ทุกวันที่ 16 มกราคมของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันครู” ซึ่งเป็นวันที่สำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งของสังคมไทยและการศึกษาไทยเพราะเป็นวันที่ให้ศิษย์ได้หวนรำลึกถึงครูบาอาจารย์ผู้ที่เคยได้สั่งสอนให้ความรู้ความเข้าใจมาและเป็นวันแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีอันเป็นสัญลักษณ์ที่ดีงามของคนไทย วันสำคัญดังกล่าวคงจะปราศจากคุณค่าและความหมายตราบใดคนที่เคยเป็นลูกศิษย์มองไม่เห็นความสำคัญ ขาดสามัญสำนึกในความกตัญญูกตเวทีไป เพราะปีหนึ่งมีเพียงครั้งเดียวและวันเดียวอีกด้วย กว่าจะไปรอในวันข้างหน้าหรือปีข้างหน้า เราอาจจะไม่ได้แสดงออกถึงคุณค่าต่อครูบาอาจารย์ไป ท่านอาจจะล้มหายตายจากโลกนี้ไปแล้วก็ได้ ดังนั้น การแสดงออกในวันนี้ย่อมมีคุณค่ากว่าวันไหนๆ
ท่านผู้รู้ได้ให้คำนิยามหรือความหมายของคำว่า “ครู” ไปต่างๆ นานา ทั้งเป็นเรื่องของอุดมการณ์เพื่อการศึกษา ทั้งเป็นเรื่องจิตสำนึกของผู้คนในวงการทางการศึกษา ทั้งเป็นเรื่องของคุณค่าของความเป็นครู รวมถึงการมองถึงการเป็น “ปูชนียบุคคล” ของสังคมไทยอีกด้วย คนรุ่นก่อนมักมองเห็นว่าหน้าที่การงานหรือตำแหน่งที่มีคุณค่าในสังคมไทยนั้นคือ ครู ตำรวจ หมอ เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับกันสูงสุด ครูเป็นผู้ให้ความรู้สั่งสอนศิษย์ ตำรวจเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขและคุ้มครองประชาชนให้ได้รับความปลอดภัย และหมอหรือแพทย์พยาบาลเป็นผู้รักษาคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาให้มีร่างกายที่เป็นปกติ เหล่านี้จึงถือว่าเป็นตำแหน่งทางราชการที่เคยได้รับการยอมรับและเป็นบทบาทหน้าที่ที่มีเกียรติในสังคมหรือจะเรียกว่า “เหมือนเทวดา” ก็ว่าได้
ทุกคนที่เกิดมาแล้วย่อมได้รับการสั่งสอนและฝึกอบรมบ่มนิสัยตั้งแต่วัยเยาว์ ครูคนแรกของเราก็คือ แม่กับพ่อ ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดเรามา ท่านคอยเลี้ยงดูด้วยความรักความอบอุ่นให้ชีวิตให้เลือดเนื้อให้ลมหายใจแก่เรามา อะไรที่ดีที่สุดท่านก็เสียสละและทุ่มเทให้กับเราอย่างเต็มที่
ครูคนที่สองของเราก็คือครูบาอาจารย์ที่ได้สอนหนังสือเรามาทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา ชีวิตของเราได้เกี่ยวเนื่องกับคุณครูดังกล่าวเป็นระยะเวลานานอาจจะยี่สิบกว่าปีเลยทีเดียว ครูเป็นผู้ให้ความรู้ทางวิชาการ ชี้แนะแนวทางในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เป็นผู้ถ่ายทอดทั้งด้านทฤษฎีและด้านการปฏิบัติจนเรามีความรู้ความเข้าใจและความถนัดในด้านใดด้านหนึ่งซึ่งจะเป็นหนทางนำไปสู่การประกอบอาชีพที่แน่นอนและมั่นคงในระยะยาว
ครูในสมัยก่อนได้กลายเป็นครูอมตะคือเป็นครูในดวงใจของเด็กนักเรียนตลอดไปเพราะชีวิตของเด็กนักเรียนได้มีครูเป็นแม่แบบทั้งด้านการเรียนรู้และด้านการปฏิบัติ
ครูคนที่สามคือคนที่อยู่รอบข้างตัวเรา ไม่ว่าผู้ใหญ่ในสังคม ในชุมชน ในหมู่บ้านหรือผู้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนบ้าน ครูกลุ่มนี้ย่อมสามารถโน้มน้าวให้เรามีทัศนคติเป็นไปในทิศทางใดก็ได้เช่นเดียวกัน ครูเหล่านี้อาจจะมิใช่ครูในสถานศึกษาแต่เป็นครูในชีวิตของเราที่เราได้สัมผัสอยู่ทุกวัน
และครูคนสุดท้ายคือ “พระครู” แต่มิใช่เป็นสมณศักดิ์ของพระภิกษุสงฆ์ เป็นครูที่เป็นพระและคอยฝึกอบรมบ่มนิสัยให้เรารู้จักดี รู้จักชั่ว ให้เรารู้จักนำธรรมะมาข่มใจ รู้จักนำเอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการศึกษาเล่าเรียนและในการดำรงชีวิตประจำวัน
ครูทั้งสี่กลุ่มนี้ย่อมมีความจำเป็นและสำคัญต่อชีวิตของเรามาก ท่านเป็นผู้สอนและผู้ให้ทั้งทางตรงและทางอ้อมไปในตัว เป็นครูที่อยู่ในสังคมไทยตลอดไป ทว่าบรรดาศิษย์ทั้งหลายจะมองเห็นคุณค่าของครูเหล่านี้หรือไม่?
ชีวิตของคุณครูในยุคก่อนไม่มีความสลับซับซ้อนมากนัก เพราะมีอาชีพสอนหนังสือหรือถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ มีเกียรติอยู่ในสังคม ชุมชน หมู่บ้านอย่างภาคภูมิใจ แต่ละวันก็คิดแต่จะสอนวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์อย่างเต็มที่ แต่ครูในยุคปัจจุบันมีหน้าที่การงานและการดำรงชีพที่สลับซับซ้อนมากขึ้น อาชีพสอนหนังสือเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ต้องมีอาชีพเสริมหรืออาชีพนอกราชการขึ้นมา จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การเรียนการสอนมิได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงไม่สามารถปลูกฝังความรักและความศรัทธาให้กับศิษย์ได้อย่างแนบแน่นเหมือนกับครูในอดีต เหตุดังกล่าวก็ย่อมเป็นไปตามกาลเวลาและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่ครูก็คือครู นักเรียนก็คือศิษย์อยู่ตลอดเวลา คุณค่าและความหมายเท่านั้นที่เปลี่ยนไป
เมื่อวันครูมาถึงแล้วเช่นนี้ คนที่เคยเป็นศิษย์ก็ไม่ควรมองข้ามวันสำคัญดังกล่าวไป อย่างน้อยขอให้รำลึกถึงพระคุณของท่านที่เคยมีต่อชีวิตของเรามา ไม่ว่าครูคนที่หนึ่งหรือครูคนที่สองรวมถึงครูคนถัดไปตามคำนิยามที่กล่าวมาแล้วเพราะความกตัญญูกตเวทีไม่เคยสูญเปล่ากับคนที่รู้จักสำนึกในคุณงามความดี ครูของเราท่านอาจจะมีสังขารที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา บางท่านอาจจะสุขภาพไม่ดี บางท่านอาจจะจากโลกนี้ไปแล้ว การรำลึกถึงบุญคุณของท่านแล้วตอบแทนตามกำลังและศรัทธาของเราก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เราควรปลีกเวลาพาครอบครัวหรือเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันไปเยี่ยมเยือนกราบไหว้หรือนำของขวัญไปมอบให้ท่านก็จะเป็นการกระทำที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง คิดถึงท่าน เคารพท่าน ก็ขอให้ทำเสียในวันนี้ก่อนที่เราจะไม่มีโอกาสได้แสดงได้เช่นนี้ ถ้าเรากระทำได้ก็จะเป็นยาชูกำลังใจให้ท่านได้สุขใจ มีสุขภาพที่อดทนและแข็งแรงต่อไปได้อีกนานแสนนาน หรืออย่างน้อยก็ใช้อุปกรณ์การสื่อสารที่ทันสมัยนี้ไปแสดงออกถึงความเป็นศิษย์และแสดงความเคารพก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง ครูเมื่อวันวานก็ยังเป็นครูในปัจจุบันของเราอยู่ดี
วันครูจึงขอให้รำลึกถึงครูบาอาจารย์และเป็นวันแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีของเราที่เป็นศิษย์ เป็นวันของปูชนียบุคคลที่ผู้คนในสังคมควรจะให้ความสำคัญแล้วน้อมนำไปสู่การปฏิบัติที่เห็นเป็นรูปธรรม มาช่วยกันปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีวันนี้ให้กับเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นลูกหลานคนรุ่นใหม่ของสังคมเรา ด้วยการนำพาพวกเขาไปสู่การปฏิบัติที่สามารถสัมผัสได้ วันครูเป็นวันหยุดทำการเรียนการสอนของครู เป็นวันหยุดเรียนของเด็กนักเรียน ครูที่มีบ้านพักอยู่ไม่ห่างไกลจากพวกเรา จากชุมชน จากหมู่บ้านของเราที่มีอยู่ก็ขอให้นำพาลูกของเรา คนที่อยู่ใกล้ชิดเราไปเยี่ยมไปกราบไหว้ ไปปฏิบัติบูชาท่านได้ทันที
คนอื่นทำไม่ได้ก็ขอให้เราทำได้เพียงคนเดียวก็ถือว่า “เป็นศิษย์ที่มีครูบาอาจารย์” กันแล้ว
ขออำนวยอวยพรให้คุณครูทั้งปวงจงมีสุขภาพที่แข็งแรง มีกำลังใจในการต่อสู้และดำรงชีวิต ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปนานแล้ว คุณงามความดีที่ครูเคยกระทำมาแล้วก็ขอให้มาเป็นพลังผลักดันให้ครูมีความเป็นอยู่อย่างปกติสุข ขอจงภาคภูมิใจในอาชีพและหน้าที่ที่ครูเคยทำมาในอดีต ถึงแม้ว่าวันนี้อาจจะมีศิษย์มาเยี่ยมบ้าง ไม่มีศิษย์มาเยี่ยมบ้าง เราก็คือครูของลูกศิษย์อยู่ตลอดเวลา ชีวิตเราเคยพร่ำสอนเด็กนักเรียนมาหลายร้อยหลายพันชีวิตก็ถือว่าเราได้ใช้ชีวิตของเราอย่างคุ้มค่า สิ่งที่เราเคยพร่ำสอนนั้นไม่เปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน ความดีที่เราสั่งสมมาตลอดทั้งชีวิตย่อมเป็น “อนุสรณ์” ให้กับอนุชนรุ่นหลังได้อย่างดี ชีวิตนี้เกิดมาไม่เปล่าประโยชน์ ชีวิตนี้มีค่าสำหรับศิษย์ทุกคน ชีวิตนี้มีค่าสำหรับคำว่า “มนุษย์” คือ ผู้ประเสริฐ
วันครูขอให้เป็นวันที่ทุกคนมีหัวใจเป็นศิษย์ที่ดี นำเอาความรู้ความเข้าใจทั้งภาควิชาการและภาคปฏิบัติมาประพฤติมาประกอบอาชีพและดำรงชีวิตประจำวันให้เกิดคุณค่ามากที่สุด ครูบาอาจารย์ท่านยังนั่งมองดูความสำเร็จของเราอยู่ เราควรเป็นศิษย์ที่ดี มีสัมมาคารวะ ประพฤติตนให้เป็นศิษย์ที่ดีของคุณครูตลอดไป ให้ท่านได้ภาคภูมิใจว่าเราก็คือศิษย์ที่ดีและประสบความสำเร็จในการครองชีวิต มีครอบครัว มีหน้าที่การงาน ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขและมีเกียรติที่ดีงามอีกด้วย
ขอบูชาคุณงามความดีของครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เคยมอบวิชาความรู้ให้แก่ผู้เขียน พอได้เติบโตขึ้นมาในร่มผ้ากาสาวพัตร์ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ได้มีโอกาสอยู่ในเพศสมณะ ได้มีโอกาสเผยแผ่ธรรมะ ฝึกอบรมบ่มนิสัยเด็กและเยาวชน ได้มีโอกาสช่วยเหลือเด็กและประชาชนผู้ที่ได้รับทุกข์ยากในสังคมมาตลอด 35 ปี รวมแล้ว 93,188 ชีวิต ถ้าหากความดีเหล่านี้พอจะเป็นอานิสงส์ให้ “ครูทุกท่าน” ได้ชื่นชมและภาคภูมิใจอยู่บ้าง ก็ขอให้เป็น “ปฏิบัติบูชา” แก่คุณครูทุกคนอีกด้วย ขอสำนึกในคุณงามความดีที่ครูได้พร่ำสอนมา นับตั้งแต่ครูศิลา จันทร์ขอนแก่น, ครูอำนวย สุขศรี, ครูโยธิน ไชยเสนา, ครูไพโรจน์ จันทร์ศรี, ครูทองหนา แก่นภักดี, ครูอุเรียน ธุระพันธ์, ครูสมหมาย วงศ์บุญ, ครูชาย ศิริวรรณ และ พระครูวรธรรโมภาส เป็นต้น
วันครูขอให้เป็นวันปูชนียบุคคลของบรรดาศิษย์ในสังคมไทยและวัฒนธรรมแบบไทย ขอให้เป็นวันกตัญญูคือการรู้บุญคุณและวันกตเวทีคือการตอบแทนก็จะเป็นการศึกษาแบบไทยที่มีระบบครูบาอาจารย์ มีอาจารย์และศิษย์อย่างชัดเจน สำนึกในบุญคุณเท่านั้นที่จะเป็น “หนทางแห่งความสุขและความเจริญ” ของทุกชีวิต
วันครูจึงควรจะเป็นวันของปูชนียบุคคลที่มีศิษย์แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีทั่วทั้งแผ่นดินไทย
พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก
ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน

