที่คลื่นได้ซัดขึ้นฝั่ง มีพายุและฝนฟ้าคะนองทำให้ประชาชนเริ่มวิตกกังวลต่อสถานการณ์และตัดสินใจอพยพไปที่ศูนย์ [4]
5.ผู้ประสบภัยเคยมีประสบการณ์เรื่องภัยและการอพยพมาก่อน การอพยพในครั้งนี้ประชาชนบางส่วนเคยเผชิญกับเหตุการณ์วาตภัยจากพายุแฮเรียตและพายุเกย์มาแล้วทำให้การจินตนาการต่อสถานการณ์จึงเป็นไปในทิศทางที่รุนแรงอย่างในอดีตและทำให้ประชาชนตัดสินใจอพยพได้ง่ายขึ้น [5]
6.การเตือนภัยตั้งแต่การก่อตัวของพายุอย่างต่อเนื่องและการตั้งศูนย์ของแต่ละหน่วยงานอย่างรวดเร็ว การเตือนภัยในครั้งนี้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของประชาชนเนื่องจากประชาชนรับรู้ต่อสภาพภัยอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่นานพอสำหรับประชาชนเพื่อการเตรียมตัวเคลื่อนย้ายอพยพ ดังจะเห็นได้จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาที่เริ่มประกาศฉบับที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2561 จนถึงประกาศฉบับที่ 25 ในวันที่ 5 มกราคม 2562
ข้อสังเกตทั้งหกประเด็นจากเหตุการณ์วาตภัยพายุปาบึกในครั้งนี้ เป็นเพียงตัวอย่างที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าหากภาครัฐจะสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอพยพแล้วภาครัฐควรคำนึงปัจจัยเงื่อนไขอะไรบ้าง และไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้มีลักษณะสถานการณ์ที่สำคัญเกินกว่าภัยอื่นใดเพราะหากรัฐอยากสร้างการพัฒนามาตรฐานการบริหารจัดการภัยพิบัติให้กับรัฐไทยด้วยการลดความเสี่ยง รัฐควรที่จะสร้างวิธีการทั้งในการออกคำสั่งจากทางการที่จริงจังไปพร้อมกับการใช้หลักจิตวิทยาและศิลปะการจูงใจประชาชน และหากรัฐสามารถสร้างการอพยพในทุกการเผชิญเหตุการณ์ภัยพิบัติได้ แน่นอนว่าประสิทธิภาพทางการบริหารจัดการจากการลดความเสี่ยงภัยด้วยวิธีการดังกล่าวย่อมเกิดขึ้น และโอกาสในการพัฒนาการรับมือกับภัยพิบัติอย่างยั่งยืนของประเทศไทยย่อมตามมา
อ้างอิง
[1] https://www.bbc.com/thai/thailand-46769400
[1] https://www.bbc.com/thai/thailand-46755732
[1] https://www.dailynews.co.th/regional/685952

