เกาะติดละครการเมืองภาคนักการเมืองเดินสายยกมือไหว้ขอคะแนนแล้ว อย่าลืมติดตามการเมืองภาคประชาชนเดินเท้ารณรงค์เชิงนโยบาย ควบคู่กันไป นะครับ
ล่าสุด ที่ศาลหลักเมืองอุดรธานี ตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา กลุ่มคนไทยหัวใจอิสระ รักการปกครองตนเอง รวมตัวให้กำลังใจนายชัยฤทธิ์ หรือทนายแม็ค เชาวงศ์ทอง ผู้แทนเครือข่ายผู้นำยุคใหม่เพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย กราบสักการะพระพุทธโพธิ์ทอง ศาลหลักเมืองและท้าวเวสสุวรรณ ก่อนออกเดินเท้ามุ่งหน้าสู่ขอนแก่น นครราชสีมา สระบุรี ปทุมธานี เป้าหมายอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กทม.กะว่าจะใช้เวลาราว 22 วัน
จุดมุ่งหมายเพื่อรณรงค์เรียกร้องการกระจายอำนาจให้เป็นวาระแห่งชาติ ภายใต้คำประกาศ “หยุดรวมศูนย์อำนาจ บ้านของฉัน เงินของฉัน ฉันจัดการเองได้”
“ที่ผ่านมาพรรคการเมืองและนักการเมือง ประกาศว่าจะกระจายอำนาจ แต่เมื่อเข้าสู่อำนาจ ไม่มีนักการเมืองคนไหนจริงใจ กระจายอำนาจให้สู่พี่น้องประชาชน ต่อไปนี้พรรคการเมืองต้องให้คำมั่นสัญญาประชาคมอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะว่าจะดำเนินการให้มีกฎหมายว่าด้วยการกระจาย
อำนาจการปกครอง การบริหารจัดการให้ท้องถิ่นอย่างจริงจังและมีแผนการชัดเจน” ทนายแม็คย้ำ จะรวบรวมรายชื่อประชาชนที่เห็นด้วยเสนอพรรคเพื่อลงนามสัญญาประชาคม
ครับ เป็นอีกครั้งหนึ่งของนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ศักดิ์ศรีความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ระหว่างคนกรุงกับคนต่างจังหวัด คนเมืองกับคนชนบท เสียงเรียกร้องทำนองนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่เป็นจริงในสังคมไทยเสียที
เหตุเพราะความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตยกับความอ่อนแอของพลังสังคม ขณะที่ความคิดรัฐราชการเป็นใหญ่ดำรงมายาวนาน ภายใต้ข้ออ้างไทยเป็นรัฐเดี่ยวแบ่งแยกไม่ได้ การกระจายอำนาจจะทำให้แผ่นดินตกเป็นเหยื่อของบรรดาเจ้าพ่อ เจ้าแม่ นักเลงหัวไม้ ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ความกลัวการแบ่งแยกดินแดนเป็นสหพันธรัฐถูกย้ำแล้วย้ำอีก ตั้งแต่ยุค 1.0 จนจะก้าวสุู่ 5.0 ยังใช้เป็นเครื่องมือหลอกหลอนผู้คนอยู่
แม้ข้อเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจจะพัฒนาขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นควรให้ยุบราชการส่วนภูมิภาค เหลือแต่ส่วนกล่างกับส่วนท้องถิ่น ปรับบทบาทหน่วยราชการในระดับจังหวัดใหม่ หรือ ของกลุ่มพลังการเมืองในนาม กปปส. ให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ ของสภาพัฒนาการเมืองและภาคีเครือข่ายกระจายอำนาจ เสนอรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง จนกระทั่งยกร่างเป็นกฎหมายเข้าสภาแล้วแต่ก็ไปไม่ถึงดวงดาว
บทเรียนจากการผลักดันข้อเสนอให้มีการกระจายอำนาจภายใต้โมเดลต่างๆ ดังกล่าว ไม่สามารถฝ่าด่านอำนาจรัฐรวมศูนย์สู่ส่วนกลางไปได้
การรวมตัวเรียกร้องของภาคประชาสังคมอีกครั้งคราวนี้ มุ่งนำเสนอเพื่อให้เกิดสัญญาประชาคมจากพรรคการเมืองต่างๆ จึงไม่มีพลังเพียงพอแน่นอน จำเป็นต้องเรียกร้องเชิญชวนให้เกิดพลังสังคมขานรับอย่างต่อเนื่อง
การจะเป็นเช่นนั้นได้ ข้อเรียกร้องต้องชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ กระจายอำนาจอะไร อย่างไร เพื่อทำให้หลักการใหญ่เกิดความชัดเจน เป็นรูปธรรม
เป็นต้นว่า ยุบราชการส่วนภูมิภาค เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด จัดตั้งจังหวัดจัดการตนเอง เลิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปรับเปลี่ยนเป็นเทศบาล มหานคร ควบรวม อบต.ให้เป็นเทศบาลทั้งหมด จำกัดวาระกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือโมเดลใหม่หมาดๆ ตั้งสภาพัฒนาตำบล โดยมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีรองรับ ฯลฯ รูปแบบการกระจายอำนาจเหล่านี้ ควรจะลงลึกถึงระดับไหน ล้วนเป็นคำถามที่พรรคการเมืองต้องให้คำตอบทั้งสิ้น
ขณะเดียวกันในสถานการณ์ปัจจุบันต้องเหลียวมองถึงเงื่อนไข ปัจจัยที่อาจเป็นอุปสรรคเพิ่มเข้ามาอีก อาทิ แผนปฏิรูปประเทศด้านการเมืองการปกครอง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เขียนเรื่องเหล่านี้ไว้อย่างไร ยิ่งล็อกแน่นทำให้การกระจายอำนาจยากลำบากขึ้นอีกหรือไม่ ต้องคลี่ออกมาให้เห็นภาพอนาคตที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องตระหนักร่วมกันคือ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจจะเป็นไปได้ภายใต้สังคมที่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่เผด็จการอำนาจนิยมคือขั้วตรงข้าม เพราะธรรมชาติของมันคือการรวมศูนย์อำนาจ
การตัดสินใจหย่อนบัตรให้กับพรรคการเมืองที่ชูแนวทางประชาธิปไตยในการเลือกตั้งก็ยังไม่มีหลักประกันมากพอ เพราะโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบไว้ตามรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจบทบาทวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งสูง จะเป็นอุปสรรคต่อการเสนอกฎหมายเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจ อีกแน่นอน
การแสดงพลังทางสังคมทุกรูปแบบภายหลังการเลือกตั้ง เพื่อสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของผู้คนจำนวนมากในเรื่องนี้ จึงจำเป็นต้องดำเนินต่อไป

