หน้าแรก บทความ ‘ว่าจะลืมแล้ว...

‘ว่าจะลืมแล้ว กลับจำ’ : โดย อดีต กกต.

6.02.19 | 13:30 น.

ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมใช้คำแทนตัวผมว่า “กกต.กูเกือบตาย” มันเป็นถ้อยคำที่ไม่ค่อยสุภาพนัก
แต่จำเป็นต้องใช้แนะนำตัวว่า “กกต.กูเกือบตาย” เพราะไม่สามารถที่จะหาคำพูดใดที่แสดงถึงความรู้สึกที่แท้จริงที่ได้พบเห็นมาในอดีตได้ดีเท่า
ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง กกต.ในปี 2545 ต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานับปการ หลายต่อหลายด่าน ด่านกรรมการสรรหา และด่านวุฒิสภา ในที่สุดผ่านด่านสุดท้ายมาด้วยคะแนนเฉียดฉิว

ก่อนออกจากตำแหน่งเดือนพฤษภาคม 2549 เป็นเดือนที่การเมืองไทยวุ่นวายที่สุด โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 มีทั้งม็อบ มีทั้งสื่อแทบทุกสาขา ขอร้องให้ กกต.ชุดของผมต้องลาออก คิดในใจอยู่เสมอว่าจะต้องลาออก แต่ต้องมีเหตุผลเพียงพอเสียก่อน

จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่า การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าต้องลาออกแน่นอน ทั้งนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ผมเป็นนายทหารที่ผ่านการปฏิญาณตนจากโรงเรียนนายร้อยฯมาแล้วว่า “คำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือพรจากสวรรค์”

ผมจะทนอยู่ได้อย่างไรจึงเขียนใบลาออก เมื่อ 15 พฤษภาคม 2549 นั่นคือ กกต.กูเกือบตาย ก่อนอำลาตำแหน่ง

ตั้งแต่วันนั้นมาได้ปฏิบัติตนเป็นชาวสวนชาวนาอยู่ที่บ้านเกิด ปลูกข้าว ปลูกผัก ก้มหน้าก้มตารักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจ ไม่ข้องแวะกับโลกภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ก็ภูมิใจที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองบางท่านกรุณาให้กำลังใจว่า “ปลูกผักก็ช่วยชาติแล้ว”

Advertisement

อยู่มาวันหนึ่ง มีเพื่อนเก่าสมัยเรียนหนังสือชั้นประถมด้วยกันราวๆ ปี 2494-2497 มาเยี่ยมที่ไร่ เพื่อนสนิทคนหนึ่งแทงใจดำผมว่า จำเหตุการณ์ที่ครูประจำชั้นเรียกไปพบได้ไหม ในข้อหาผมขาดเรียนมากที่สุดของห้อง เขาช่างฟื้นฟูความจำของผมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งทั้งๆ ที่ลืมไปแล้ว ต้องยอมรับว่าเพื่อนเก่าๆ ในอดีตค่อนข้างจะรู้จักผมมากกว่าเพื่อนใหม่ๆ เขารู้ว่าผมมีประสบการณ์ทางการเมือง เคยหนีโรงเรียนไปช่วยพี่ชายหาเสียงเลือกตั้งตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ
อีกคนถามผมว่า มีพระราชกฤษฎีกาออกมาแล้ว ไม่ลงสมัคร ส.ส.กับเขาหรือ ผมตอบทันทีว่า เคยเป็น กกต.มาก่อน เป็นกรรมการห้ามมวยระดับชาติมาแล้วจะให้ผมไปชกมวยได้อย่างไร

เพื่อนอีกคนรู้ว่าผมไม่ค่อยสบายใจนักจึงเบี่ยงเบนคำถามใหม่ว่า ถ้าเช่นนั้นอยากรบกวนผมช่วยให้คำแนะนำลูกหลานที่กำลังจะลงสู่สนามการเมืองว่าอะไรควรและไม่ควร

ผมย้อนถามเพื่อนผมไปว่า เด็กๆ เคยดูมวยบ้านนอกไหม เมื่อเวลากรรมการสั่นระฆังแล้ว กรรมการจะประกาศเสียงดังฟังชัดว่า “พี่เลี้ยงลงจากเวที” หากพี่เลี้ยงไม่ยอมลงจากเวที กรรมการห้ามมวยจะไม่ยอมให้ “ชกได้” บนเวทีจะมีเฉพาะกรรมการกับนักมวยเท่านั้น มีบางครั้งหัวหน้าค่ายมวยลงจากเวทีช้า ผู้ชมมวยจะโห่ไล่กันเสียงระงม

