หน้าแรก บทความ พรรคการเมือง ...

พรรคการเมือง ผู้นำ นโยบายแบบไหนที่โดนใจประชาชน : รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร

22.01.19 | 13:21 น.

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าในปี 2562 นี้ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เป็นไปตามหลักสากลนิยมสำหรับประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งวันนี้จะพบว่าประชาชนและพรรคการเมืองต่างตื่นตัวที่จะเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

สาระสำคัญของการเลือกตั้งทุกครั้งสิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศต้องการคือการได้มาซึ่งการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามด้วยการได้รัฐบาลที่พร้อมจะนำพาประเทศให้ก้าวผ่านกับดักและปัญหาต่างๆ

นอกเหนือจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และได้รัฐบาลที่มีพลังในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการพัฒนาประเทศแล้ว แต่แก่นแท้ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนนั้นคงจะเป็นมิติของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีความพร้อมประกอบไปด้วยนโยบายและบุคลากรที่เป็นคนดี มีอุดมการณ์ เพื่อรับใช้ประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

การเลือกตั้งที่จะมาถึงในเร็ววันนี้ผู้คนต่างสับสนและจดจำชื่อรวมทั้งหัวหน้าพรรคการเมืองไม่ค่อยจะได้นอกจากพรรคเก่า ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560 ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและสามารถจดแจ้งเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองได้มากขึ้น

ในมิติของการมากด้วยพรรคการเมืองสำหรับสังคมไทยถ้ามองในแง่ของความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนแล้วถือได้ว่าน่าชื่นชมยิ่ง แต่ในทางกลับกันกลุ่มคนที่เสนอตัวเข้ามาจดแจ้งเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น บางคน บางกลุ่มยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเข้ามาด้วยอุดมการณ์หรือประโยชน์อื่นแอบแฝง

Advertisement

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเมืองนั้นในหลักสากลเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเป็นเรื่องของ “อำนาจ และผลประโยชน์ของกลุ่มและพวกพ้อง”โดยมีประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจเป็นฐานรองรับ ในประเด็นนี้สอดคล้องกับการที่ อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีก อธิบายไว้ว่า การเมืองย่อมเกี่ยวพันกับอำนาจ และอำนาจทางการเมืองจะต้องแตกต่างจากอำนาจอื่น องค์กรทางการเมืองจะต้องมีอำนาจปกครองเป็นอธิปัตย์ ซึ่งคุณลักษณะทางการเมิงประกอบด้วยปัจจัยที่เด่นชัด 2 ประการ ประกอบด้วย อำนาจ (Authority) และการปกครอง (Ruling)

ด้วยความมุ่งมั่นของกลุ่มคนหรือพรรคการเมืองที่เดินเข้าสู่วังวนแห่งการแข่งขันและแย่งชิงอำนาจแรงปรารถนาสูงสุดคงจะหนีไม่พ้นกับคำว่า ความสำเร็จและชัยชนะ แต่ชัยชนะและความสำเร็จทางการเมืองนั้นย่อมจะมีตัวแปรหรือปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และความรู้ความสามารถ ตลอดจนผลงานในอดีตทั้งตัวบุคคลและของพรรคนั้นๆ

วันนี้ถามว่าคนไทยฉลาดรู้และตามทันกลการเมืองมากน้อยแค่ไหนหากดูจากผลการศึกษาของนักวิชาการและองค์กรต่างๆ จะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้คนที่เป็นคนระดับฐานรากของประเทศและมีจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจในมิติที่เกี่ยวกับการเมืองที่ถูกต้องอยู่พอสมควร และหากปรากฏการณ์ของการเมืองไทยยังเป็นการเมืองแบบเดิมๆ ดังอดีตที่ผ่านมา คงจะอีกยาวไกลที่คนในระดับรากหญ้าจะรู้และเข้าใจในกลเกมการเมืองอย่างแท้จริง

ในประเด็นความรู้ความเข้าใจต่อการเมืองการปกครองสำหรับคนไทยนั้นบรรดานักการเมือง พรรคการเมืองต่างรู้ดี จากวันนั้นถึงวันนี้ยังจะพบว่ายังไม่มีพรรคการเมืองใดที่จะรณรงค์และประกาศตัวเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง นอกเหนือจากวาทะ คำคม และยาหอมที่กระจายสู่สังคมในห้วงเวลาที่จะมีการเลือกตั้งเท่านั้น และที่น่าเจ็บปวดยิ่งกลับมีนักการเมืองระดับชาติบางคนกล่าวต่อที่ประชุมสมาชิกพรรคว่า เราต้องไม่ให้ประชาชนรู้ทันการเมือง

ที่น่าเสียดายยิ่งต่อกรณีนี้หลายครั้งที่ผ่านมารัฐสภาตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องได้จัดสรรงบประมาณซึ่งเป็นเงินที่มาจากภาษีอากรของประชาชนเพื่อนำไปดำเนินการเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนตลอดจนศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นจำนวนมาก แต่ผลที่ได้รับกลับคงเดิมหลุมดำ หรือกับดักยังปรากฏให้เห็นจวบจนถึงทุกวันนี้ ที่สำคัญงานวิจัยบางเล่มกลับถูกดองไว้บนหิ้งไม่ได้นำมาสู่การปฏิบัติดังวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

การเมืองใหม่ เป็นหนึ่งในกระแสของการเรียกร้องของสังคมไทยที่ต่างมุ่งหวังและอยากเห็นการเมืองก้าวไปสู่มิติแห่งความเป็นสากลอย่างแท้จริงไม่ใช่มีการเลือกตั้งกี่ครั้งยังอยู่ในวังวนเดิม เป็นการเมืองแบบไทยๆ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่จากการสังเกตกระแสที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีนี้หลังจากผู้คนห่างเหินจากการเดินเข้าคูหาไล่ล่าหาผู้แทนมาถึง 7 ปีเศษ ซึ่งจากเซียนผู้หยั่งรู้หรือผู้สันทัดกรณีทางการเมืองวิพากษ์และแสดงทรรศนะที่หลากหลายว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดปรากฏการณ์แห่งการแข่งขันและเดิมพันเพื่ออำนาจและตำแหน่งที่สูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

การแข่งขันทางการเมืองในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือในยุคดิจิทัลจำเป็นอยู่เองที่พรรคการเมืองจะต้องแสดงออกให้ประชาชนเจ้าของอำนาจได้เห็นและพิจารณาว่าพร้อมและเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนที่จะมอบอำนาจให้ไปทำการบริหารกิจการบ้านเมืองแทน ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดพรรคนั้นๆ พร้อมที่จะเข้ามาทำงานรับใช้ประชาชนด้วยจุดยืนและอุดมการณ์อย่างแท้จริงภายใต้ผู้นำ บุคลากร ทีมงานที่พร้อมไปด้วยคุณภาพ คุณธรรม และเหนือสิ่งอื่นใดคือนโยบาย ที่ประชาชนสามารถจับต้องและสัมผัสได้จริงไม่เพ้อฝันลมๆ แล้งๆ หาสาระอันเป็นแก่นแท้ไม่ได้

จากนี้ไปเมื่อมีการประกาศวันเลือกตั้งอย่างชัดเจนเชื่อว่าเกมการเมืองจะยิ่งเข้มข้นมากขึ้น นักการเมืองโดยเฉพาะหัวหน้าพรรคหรือบุคคลผู้ที่พรรคจะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว บุคคลเหล่านั้นจะแสดงบทบาทเพื่อให้ประชาชนชื่นชมด้วยลีลาและวาทะที่หลากหลาย การลงพื้นที่พบปะประชาชน กลเม็ดเด็ดพรายหรือความสามารถพิเศษต่างๆ จะบังเกิดให้เห็นในหลายรูปแบบพร้อมที่จะทำตามที่ชาวบ้านเรียกร้องหรือจัดให้ เปรียบเสมือนคนว่านอนสอนง่าย สั่งให้ทำอะไรสามารถทำได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทำอาหาร ไถนาเกี่ยวข้าว กินปลาแดกปลาร้า และอีก ฯลฯ

เมื่อกล่าวถึงความพร้อมของพรรคการเมืองในมิติและบริบทที่จะรับใช้ประชาชนซึ่งหัวใจที่สำคัญของพรรคได้แก่ผู้นำหรือหัวหน้าพรรค ที่ต้องเป็นบุคคลที่มีความพร้อมไปด้วยคุณลักษณะของการเป็นผู้มีภาวะผู้นำ มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ มีวิสัยทัศน์และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาบนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศ ไม่มีภาพลักษณ์ด่างพร้อยโดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชั่น มีประโยชน์ทับซ้อนเพื่อตนเองและพวกพ้อง

เมื่อกล่าวถึงนโยบายของพรรคการเมืองวันนี้จะเห็นได้ว่าแต่ละพรรคต่างมีแนวทางหรือรูปแบบที่คล้ายกันหรือต่างกันในบริบทที่มาจากจุดยืนและการกลั่นกรอง แต่สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์และถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนสำหรับการพัฒนาประเทศที่ส่งผลให้เป็นแรงผลักหรือตัวถ่วงทำให้สังคมและประเทศไม่สามารถก้าวทันและตามประเทศที่เจริญแล้ว ก็คือเรื่องของ “คน” หรือ “ทุนมนุษย์”

