ผมเข้าใจว่าทำยุทธศาสตร์ชาติและแนวทางการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งในแผนพัฒนาฯ ของสภาพัฒน์ ก็ระบุถึงการพัฒนาคน พัฒนาคุณภาพของคนไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของคนไทย ซึ่งกำหนดไว้ในทำนองดังกล่าว แต่ก็ยังไม่เห็นวิธีการและแนวทางปฏิบัติที่จะนำไปสู่เป้าหมายให้สำเร็จ เป็นเพียงแต่เขียนไว้ให้ดูว่ามีการพูดถึง การพัฒนาคน คุณภาพคน
ผมจึงเห็นว่าปัญหาของประเทศไทยส่วนหนึ่งเกิดจากการให้ความใส่ใจในการพัฒนาคน หรือพัฒนาพลเมืองน้อยเกินไป ทั้งในแง่การพัฒนาคุณภาพคน ด้านการมีวินัย การมีความรับผิดชอบ การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของชุมชน สังคม และประเทศชาติ รวมทั้งการสอนให้มีความขยันขันแข็งต่อสู้กับความยากลำบากและการพึ่งตนเองให้ได้ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
ผมได้ลองศึกษาบทเรียนรู้จากการสร้างชาติของประเทศเกาหลีใต้ ตามโครงการ Saemual Undong
ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการปฏิรูปประเทศในระดับชุมชนหมู่บ้าน ตั้งแต่ปี 2513 ถือเป็นการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างชาติเกาหลีใต้ใหม่บนรากฐานความร่วมมือด้วยความสมัครใจของคนทั้งชาติ ด้วยจุดมุ่งหมาย 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อพัฒนาจิตใจของคนในชาติ (Spiritual Reform Movement) (2) เพื่อพัฒนาการทางด้านสังคมส่วนรวม (Social Reform Movement) และ (3) เพื่อพัฒนาการเศรษฐกิจ (Economic Development Movement) ภายใต้แนวคิดริเริ่มของอดีตประธานาธิบดีปักจุงฮี ที่ปลูกฝังแนวทางการพัฒนาแก่คนเกาหลีใต้ว่า “ความยากลำบากของประเทศชาติ เป็นเรื่องที่คนในชาติต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบที่จะช่วยตนเอง ร่วมมือร่วมใจกันทำงานอย่างแข็งขัน เพื่อให้ชีวิตของตนเองและประเทศชาติดีขึ้น”
จุดเน้นของ Saemual Undong ต้องการเชิญชวนให้คนในชาติต้องมีส่วนร่วมกับรัฐที่จะช่วยตนเองหรือพึ่งตนเอง โดยการปลูกฝังให้มีจิตใจขยันขันแข็ง ประหยัด ซื่อสัตย์ รักส่วนรวมและรักประเทศชาติ
จุดมุ่งหมายในการวางแนวทางการปฏิรูปประเทศจึงมีเข็มมุ่งที่แน่นนอนว่า “ต้องปฏิรูปที่รากฐานของหมู่บ้าน โดยการพัฒนาคน” บนรากฐานการพัฒนาจิตใจและนิสัยของประชาชนที่ต้องส่งเสริมพฤติกรรมนิสัยขยันขันแข็ง การช่วยตัวเองและความร่วมมือ (The Philosophy of Saemual Undong is based on the Spirit of Diligence Self Help and Corporation)
โดยสาระการปฏิรูปประเทศ สิ่งจำเป็นและสำคัญก็คือ ต้องเน้นในการพัฒนาจิตใจของคนในชาติ คือ การปรับเปลี่ยนนิสัย พฤติกรรมของคน ให้ขยันทำงานหนักขึ้นจนกว่าจะอยู่ดีกินดี รวมทั้งสร้างคนให้เป็นคนมีนิสัยซื่อสัตย์ และรู้จักอดออม รักความก้าวหน้า รักชาติและเป็นนักประชาธิปไตย และนี่คือ แนวทางที่ประเทศไทยควรนำมาประยุกต์ใช้ให้มากที่สุดในห้วงเวลานี้
ส่วนในแนวทางปฏิบัติมีการสอนและฝึกให้เอาชนะตนเอง ลดละเลิกสิ่งเสพติด สิ่งงมงาย ความเชื่อโชคลาง และเลิกอบายมุขต่างๆ และกลับมาเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง สร้างนิสัยให้เป็นคนขยัน รักการทำงานทั้งของตนเองและส่วนรวม ที่สำคัญต้องก้าวไปสู่การพึ่งตนเองให้ได้ รัฐบาลเองจะให้ความช่วยเหลือเมื่อบุคคล ชุมชน ได้แสดงออกให้เห็นถึงความสามารถที่จะช่วยตนเอง เช่น การร่วมมือกันสร้างสถานที่สาธารณะ ชุมชน หมู่บ้านต้องร่วมกันออกแรงจัดทำเอง รวมทั้งร่วมคิดแนวทางการดำเนินกิจกรรมของหมู่บ้านร่วมกัน โดยเฉพาะกรรมการหมู่บ้าน เป็นต้น
ในส่วนของการพัฒนาทางสังคม (Social Reform Movement) และการพัฒนาการเศรษฐกิจของชาติ (Economic Development Movement) ก็เช่นกัน โดยหลักการให้ทุกคนในหมู่บ้านต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับกิจกรรม โครงการที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านของตน ถือเป็นโรงเรียนสำหรับประชาธิปไตยและโรงเรียนฝึกความรักชาติระดับหมู่บ้าน โดยเฉพาะการเริ่มตั้งแต่การรักชุมชนของตนเอง
ส่วนกลไกของแนว Saemual Undong ใช้แผนงานการพัฒนาหมู่บ้าน โดยมี “สภาหมู่บ้าน” ร่วมมือกันจัดทำแผน และส่งต่อให้กับท้องถิ่น หรือระดับประเทศ จนถึงขั้นระดับจังหวัด ที่มี “สภาจังหวัด” เป็นผู้ประสานงานลงสู่ระดับล่าง ซึ่งก็มี “สภาแห่งชาติ” (National Council) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำแผนงานและโครงการ
สำหรับการช่วยเหลือของรัฐบาล ได้แบ่งการช่วยเหลือหมู่บ้านเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มหมู่บ้านล้าหลัง ยังไม่พัฒนา ก็ต้องกระตุ้นให้ประชาชนให้ความร่วมมือเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการช่วยเร่งประชาชนในหมู่บ้านให้ขยายโครงการเพื่อยกระดับรายได้ (2) กลุ่มหมู่บ้านกำลังพัฒนา (3) กลุ่มหมู่บ้านที่พัฒนาแล้ว ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่ช่วยเหลือตนเองได้แล้ว
ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เน้นเศรษฐกิจชุมชน การผลิต การใช้แรงงานจะเน้นการสร้างงานในชุมชนเป็นที่ตั้ง โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบๆ หมู่บ้าน มาก่อให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งมีการเร่งขยายระบบการชลประทานและการระบายน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ ให้กับหมู่บ้าน ซึ่งมีการใช้แรงงานจากชาวบ้าน ภายใต้การสนับสนุนวัสดุก่อสร้าง
จากรัฐ
บทเรียนของเกาหลีใต้ตามแนวทางการปฏิรูปแบบ Saemual Undong เป็นรูปแบบการปฏิรูปประเทศที่ใช้ชุมชนหมู่บ้านเป็นฐาน ที่ทำให้หมู่บ้านเข้มแข็ง คนในหมู่บ้านรู้จักจัดการตนเองและพึ่งตนเอง โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิสัยต่างๆ ที่กระทำได้อย่างจริงจัง ถือเป็นการปฏิรูปคนที่เริ่มจากรากฐานคนข้างร่าง (Bottom Up) ชุมนหมู่บ้านขึ้นมา และหมู่บ้านจะต้องแสดงศักยภาพหรือขีดความสามารถให้ปรากฏ รัฐบาลจึงจะดำเนินการให้การสนับสนุนช่วยเหลือ
ความจริงแล้วเมื่อย้อนดูประเทศไทยของเรา จะพบว่าเรามีอะไรที่เป็นจุดแข็งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของทุนทางทรัพยากร ป่า ดิน น้ำ ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ แต่ขาดการดึงมาใช้ประโยชน์ ตัวอย่างโครงการพระราชดำริ และโครงการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งได้วางแนวทางการพัฒนาและการปฏิรูปประเทศไว้ให้กับคนไทย เพียงแต่ว่ารัฐบาล หน่วยงานราชการ ขาดการดำเนินงานอย่างจริงจังหรือดำเนินการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง และนำส่วนที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดีๆ (Best Practice) มาเป็นตัวอย่างเผยแพร่ให้มีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้เพราะการปฏิรูปประเทศของไทยมักจะละเลยชุมชน หมู่บ้าน และท้องถิ่น โดยเฉพาะความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปพฤติกรรมของคนให้มีความรักในการทำงานเพื่อพึ่งตนเองมากกว่าการรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลและส่วนราชการ หรือหวังพึ่งสิ่งที่อยู่ภายนอกชุมชน นอกจากนี้ในการปฏิรูปประเทศ รัฐบาลและชุมชนท้องถิ่นต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและนิสัยของคนไทยที่ต้องส่งเสริมให้เกิดความมุ่งมานะ
ขยัน อดทน อดออม มีความซื่อสัตย์ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
ผมจึงเห็นว่าการปฏิรูปประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังให้ความสนใจในการปฏิรูปประเทศด้านคุณภาพคนน้อย ทั้งมาตรการ แนวทาง และการนำไปสู่การปฏิบัติ ก็ไม่ได้เห็นภาพเหล่านี้ชัด แต่มักเห็นเพียงการทุ่มเทไปที่การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ จนรกรุงรังไปด้วยกรรมการ ทั้งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ บทเรียนในแนวทางนี้ผลลัพธ์ก็คือ เอกสารรายงานปฏิรูป (Paper Work) ในหลายๆ ฉบับ แต่ขาดการนำมาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่วนภาคประชาชน พลเมืองในระดับชุมชนท้องถิ่นก็ได้แต่แหงนเฝ้าดูการปฏิรูป ซึ่งขาดการมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ขาดการพัฒนาจิตสำนึกอันเป็นจุดร่วมของชาติ เพื่อร่วมกันสร้างชาติ สร้างสังคมของตนเอง
และนี่คือส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศไทยที่ยังสะเปะสะปะไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม และนำมาซึ่งการปฏิรูปประเทศที่ “เสียของ”