นั่นหมายถึงอะไร

หมายถึงว่ากรรมการห้ามมวยต้องการให้การต่อสู้เป็นไปโดยเสรี (Free) และเป็นธรรม (Fair) ซึ่งตรงกับมาตรฐานสากลของยูเอ็นที่ให้การเลือกตั้งจะต้องเป็นไปโดยเสรี (Free) และเป็นธรรม (Fair)

ผู้ชนะจะชนะด้วยความขาวสะอาดไม่มีข้อกังขา หลังจากชกเสร็จแล้วนักมวยแต่ละค่ายจะกอดคอกันลงจากเวที ช่างเป็นภาพที่น่าดูน่าชมเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าเมื่อใดที่ผู้ชมมวยเห็นว่าค่ายมวยใดหรือนักชกคนใดตุกติก ไม่เชื่อฟังกติกาหรือไม่แสดงน้ำใจความเป็นนักกีฬา เมื่อนั้นค่ายมวยนั้นหรือนักมวยคนนั้นจะไม่เป็นที่ชื่นชมยินดีของผู้ชมเลย แม้จะเป็นผู้ชนะและเป็นแชมป์มาหลายสมัยก็ตาม

ผมเคยได้รับเชิญไปเป็นผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในหลายประเทศ เขายึดหลัก Free and Fair กันทั้งนั้น เราแปลว่า “สุจริตและเที่ยงธรรม” ซึ่งขาดความหมายของคำว่า Free หรือ “ความเป็นอิสระ” ไปอย่างน่าเสียดาย

เพราะคำว่า Free คือผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งต้องเป็นอิสรชน (Freeman) หลุดพ้นจากพันธะของผู้ปกครองหรือนายจ้าง จึงจะเชื่อได้ว่า เขาเหล่านั้นแสดงเจตจำนงของเขาได้แท้จริง ไม่ใช่เจตจำนงของผู้มีอำนาจที่จะคอยบงการให้ทำ เราให้ความสนใจเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงกันมาก จนลืมเรื่องนี้ไป อย่าลืมว่าการที่ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ไม่ใช่อิสรชนนั้น มีความร้ายแรงพอๆ กับการซื้อสิทธิขายเสียงด้วยซ้ำ

สหรัฐอเมริกาในอดีต ไม่ยอมให้สตรีและเด็กเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ก็โดยเหตุผลเดียวกันนี้ เพราะสตรีในสมัยนั้นยังอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ไม่ได้ออกไปหางานข้างนอกบ้าน อาศัยรายได้จากสามี เขาจึงไม่ยอมให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะเกรงว่าอาจจะไม่ใช่เจตจำนงของสตรีผู้นั้นโดยแท้จริงก็ได้ มิใช่เขาเลือกปฏิบัติหรือกดขี่ทางเพศอย่างที่เข้าใจกัน

เด็กก็เช่นกัน สมัยนั้นๆ เด็กฝรั่งอายุ 18 ปี ยังไม่ออกนอกบ้านไปเผชิญโชคเหมือนในปัจจุบัน เมื่อเด็กฝรั่งอายุครบ 18 ออกบ้านออกเรือนได้แล้ว เขาจึงให้เป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

กระนั้นก็ตาม ฝรั่งเขายังเตรียมผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งระยะยาวมาก ทั้งนี้ เพราะการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญของบ้านเมือง มีผลกระทบทางบวกและทางลบมหาศาล

เด็กฝรั่งอายุ 17 ปี จะเข้าสู่การเตรียมการเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะต้องเข้ารับการอบรมหลักสูตรการเป็นผู้เลือกตั้ง (Voter) อีกทั้งทางการจัดส่งเอกสารไปให้ได้ศึกษาล่วงหน้า เมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะส่งประกาศนียบัตรพร้อมบัตรประจำตัวให้เป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่สมบูรณ์

ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของเราบางคนยังไม่รู้ว่าเลือกตั้งไปทำอะไร มีประโยชน์อย่างไร

ดังนั้น เขาจึงยอมแลกยอมขายความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แลกกับเศษเงินเพียง 100 ถึง 200 บาทเท่านั้น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