การพัฒนาทั้งมวลถ้าคนหรือทุนมนุษย์ซึ่งถือได้ว่าเขาเหล่านั้นเป็นทรัพยากรที่สำคัญและทรงคุณค่าของประเทศ ต่างมีองค์ความรู้ มีความสามารถ มีงาน มีเงิน มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพร้อมที่แข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นโจทย์หรือการบ้านข้อใหญ่ที่พรรคการเมืองต้องนำไปขบคิดอย่างจริงจัง การหาเสียงด้วยการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเคลิบเคลิ้มไปด้วย
วาทะนานาสารพันดังอดีต โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาหลักที่มุ่งเน้นเพื่อเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย หรือให้คนจนหมดไปจากประเทศที่อิงกับบริบทของนโยบายประชานิยมวันนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่แท้จริงก็ได้

การพัฒนาคนด้วยมิติต่างๆ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะการสร้างต้นทุนทางการศึกษาจึงน่าจะเป็นทางรอดและทางเลือกสำหรับการแก้ปัญหาหรือกับดักที่เกาะเกี่ยวกับคนในระดับฐานรากของประเทศได้ในระดับหนึ่ง

ต่อกรณีการพัฒนาคนด้วยนโยบายทางการศึกษาสอดคล้องกับการที่ KBU Poll โดยศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศระหว่างวันที่ 8-11 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,202 คน เรื่อง “พรรคการเมืองกับนโยบายการศึกษาในมุมมองของประชาชน” เมื่อถามถึงด้านมุมมองที่มีต่อนโยบายการพัฒนาการศึกษาชาติแห่งอนาคต ส่วนใหญ่ต้องการนโยบายที่ไม่เพ้อฝันนำไปสู่การปฏิบัติและจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม รองลงมา ยกระดับการพัฒนาให้เท่าเทียมกับนานาชาติที่เจริญแล้ว ตามด้วยสร้างความต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงตามความจำเป็น, พัฒนาหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย, คัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมากำกับดูแลงานการศึกษา, ตอบสนองความต้องการและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามลำดับ

ในการสำรวจดังกล่าวกลุ่มตัวอย่างได้สะท้อนถึงปัญหาและความต้องการที่จะให้พรรคการเมืองหรือรัฐบาลในอนาคตแก้ไข ส่วนใหญ่ให้แก้ปัญหามาตรฐานและความไม่เท่าเทียมของสถานศึกษา รองลงมา ปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาความเหลื่อมล้ำ/คุณภาพทางการศึกษา, ปัญหาความไม่แน่นอนของนโยบาย/การเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง, ปัญหาบัณฑิตตกงาน, ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา

สำหรับคำถามด้านมุมมองที่มีต่อคุณลักษณะของรัฐมนตรีที่จะบริหารการศึกษาชาติ ส่วนใหญ่ต้องการผู้ที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจ เข้าถึงในปรัชญาการศึกษา รองลงมา มีคุณธรรมซื่อสัตย์สุจริต, มีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม, มีทีมงานที่มีคุณภาพไม่แสวงหาผลประโยชน์, มีความสามารถในการสื่อสารและเชื่อมโยงการพัฒนากับนานาประเทศ เป็นต้น

ทิศทางอนาคตการพัฒนาประเทศในวันนี้จึงฝากไว้กับพรรคการเมืองและรัฐบาลในอนาคตที่จะหยิบยื่นความดีงามและผลประโยชน์มาสู่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ แต่ถ้าหากพรรคการเมืองยังใช้แนวทางหรือกลยุทธ์ทางการเมืองแบบเดิมๆ โดยที่ไม่คำนึงถึงคุณภาพของคน คุณภาพของงานหรือนโยบาย ตลอดจนปัจจัยที่เกี่ยวข้องแล้วเชื่อว่าการเมืองบ้านเราก็คงเป็นการเมืองแบบไทยๆ และยังอยู่ในวังวนที่ไม่เปลี่ยนแปลง

การหาเสียงของพรรคการเมืองในรูปแบบของบทเพลง “มนต์การเมือง” ที่ คำรณ สัมบุญณานนท์ อดีตนักร้องดังได้ถ่ายทอดให้คนไทยได้ประจักษ์ชัดมาตั้งแต่ปี 2495 คงจะไม่นำมาสู่การปฏิบัติและก่อเกิด ณ ปี พ.ศ.นี้ หรือถ้าจะกล่าวว่าช่างมันฉันไม่แคร์ เมื่อถึงเวลานั้นเชื่อว่าประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะเป็นผู้ตัดสินและกำหนดชะตาชีวิตของบุคคลและพรรคการเมืองเสียเอง

รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร