หน้าแรก บทความ สองมาตรฐาน : ...

สองมาตรฐาน : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

10.01.19 | 13:00 น.

ถึงแม้เป็นข่าวเล็กๆ แต่สำคัญยิ่ง เพราะจะส่งผลกระทบสูงต่อระบบราชการ และสังคมต้องแบกรับภาระไปอีกนานหากไม่มีการคัดค้านท้วงติงเสียก่อน

เหตุเกิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นปีที่ผ่านมาหมาดๆ 2 มกราคม 2562

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) โดยคุณปกรณ์ นิลประพันธุ์ เลขาธิการฯ นำเสนอผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ให้ความเห็นชอบกับความเห็นของสำนักงาน ก.พ.ร. ที่ขอให้มีการทบทวนแผนการปฏิรูปประเทศซึ่งกำหนดให้มีหน่วยงานตั้งใหม่ 52 หน่วยงาน

ข้อเสนอดังกล่าวจะสร้างปัญหาค่าใช้จ่ายภาครัฐในอนาคต และยังทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ อันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดภาคภาครัฐที่กำหนดให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลงและเหมาะสมกับภารกิจ

จึงเห็นควรให้มีการทบทวนข้อเสนอที่ให้จัดตั้งหน่วยงานของรัฐตามแผนการปฏิรูปประเทศ โดยเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะได้มีมติให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ตัดข้อเสนอเรื่องการจัดตั้งหน่วยงานต่างๆ ออกจากแผนการปฏิรูปประเทศ

Advertisement

ถ้าจะขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งกับต้องมีข้อเสนอให้ยุบเลิกหรือยุบรวมหน่วยงานที่มีอยู่เดิม เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนทั้งในด้านภารกิจและงบประมาณ รวมทั้งให้เสนอแผนการนำ Digital Technology มาใช้ในการปฏิบัติงานทุกขั้นตอน

“การตั้งหน่วยงานจำนวนมากขนาดนี้มีตรรกะขัดกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ เราจึงเสนอ ครม.ไปว่า มันไม่สอดคล้องกันและควรมีการทบทวนให้ดีก่อนตั้งหน่วยงานใหม่ เพราะ ก.พ.ร.เห็นว่ามีภาระกับงบประมาณของรัฐมาก ขณะเรื่องประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า ไม่มีใครรับประกันว่า การตั้ง 52 หน่วยงานแล้วประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรือง เรายังเสนอไปว่า ถ้าจะตั้งหน่วยงานใหม่ต้องยุบเลิกหรือยุบรวมหน่วยงานที่มีอยู่เดิม เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณไปอีก 20-30 ปี เพราะปัจจุบันหน่วยราชการไม่ได้ทำงานเป็นแท่งเหมือนเมื่อก่อน เราทำงานแบบบูรณาการ ปัจจุบันเป็นยุคดิจิทัลเราจะต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานมากขึ้นและลดจำนวนคนให้น้อยลง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคคลภาครัฐ กระบวนการทำงานจะเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เลขาการธิการ ก.พ.ร.ย้ำกับสื่อมวลชนวันรุ่งขึ้น

ผลที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ทบทวนแผนปฏิรูปประเทศที่เสนอให้ตั้งหน่วยงานใหม่ดังกล่าว

ครับ นับว่าเป็นความกล้าหาญ เปิดเผย ตรงไปตรงมาของข้าราชการที่ยืนหยัดในหลักการการบริหาร โดยประหยัด มีประสิทธิภาพ และกล้านำเสนอในยุคอำนาจนิยมกำลังแรงโดยไม่หวั่นไหวจะเกิดผล
กระทบกับฐานะตำแหน่งของตัวและองค์กร

เสียดายแต่ว่าสังคมไม่ได้รับข่าวสารข้อมูลที่ครบถ้วนว่าหน่วยงานที่ถูกเสนอให้ตั้งขึ้นใหม่นั้น เป็นหน่วยงานอะไร ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปด้านใด ต้องเพิ่มจำนวนข้าราชการ และงบประมาณรวมแล้วเป็นเงินเท่าไร

ยังไม่รวมถึงหน่วยงานที่เกิดขึ้นใหม่ตามร่างกฎหมายหลายร้อยฉบับซึ่งผ่านที่ประชุมสภานิติบัญญัติออกมาใช้บังคับแล้ว ฉบับใดบ้างทำให้เกิดหน่วยงานใหม่ในระบบราชการอีก ไม่ว่าในรูปของส่วนราชการ องค์การมหาชน หรือการบริหารรูปแบบพิเศษต่างๆ ก็ตาม

หน่วยงานเหล่านี้ล้วนต้องใช้เงินภาษีอากรของประชาชน สังคมควรมีสิทธิรับรู้และมีส่วนในการแสดงความคิดความเห็นถึงความเหมาะสมไม่มากก็น้อย ให้สมกับคำคุยที่ว่าราชการเปิดเผย โปร่งใส ราชการแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐราชการฝ่ายเดียวอีกต่อไป

แต่ที่น่าติดใจคือ ในวันเดียวกันที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเห็นชอบกับความเห็นของสำนักงาน ก.พ.ร.คือวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 นั้นเอง มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2561 ให้ตั้งสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นส่วนราชการแบบเฉพาะเทียบเท่ากรม ที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี

การตั้งสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวเข้าลักษณะของการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ด้วยเช่นกัน แต่ไม่ปรากฏข้อมูลข่าวสารสาธารณะเลยว่า คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพัฒนาระบบราชการ มีโอกาสพิจารณา วิเคราะห์ และให้ความเห็นในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ แค่ไหน ก่อนออกมาเป็นคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพราะเหตุใด ใครๆ ก็คิดคำตอบได้ไม่ยาก

เหตุผลของการจัดตั้งหน่วยงานนี้ แม้พอฟังได้ เพื่อเป็นกลไกรองรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูป ทั้ง 13 ด้าน

แต่ผู้รับผิดชอบคงลืมไปแล้วใช่ไหมว่าก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 ตุลาคม 2560 มีมติอนุมัติให้เพิ่มอัตราข้าราชการตั้งใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จำนวน 88 อัตรา เพื่อปฏิบัติตามภารกิจที่เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศตามนโยบายของรัฐบาล

กรณีนี้เข้าข่าย ซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองงบประมาณ และบุคลากร ไม่กระชับ จิ๋วแต่แจ๋วแบบไทยแลนด์ 5.0 หรือไม่ ใครตอบดีหว่า