หน้าแรก บทความ บัตรคนจน : โด...

บัตรคนจน : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

17.01.19 | 13:00 น.

ระหว่างที่ทุกฝ่ายกำลังรอความชัดเจนของการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆ พากันเดินสายขายฝันกันอย่างคึกคัก
เป็นภาพสะท้อนด้านบวกของบรรยากาศประชาธิปไตย ซึ่งส่งเสริมให้ผู้คนในสังคมมีส่วนร่วมในการถกเถียง อภิปรายถึงแนวทางวางอนาคตประเทศอย่างไรถึงจะเหมาะสมที่สุด ทำให้เกิดการถ่วงดุล ตรวจสอบ ติติง ระมัดระวัง รอบคอบ ยิ่งกว่าการปิดกั้นเสรีภาพ การแสดงออก

นโยบายแปร ส.ป.ก. เป็นโฉนด ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ เป็นกรณีตัวอย่างล่าสุด เสนอขายออกมาไม่ทันไร ต้องนำกลับไปทบทวนเพราะสังคมมีปฏิกิริยารับไม่ได้

แม้กระทั่งนโยบายที่ดำเนินไปแล้วซึ่งเกิดคำถามเรื่อยมาว่า ในระยะยาวแล้วเป็นผลดีหรือผลเสียต่อส่วนรวมมากกว่า เพราะส่งผลกระทบทั้งพฤติกรรมของคนได้รับประโยชน์และสถานะการเงินการคลังของประเทศ กรณีการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน เป็นต้น

ตัวเลขจากกระทรวงการคลังเป็นทางการบอกว่า โครงการประชารัฐสวัสดิการมีผู้ถือบัตรจำนวน 14.5 ล้านใบ เท่ากับว่าในจำนวนประชากรไทย 70 ล้านคน มีผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ต่ำกว่า 30,000 บาท/ปี หรือ 2,500 บาท/เดือน หรือ 83.33 บาท/วัน ถึง 14.5 ล้านคน

ตัวเลขนี้ยังเป็นที่กังขากันอยู่ว่าสูงมากขนาดนี้จริงหรือไม่ การตรวจสอบความเป็นจริงของรายได้ที่แท้จริงถูกต้อง มีประสิทธิภาพเพียงไร ในจำนวนคนยากจนเหล่านี้มีคนอยากจนรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ถึงจะคัดเอาผู้ที่มีการศึกษาจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ออกไปจำนวนหนึ่งแล้ว ตัวเลขผู้ถือบัตรคนจนยังสูงถึงระดับนี้

Advertisement

คนเหล่านี้รัฐจะช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพ คนละ 200 บาท 300 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเดินทาง คนละ 500 บาท หากเป็นผู้สูงอายุจะได้รับเบี้ยยังชีพคนชราอีกเดือนละ 600 บาท จนถึง 1,000 บาท

แนวทางนโยบายเพื่อช่วยเหลือคนยากจนโดยรัฐเติมเงินใส่ในบัตรให้เป็นประจำทุกเดือนนี้ หากรัฐไม่สามารถทำให้แต่ละคนมีช่องทางหารายได้เพิ่มจนก้าวพ้นขีดความยากจนได้ ก็จะเป็นภาระที่สังคมต้องร่วมกันแบกรับเรื่อยไป ตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละคณะจะดำเนินการต่อหรือปรับเปลี่ยนเป็นวิธีการใดซึ่งส่งผลดีในระยะยาวยิ่งกว่า

กระทรวงการคลังในฐานะเจ้าภาพจึงจัดโครงการฝึกอาชีพให้คนจน ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา คุยว่าประสบผลสำเร็จน่าดีใจ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับผู้ถือบัตรคนจนที่เข้าอบรม 2 ล้านราย สามารถพ้นเส้นความยากจนได้ 1 ล้านราย
โครงการ ได้ผล ว่างั้นเถอะ

การที่ตัวเลขคนจนมีรายได้พ้นเส้นความยากจนได้จำนวนมากถึง 1 ล้านรายหลังเข้ารับการอบรมฝึกอาชีพ นั่นย่อมแสดงว่า กระทรวงการคลังมีวิธีการติดตามตรวจสอบรายได้ที่คนจนมีเพิ่มขึ้นจนสูงกว่าเส้นความยากจน ได้ชัดเจนแน่นอน ถึงกล้ายืนยันตัวเลขดังกล่าวออกมา

เมื่อเป็นเช่นนี้จำนวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่รัฐมีภาระต้องเติมเงินให้แต่ละเดือนก็ควรลดลงตามตัวเลขที่กระทรวงการคลังประชาสัมพันธ์ผลงานอันน่าชื่นชมออกมา จาก 14.5 ล้านใบ ก็จะเหลือ 13.5 ล้านใบ ตามไปด้วยใช่หรือไม่ เพื่อลดภาระของรัฐ

และควรที่จะบอกกล่าวกับสาธารณะได้ว่า จะมีหลักการ หลักเกณฑ์ ยกเลิก เพิกถอน บัตรคนจนเหล่านี้หรือไม่ อย่างไร เมื่อไหร่ เพื่อเป็นแง่คิด แนวทางแก่พรรคและนักการเมืองที่จะเสนอนโยบายขายฝันต่างๆ ว่าควรคิดให้รอบคอบ คำนึงถึงผลระยะสั้นหรือระยะยาวที่เกิดความยั่งยืน ช่วยเหลือคนยากจนได้ดียิ่งกว่าเติมเงินให้ทุกเดือน จนถูกค่อนขอดว่า แจกเงินพ่อค้า ผ่านบัตรคนจน เสียละมากกว่า

ขณะที่กระทรวงการคลังพบตัวเลขซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ความเป็นจริงในเวทีการเดินสายหาเสียงกลับตรงกันข้าม เกิดกรณีต้องสงสัยแจกบัตรคนจนแลกกับการสมัครเป็นสมาชิกพรรคว่าที่รัฐบาล จนต้องติดตามตรวจสอบแก้ตัวกันจ้าละหวั่น

ไม่ว่าบทสรุปผลการตรวจสอบจะออกมาอย่างไร บัตรคนจนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปโดยปริยายแล้ว ถึงขั้นท้าทายกันในเวทีหาเสียงว่า แน่จริงกล้ายกเลิกหรือไม่ล่ะ
อย่างไรก็ตาม ในคูหากาบัตรเลือกตั้ง แค่ 3 วินาทีก็เถอะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ คนจนวันนี้ไม่ได้โง่ จน เจ็บ ทั้งหมดอีกต่อไปแล้ว

บัตรคนจนจะเป็นตัวบ่งชี้ความเป็นจริงทางการเมืองให้เห็นว่า ในจำนวนคนจน 14.5 ล้านคนนั้น ส่วนใหญ่รัก ชอบและเลือกพรรคไหน กันแน่

ฉะนั้น ระวังสถานการณ์พลิกกลับ รับบัตรคนจนแต่ไม่เลือกพรรคที่เอาบัตรคนจนมาหาเสียง รับพรรคนี้ แต่ไปลงให้พรรคอื่น ให้หนักก็แล้วกัน