หน้าแรก บทความ ฝุ่นละอองขนาด...

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน กำลังกลับมาอีกแล้ว!! โดย : ธวัช งามศรีตระกูล รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล

5.02.19 | 13:00 น.

สถานการณ์ PM2.5 ในกรุงเทพฯ

จากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 มีค่าเกินมาตรฐานในกรุงเทพมหานครช่วงต้นปีที่ผ่านมา เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชน อันเนื่องมาจากผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่มีต่อทัศนวิสัยอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับการเข้าถึงข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากหน่วยงานต่างๆ นั้นสามารถทำได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการนำเสนอข้อมูลโดยสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลักและสื่อออนไลน์ ที่ปรับรูปแบบการสื่อสารให้ง่ายต่อการนำเสนอ แต่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนของประชาชนผู้รับข้อมูลซึ่งอ่านแต่วลีที่ใช้พาดหัวข่าว ทำให้เกิดความตื่นกลัวขึ้นในกลุ่มประชาชนที่อยู่ในกรุงเทพฯที่เสพสื่อ ซึ่งมีความหลากหลายมากในช่วงเวลาดังกล่าว

จากค่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ตรวจวัดโดยกรมควบคุมมลพิษ ผู้เขียนได้นำมาคำนวณเป็นค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index: AQI)* ของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ดังแสดงในรูปที่ 1 (ก) สถานีวังทองหลาง และ (ข) สถานีพญาไท ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีแนวโน้มที่สูงขึ้น โดยค่าจะเริ่มเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน และเมื่อผนวกกับสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี (มกราคม-กุมภาพันธ์) คือสภาพอากาศนิ่ง จึงเป็นผลให้มีการสะสมตัวของฝุ่นละอองขึ้น

จากการตรวจติดตามปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในบรรยากาศ โดยภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงกรกฎาคม 2561 ถึงปัจจุบัน พบว่าค่าความเข้มข้นเฉลี่ยรายเดือนของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังแสดงในรูปที่ 2 และเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ (รูปที่ 3) พบว่ามีรูปแบบที่เหมือนกัน นั่นหมายความว่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน กำลังกลับมาเยือน กทม.อีกครั้ง

Advertisement

การเพิ่มค่า PM2.5
ในการประเมินดัชนีคุณภาพอากาศของไทย

ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index หรือ AQI) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารกับสังคมเกี่ยวกับคุณภาพอากาศที่ง่ายต่อความเข้าใจ ซึ่งประเทศไทยได้มีการนำค่าดังกล่าวมาใช้รายงานสภาพของคุณภาพอากาศเป็นระยะเวลาหลายปี แต่ไม่มีการนำค่าความเข้มข้นของ PM2.5 มาคำนวณร่วมด้วย ดังกล่าวในบทความ “เมื่อ PM2.5 กับ AQI สูง แล้วจะหายใจได้ไหม?” (https://goo.gl/ES6EHL) จนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม 2561 กรมควบคุมมลพิษได้ประกาศใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ ซึ่งเพิ่มการคำนวณค่าความเข้มข้นของ PM2.5 ไว้ด้วย และปรับช่วงค่าดัชนีคุณภาพอากาศดังแสดงในรูปที่ 4

ระหว่างที่เกิดสถานการณ์ PM2.5 ขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการนำเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศขนาดเล็กหลากหลายแบรนด์ออกมาวางจำหน่าย ประกอบกับกระแสของ Internet of Thing หรือ IoT ที่กำลังเป็นที่จับตามองในช่วงที่ผ่านมา รวมไปถึงราคาของเครื่องที่ไม่สูงมาก ทำให้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่ที่ยังเป็นข้อกังขาในแวดวงนักวิชาการในการนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ในการตรวจวัดคุณภาพอากาศ คือค่าที่ตรวจวัดได้จากเครื่องมือนี้มีความถูกต้องแม่นยำมากเพียงใด มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากหลักการทำงานของเครื่องเซ็นเซอร์ตรวจวัด PM2.5 แบบพกพาอาศัยหลักการกระเจิงของแสง (Light scattering) เมื่ออากาศที่มีฝุ่นละอองผ่านเข้าไปในเครื่องกระทบกับแสงที่ถูกยิงออกมาจากเซ็นเซอร์จะเกิดการหักเหไปกระทบกับไดโอดและจะแปลงเป็นค่าทางไฟฟ้า ซึ่งจะถูกคำนวณเป็นค่าความเข้มข้นของฝุ่น ณ เวลานั้นๆ ในขณะที่การตรวจวัด PM2.5 ในบรรยากาศตามมาตรฐาน ใช้วิธีกราวิเมตริก (Gravimetric) ซึ่งเป็นการวัดค่าฝุ่นละอองโดยการดูดอากาศในบรรยากาศด้วยอัตราไหลคงที่ผ่านแผ่นกระดาษกรองลอดช่วงเวลาการเก็บตัวอย่าง (24 ชั่วโมง) แล้วนำแผ่นกรองมาชั่งน้ำหนัก (หลังการอบกระดาษกรอง เพื่อไล่ความชื้นแล้ว) เพื่อหามวลของฝุ่นละอองและนำมาหาค่าเฉลี่ย 24 ชม. ซึ่งค่าที่ตรวจวัดได้จะอยู่ในหน่วยของน้ำหนักฝุ่นละอองต่อปริมาตรอากาศ เช่น ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อนำเครื่องมือตรวจวัดทั้ง 2 ชนิดมาเปรียบเทียบกันพบว่ามีข้อดีข้อเสียดังตารางที่ 1

ประชาชนควรทำอย่างไร

การปฏิบัติตนในช่วงที่มีปรากฏการณ์หมอกฝุ่น หรือ PM2.5 เกินมาตรฐานนั้น กล่าวในบทความ “ทำอย่างไร? เมื่อฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนเกินมาตรฐาน” (https://goo.gl/w1cTrz) ซึ่งข้อควรปฏิบัติที่สำคัญคือ การทำความเข้าใจในรูปแบบของข้อมูลคุณภาพอากาศที่มีการรายงานผลว่าเป็นข้อมูลแบบตามเวลาจริง (Real-Time) หรือเป็นข้อมูลที่มีการรายงานผลตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานรัฐ เนื่องจากมีการนำเสนอข้อมูลคุณภาพอากาศใน social network อีกทั้งในกรณีของดัชนีคุณภาพอากาศหรือ Air quality index (AQI) ที่มีการใช้งานในหลายประเทศ จะมีช่วงค่าในการคำนวณและแสดงผลที่แตกต่างกัน ถ้าหากขาดความเข้าใจในมาตรฐานหรือเกณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในการนำเสนอผลการตรวจติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศแล้ว ก็จะทำให้การแปลความหมายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ ในขณะเดียวกันประชาชนควรติดตามสถานการณ์ดังกล่าวผ่านสื่อที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์ระบบตรวจติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการคุณภาพอากาศ ซึ่งถ้าหากมีข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานการตรวจวัด การรายงานผล ควรสอบถามไปยังหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงของรัฐ เช่น กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือองค์กรการศึกษา กรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกอาคาร หรืออยู่กลางแจ้งเมื่อเกิดสถานการณ์หมอกฝุ่นควัน ประชาชนควรเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ PM2.5 เกินมาตรฐานนี้ คือการใช้หน้ากากชนิด N95 หรือหน้ากากป้องกันที่ระบุขนาดช่องว่างน้อยกว่า 0.3 ไมครอน ซึ่งสามารถช่วยลด PM2.5 ได้

หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรรับมืออย่างไร กับสถานการณ์ PM2.5

ในการเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ PM2.5 ที่มีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุกๆ ปี จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน หน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) ผู้บังคับใช้ (Implementor) ควรเตรียมประกาศใช้มาตรการเร่งด่วนในการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานการศึกษาควรร่วมมือกันศึกษาวิจัยและจัดทำข้อเสนอแนะ แนวทางในการบรรเทาปัญหาดังกล่าวให้กับผู้กำหนดนโยบาย รวมไปถึงการให้ความรู้กับสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลักและสื่อออนไลน์ เรื่องการนำข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศไปใช้ในการนำเสนอสู่สาธารณะให้มีความถูกต้องชัดเจน ดังรูปที่ 5

ธวัช งามศรีตระกูล รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล
ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เอกสารอ้างอิง
1) http://air4thai.pcd.go.th/webV2/aqi_info.php
2) http://air4thai.pcd.go.th/webV2/download.php
3) บทความ “ทำอย่างไร? เมื่อฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนเกินมาตรฐาน” (https://goo.gl/w1cTrz)
4) บทความ “เมื่อ PM2.5 กับ AQI สูง แล้วจะหายใจได้ไหม?” (https://goo.gl/ES6EHL)