อนึ่ง หน้าที่ของ ส.ส.นั้น มีหลากหลายแนวความคิด บางประเทศเช่น เบลเยียม สเปน แม้กระทั่งฝรั่งเศสสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เรียกชื่อสภาของเขาว่า สภาผู้ช่วยเหลือประชาชน (Chamber of people’s Deputies) ซึ่งสอดคล้องกับ รุสโซ ปราชญ์ชาวสวิส กล่าวไว้ในหนังสือสัญญาประชาคมว่า “อํานาจอธิปไตยเป็นอำนาจเฉพาะตัว มอบให้ใครทำแทนไม่ได้” เขาเลือกสมาชิกสภาผู้ช่วยประชาชน มาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือประชาชนและสังคม อีกทั้งนำปัญหาที่ได้เห็นได้ฟังมาออกกฎหมายในสภาแก้ปัญหาของประชาชน

ในประเทศไทย เราเข้าใจว่าเลือกผู้แทนฯไปทำหน้าที่แทนตน แต่แท้ที่จริงในทางปฏิบัติ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งล้วนแต่ไปทำหน้าที่ผู้ช่วยประชาชนกันทั้งนั้น แทบไม่ทราบว่าไปทำหน้าที่เป็นผู้แทนกันเมื่อไรอย่างไร

เมื่อถามชาวบ้านผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งว่า ต้องการผู้แทนมาทำอะไร มักจะได้รับคำตอบว่า มาช่วยเหลือเขา ไม่ค่อยได้รับคำตอบว่ามาทำหน้าที่แทนเขาเลย เป็นเรื่องแนวคิดที่น่าสนใจครับ

คำว่า Fair หรือความเป็นธรรม เป็นอีกคำหนึ่งที่สำคัญมาก เป็นเหตุแห่งความวุ่นวายทั้งปวง ที่จะเกิดขึ้นระหว่างและหลังเลือกตั้ง ผู้ชนะก็ยินดีปรีดา ผู้แพ้ก็ไม่ยอม มักจะเอาเรื่อง Fair นั้นมาอ้างเสมอ จึงใคร่ขอเสนอแนะท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายว่า การเลือกตั้งทั้งหลายที่ผ่านมา ไม่มีการเดินขบวนหรือการต่อต้านการเลือกตั้งด้วยเรื่องเศรษฐกิจ หากแต่ความวุ่นวายและการเกิดปรากฏการณ์การเลือกตั้งที่ชนะกันแบบ “ดินถล่มทลาย” (landslide) ก็มาจาก Fair คำนี้ ไม่ใช่เพราะนโยบายเศรษฐกิจ ของพรรคนั้นๆ เลอเลิศ หรือเพราะการซื้อสิทธิขายเสียงดังที่เข้าใจกัน

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่จะทำให้การเลือกตั้งมีความเป็นธรรม คือผู้มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้ง คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนั้น

การที่สหประชาชาติให้การยอมรับประเทศใดที่ให้อำนาจการเลือกตั้งอยู่ที่องค์กรอิสระ (Election commissioner) ก็เพราะต้องการให้เกิดคำว่า “Fair” เพราะถ้าอยู่ในอำนาจของรัฐบาลเหมือนเช่นในอดีต อำนาจนั้นอาจไม่ทำให้การเลือกตั้งเป็นธรรมได้

ที่จริงแล้ว Election Commissioner ควรจะแปลว่า “คณะมนตรีการเลือกตั้ง” จึงจะถูกต้องเหมาะสม ไม่ใช่คณะกรรมการดังที่เรียกกัน เพราะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการการเลือกตั้ง อีกทั้งทำหน้าที่เป็นตุลาการการเลือกตั้งด้วย

กกต.เป็นตำแหน่งที่น่าเห็นใจมาก เพราะไม่มีกฎหมายใดจะมาคุ้มครอง ทั้งๆ ที่วินิจฉัยกันอย่างสุจริตและเที่ยงธรรมก็ตาม แต่เมื่อมีผู้แพ้ผู้ชนะเกิดขึ้น ผู้แพ้ก็ไม่ยอม ผู้เดือดร้อนคือ คนกลาง ฟ้องร้องกันแทบทุกคน เห็นใจมากครับ ที่เดินมาตามถนนเส้นนี้

แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการการเลือกตั้ง และการวินิจฉัยข้อร้องเรียน คงต้องยึดหลัก Fair อย่างเหนียวแน่นเท่านั้น จึงจะทำให้อยู่รอดปลอดภัยได้

การวินิจฉัยข้อร้องเรียน ออกจะเป็นห่วงอยู่มาก แม้ท่านจะทำดีปานใดก็ตามแต่ก็อาจพลาดได้ ดังนั้น จะต้องระวังรอบคอบให้มากที่สุด เรื่องข้อกฎหมายไม่น่าเป็นห่วงรู้ได้กันแทบทุกคน แต่เป็นห่วงอยู่ที่ “ข้อแท้จริง” ของสังคมที่ต่างกัน โดยเฉพาะวัฒนธรรมท้องถิ่น มีกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ในอดีตคือ มีผู้ร้องเรียนมาว่า ผู้สมัครท่านหนึ่งถวายเงินให้พระในงานบุญพระเวสสันดร จังหวัดหนึ่งของภาคอีสาน กกต.วินิจฉัยกันแล้วว่าผิดเพราะไม่เข้าใจว่า “กันหลอน” คืออะไร ผมได้ชี้แจงทักท้วงว่า “กันหลอน” ไม่ใช่เงินของผู้สมัคร แต่เป็นเงินของชาวบ้านที่บริจาค ผู้สมัครแค่ได้รับเกียรติให้เป็นผู้มอบเท่านั้น เรื่องนี้จึงจบกันด้วยดี

ในอดีตสมัยที่ผมเป็น กกต. รัฐบาลเป็นแค่รัฐบาลรักษาการ ไม่มีสิทธิจะโยกย้ายข้าราชการแม้แต่คนเดียว จักต้องขอความเห็นชอบจาก กกต.เสียก่อน

ณ วันนี้ผมเป็นห่วงว่า กกต.จะทำเช่นใดดี ในกรณีที่ข้าราชการไม่เป็นกลางในการเลือกตั้ง มีอำนาจเพียงพอหรือไม่ ที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมได้

การเลือกตั้งคือการทำสงครามแย่งชิงประชาชน อาวุธที่สำคัญในการทำสงครามนี้ไม่ใช่กระสุน (Bullet) หากแต่เป็นบัตรเลือกตั้ง (Ballot) และหีบเลือกตั้ง (Ballot Box)

ผู้ชนะ คือผู้ที่ประชาชนไว้วางใจและมั่นใจว่าเขาเหล่านั้นไปช่วยบ้านช่วยเมืองให้ผ่านวิกฤตไปได้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องชนะใจประชาชนเท่านั้น ท่านจักต้องรู้ความต้องการของประชาชนโดยแท้ การช่วยเหลือหรือการให้เป็นดาบสองคม ถ้าท่านให้เขาเพราะเขายากจน เขาอาจจะมองว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยามก็ได้ ต้องระวังและรอบคอบด้วย สิ่งที่ท่านให้แล้วไม่มีพิษมีภัยเลยคือให้ความรู้ ความรักและความเป็นธรรมครับ

ผู้สมัครรับเลือกตั้ง นอกจากจะต้องรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นอย่างดีแล้ว จะต้องศึกษาให้ละเอียดถ่องแท้ว่า ที่เกิดการเลือกตั้งฟ้าถล่มดินทลาย (Landslide) ในอดีต เกิดจากอะไรกันแน่ อย่าประมาท ไม่ใช่มองอย่างผิวเผินว่าเขาใช้เงินซื้อเสียงอย่างที่เล่าลือกัน แท้ที่จริงไม่ใช่เรื่องเงิน หากแต่เป็นเรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคมต่างหาก

เมื่อเกิดขึ้นเช่นนี้แล้ว กำแพงเงินกำแพงทองก็ไม่สามารถสกัดกั้นได้

ตัวอย่างการเลือกตั้งปี 2500 พรรครัฐบาลมีอำนาจล้นพ้น ทั้งอำนาจมหาดไทยในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งโดยตรงในสมัยนั้น อำนาจตำรวจ อำนาจทหาร สารพัดอำนาจ แต่แพ้พรรคฝ่ายค้านอย่างหมดทางสู้ โดยเฉพาะในภาคอีสาน และภาคเหนือ ดังนั้น อย่าให้เกิดสองมาตรฐานเป็นอันขาด จงคงไว้ซึ่งความเป็นธรรม วางอำนาจนั้นๆ เสียบ้าง จึงจะปลอดภัยครับ

ปัญหาเศรษฐกิจ ในการเลือกตั้ง ดูเหมือนเป็นรองปัญหาสังคม ไม่เคยมีการเลือกตั้งชนิด “แผ่นดินถล่มทลาย” เพราะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ หากเกิดจากเรื่องสังคม-จิตใจของชาวบ้านแทบทั้งสิ้น ปัญหาความเป็นธรรมในสังคม เป็นปัญหาที่ร้ายแรง นำไปสู่การแพ้ชนะกันได้อย่างไม่คาดฝัน

เป็นธรรมชาติของพรรคฝ่ายค้าน จะต้องเสาะแสวงหาจุดอ่อนของฝ่ายรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะเรื่องความไม่เป็นธรรม หรือความเป็น 2 มาตรฐาน การยึดหลัก “Free and Fair Election” ของผู้มีอำนาจเท่านั้น ที่จะเป็นกำแพงสกัดกั้น ไม่ให้คลื่นสึนามิทางการเมืองเกิดขึ้นได้

กฎกติกาในการเลือกตั้งก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มีผลต่อการเลือกตั้ง

การไม่เข้าใจถ่องแท้ในกระบวนการเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งไม่สมบูรณ์และสวยงามได้

ในการเลือกตั้งในต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา กฎหมายเลือกตั้งไม่ได้เข้มงวดเรื่องมหรสพดังที่เราเห็นกัน เขาให้มีการแสดงออก ร้องรำทำเพลงกันอย่างครึกครื้น เราเข้าใจผิดว่าการฉายหนังผู้แทนในสมัยโบราณนั้นเป็นการจูงใจชนิดหนึ่ง แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการรวมพลเพื่อให้คนมาฟังคำปราศรัยชี้แจงแถลงนโยบายของผู้สมัคร ผู้สมัครจะได้ชี้แจงแสดงเหตุผลในการเลือกตั้ง อีกทั้งแนะนำตัวว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครทำมาหากินอย่างไร

ณ บัดนี้สิ่งที่เป็นความสวยงาม คึกคักสนุกสนานในวันเลือกตั้งหมดไป เหลือแต่ความแห้งแล้งว่างเปล่า ผู้สมัครไม่สามารถออกมาปรากฏตัวได้เช่นเดิม เหตุการณ์ใต้ดินจึงเกิดขึ้นมากมาย จึงทำให้ได้ผู้แทนที่ไม่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านเลยก็มี อิทธิพลเงินจึงบดบังอิทธิพลของความคุ้นเคย ความดี ความเป็นญาติมิตร ลูกชาวบ้าน หลานชาวเมืองจึงเดือดร้อนกันมากมาย น่าเป็นห่วงครับ

ในที่สุดนี้ ผมขอฝากท่านผู้อ่านทุกท่านไว้ 3 เรื่องครับ คือ

1.การเลือกตั้งเป็นวัฒนธรรมตะวันตก ไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา เราจะต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรม “รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย” กัน เป็นหน้าที่ของคนกลางและประชาชนที่จักต้องร่วมกัน จัดกิจกรรมเพื่อความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติให้กลับคืนมา ถ้าไม่รีบดำเนินการ ปัญหาความขัดแย้งไม่รู้จบสิ้นจะนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงของบ้านเมือง ส่งผลกระทบต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของเราอย่างน่าเป็นห่วง

2.ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ผู้บริหารจัดการเลือกตั้งและประชาชนคนไทยทั้งชาติ ต้องระลึกอยู่เสมอว่าการเลือกตั้งจะต้องไม่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของชาติเป็นอันขาด จักต้องช่วยกันทะนุถนอมให้อยู่กับสังคมไทยไปโดยตลอด นั่นคือ เอกราช อธิปไตยของชาติ ความผาสุกของปวงประชา และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

3.และขอกราบวิงวอนให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง ผู้บริหารจัดการเลือกตั้ง ผู้ทรงอำนาจในบ้านในเมือง จงเคารพกติกา เสรี (Free) และเป็นธรรม (Fair) โดยเคร่งครัด ผมไม่อยากเห็นสภาวะที่ทำให้เกิด กูเกือบตาย เหมือนในปี 2549 กลับคืนมาอีกครับ
ขอบคุณครับ

อดีต กกต. (กูเกือบตาย)