การเยียวยาเด็กและเยาวชนที่เป็นปัญหาให้เป็นคนดีกลับคืนสู่สังคม : โดย ผดุง จิตเจือจุน

ในขณะที่ กทม.กำลังเผชิญปัญหาวิกฤตอากาศเป็นพิษหนักหน่วง ในขณะเดียวกันสังคมไทยก็กำลังเจอพิษภัยอันเกิดจากเด็กและเยาวชนที่ไปก่อเรื่องความไม่ดีไม่งามไม่หยุดหย่อนเช่นกัน ดังข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว กลุ่มเด็กวัยรุ่นรุมโทรมเด็กหญิงวัย 12 ปี และข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ นักเรียนมัธยมต้นรุ่นน้อง 3 คน ถูกกลุ่มนักเรียนมัธยมรุ่นพี่ 12 คน รุมทำร้ายในโรงเรียน และเด็กแสดงพฤติกรรมเกเร ก้าวร้าว วิวาท ยกพวกตีกัน เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในข่าวดังกล่าว คงจะไม่สนใจสำคัญกับข่าวนี้ เพราะกลุ่มเด็กวัยรุ่นมิใช่ลูกหลาน หรือลูกศิษย์ของตน แต่ถ้าเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู ของกลุ่มนักเรียนดังกล่าว คงจะหนักอกหนักใจ เดือดเนื้อร้อนใจ กับลูกหลาน หรือลูกศิษย์ ของตนที่ประพฤติตนผ่าเหล่าผ่ากอไปไม่น้อยทีเดียว

ทุกวันนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน คงจะเหน็ดเหนื่อยและหนักใจกับปัญหาของเด็กที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยเฉพาะเด็กที่กระทำความผิดทางเพศ โดยเด็กชายหรือเด็กหญิงจะสมยอม หรือไม่สมยอมก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นวัยยังไม่สมควรที่จะมีเพศสัมพันธ์กัน เพราะยังอยู่ระหว่างการเรียนอยู่

การกระทำความผิดทางเพศของเด็กและเยาวชน ในระหว่างวัยรุ่น วัยคะนอง มาจากสิ่งเร้าตามธรรมชาติ จากภายในร่างกายที่มีตัวฮอร์โมนเพศเป็นตัวกระตุ้นจนเกิดมีอารมณ์ทางเพศ ถ้าเป็นเด็กที่ได้การบ่มเพาะนิสัย อบรมมาอย่างดี มีศีลมีธรรม มีพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูคอยสอนให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา เรื่องเพศสัมพันธ์ เด็กจะรู้การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนนี้ว่าเป็นวัยยังไม่สมควร ก็จะมีทางควบคุมอารมณ์ของตนไว้ได้ ไม่ประพฤตินอกลู่นอกทาง ทำความเสื่อมเสียแก่ครอบครัว

แต่ยังมีเด็กบางส่วนในสังคม ที่ขาดความรัก ความอบอุ่นทางใจ จากทางบ้าน และจากทางโรงเรียนและจากปัญหาต่างๆ ที่สะสม จนทำให้ชีวิตมีแต่ความทุกข์ เลยแสวงหาความสุขมาเติมเต็มให้กับชีวิตตัวเองให้หายจากความทุกข์ ด้วยการเข้าไปจับกลุ่ม มั่วสุมกับเพื่อนๆ แล้วริสูบบุหรี่ ลองยาเสพติด ดื่มเหล้า จนติดเป็นนิสัย เที่ยวกลางคืน เข้าบาร์ และเข้าผับ

โดยเจ้าหน้าที่ของสถานเริงรมย์แหล่งโลกีย์บันเทิง อาจเป็นใจกับเด็ก เพราะเห็นแก่เงิน หรือขาดการกวดขันปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าไปเที่ยวอย่างเสรี เด็กก็จะใช้ชีวิตกลางคืนอยู่กับผับ บาร์ เหล้า เสพยาอี ยาไอซ์ ซึ่งเป็นตัวยาปลุกเซ็กซ์ ให้เกิดอยากมีอารมณ์ทางเพศ ก็จะหาทางสนองอารมณ์ทางเพศของตน หลายผับมีโปรแกรมส่งเสริมการตลาดดึงดูดความสนใจของคนให้เข้ามาเที่ยว

อย่างผับที่เป็นข่าวถูกจับเมื่อเร็วๆ นี้ จัดปาร์ตี้ “เต้นให้ได้ผัว” ยิ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เด็กใจแตก เสียตัวกันตั้งแต่ยังวัยรุ่น

เด็กและเยาวชนไทย จะรับวัฒนธรรมจากตะวันตก หลงใหลไปกับการแต่งกายตามสมัยนิยมของแฟชั่น สวมเสื้อผ้าที่รัดรูป ทำให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้ง มีทั้งการเปิดเผยสัดส่วนของร่างกายแบบวับๆ แวมๆ มีส่วนยั่วยุกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ไม่มีการหวงตัวเดินกอด จับมือถือแขน บางรายเลยเถิดไม่ยี่หระของการเป็นลูกหลานไทย เดินกอดจูบกันในที่สาธารณะให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมไทยจะต้องหาทางแก้ไข อย่าปล่อยให้ลูกหลานไทยเสียผู้เสียคน เสียอนาคต ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสังคม ประเทศชาติ ว่าจะทำอย่างไรจะรื้อฟื้นการประเพณี วัฒนธรรมไทยขึ้นต้านกระแสวัฒนธรรมตะวันตก

สื่อต่างๆ ก็มีส่วนยั่วเย้า กระตุ้นอารมณ์ทางเพศของเด็กและเยาวชนไทยอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ วารสาร สิ่งพิมพ์ต่างๆ ทั้งสื่อในรูปของภาพยนตร์ วิดีโอ ที่จะเสนอภาพหรือข้อมูลที่ให้ความรู้เรื่องเพศ ทั้งในปัจจุบันอินเตอร์เน็ต ก็เข้ามีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้ทางเพศ เสนอผ่านเว็บไซต์หรือเสนอในรูปแบบออนไลน์ เสนอภาพการร่วมเพศ ซึ่งเป็นการยั่วยุปลุกให้เด็กและเยาวชนเกิดอารมณ์ทางเพศ อันนำไปสู่การเกิดการข่มขืนในหมู่เด็กวัยคะนอง

ปัญหาของเด็กและเยาวชนที่เกิดการทะเลาะวิวาท ยกพวกตีกัน หรือเกิดจากการกระทำความผิดอาญาทางเพศ เป็นเพราะเด็กและเยาวชน อาจถูกชักจูง ยังอ่อนต่อโลก อ่อนเยาว์ การคิดการตัดสินใจยังไม่เติบโตเต็มวัย ไม่รู้โทษภัยที่จะเกิดขึ้น มีความคึกคะนองตามวัย และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น ผู้ปกครองต้องทำใจ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการจะให้อภัยเด็ก และควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจัดการไปดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ควรมีการวิ่งเต้นช่วยเหลือเด็ก มิฉะนั้น เด็กจะไม่รู้ถึงการกระทำผิดของตน และจะไม่สำนึกเพราะมีผู้ใหญ่คอยปกป้อง

การมีพ่อแม่ ผู้ปกครอง มีอำนาจบารมี คอยปกป้องช่วยเหลือ มิใช่หนทางแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนไม่ให้กระทำความผิด กลับยิ่งเป็นการซ้ำเติมทำร้ายเด็กให้เด็กกลับไปกระทำผิดซ้ำซาก โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง

เด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดอาญา ไม่ว่า เป็นคดีความผิดทางเพศ หรือคดี ทะเลาะวิวาท ฯลฯ เมื่อถูกจับกุมดำเนินคดี ถูกศาลตัดสินลงโทษให้ส่งตัวเข้าคุก หรือส่งตัวเข้าสถานพินิจ จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จะบำบัดฟื้นฟู ปรับเปลี่ยนจิตสำนึกและพฤติกรรมของเด็ก นำเข้าค่ายอบรมเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ให้มีความฉลาดในอารมณ์ รวมทั้งการอบรมให้มีทักษะการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง และให้รู้จักคุณค่าของตนเอง รู้ระเบียบวินัย มีจิตสำนึกที่ดี ทั้งอบรมอาชีพและศึกษาเล่าเรียน ฯลฯ เพื่อจะได้กลับเนื้อกลับตัวเป็นเด็กดี กลับสู่สังคม เป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นกำลังช่วยเหลือพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น ต่อไป

ถ้าหากสังคมไทยยังปล่อยปัญหาของเด็กและเยาวชนทิ้งไว้เช่นนี้ โดยไม่มีมาตรการดำเนินการป้องกัน แก้ไข จะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและหมักหมม จนเด็กเห็นการกระทำความผิดเป็นเรื่องธรรมดาและจะชินชากับการกระทำความผิดซ้ำๆ เมื่อเด็กๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นทรัพยากรของชาติที่ไร้คุณภาพ ไม่เป็นผลดีต่อสังคม และจะนำพาให้ประเทศชาติก็อ่อนแอ

ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐ ซึ่งมีกระทรวงวัฒนธรรมกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ควรเข้ามาทำหน้าที่ ดำเนินการ หามาตรการแก้ไขเยียวยาเด็กและเยาวชนที่ก่อปัญหาต่อสังคมหาทางป้องกันและขจัดต้นตอ ปัจจัยที่จะทำให้เด็กและเยาวชนก่อเหตุร้ายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กหนีโรงเรียนเพราะเบื่อเรียน เบื่อการสอนของครู

ปัญหาที่เด็กติดโทรศัพท์มือถือ เล่นเกม เล่นไลน์ทั้งวัน เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาให้เด็ก เด็กจับกลุ่มมั่วสุม เด็กมีเพศสัมพันธ์กัน เด็กตั้งท้องในวัยเรียน และเด็กเสพยาเสพติด เพราะปัญหาครอบครัวแตกแยกและเด็กแว้นเพราะโรงเรียนไม่ยอมรับคนเรียนไม่เก่ง และเด็กกระทำความผิดทางเพศ จากสื่อไม่สร้างสรรค์ และบาร์ผับเป็นตัวกระตุ้นซึ่งพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กเหล่านี้ มีผลกระทบต่อสังคมหลายด้านในอนาคต

รัฐจะต้องเอาปัญหาเด็กและเยาวชน ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ โดยดึงเอา บ้าน โรงเรียน วัด หรือ “บวร” มาประสานร่วมมือกัน ลำพังพ่อแม่จะดำเนินการฝ่ายเดียวก็คงเกินกำลังจะดูแลเด็กและเยาวชนได้ทั่วถึง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในสังคม เรื่องปัญหาเด็กไม่ควรจะเป็นภาระของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภาระของทุกภาคส่วนสังคม ไล่ตั้งแต่ ชุมชน หมู่บ้าน ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มีคณะกรรมการหมู่บ้าน มีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่กระจายทั่วทุกตำบล และ อสม.ช่วยกันสอดส่องดูแล มิให้เด็กและเยาวชนประพฤตินอกลู่นอกทาง จนเกิดความเสียหายต่อสังคม

ตลอดจนในหอพักนักเรียน นักศึกษา ในจังหวัดต่างๆ ที่นักเรียน นักศึกษา ชายหญิง อยู่พักร่วมหอเดียวกัน พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียน นักศึกษา (พสน.) และศูนย์เสมารักษ์ ของสำนักงานการศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ควรเข้าไปสอดส่องดูแลเฝ้าระวังไม่ให้นักเรียน นักศึกษา กระทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในหอพักและในที่ลับตาคน

ทั้งนี้ หากภาครัฐ ภาคประชาชน ช่วยกันดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง และรัฐรับปัญหาเด็กเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ก็เชื่อได้ว่า เด็กและเยาวชนจะประพฤติตัวอยู่ในระเบียบ วินัย เคารพกฎหมาย ประพฤติตนอยู่ในกรอบ ขนบ ธรรมเนียม ประเพณีไทย รวมทั้ง เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดทางอาญา และได้รับการบำบัดฟื้นฟู อบรมให้กลับมาประพฤติตนเป็นคนดี แล้วจะเป็นเด็กดีมีคุณภาพเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า และเหตุการณ์ด้านแสดงพฤติกรรมเลวร้ายของเด็กและเยาวชนในสังคมจะลดน้อยจนหมดลง

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และเจ้าหน้าที่รัฐ ก็จะหมดห่วงไม่ปวดหัวและหนักอกหนักใจอีกต่อไป

ผดุง จิตเจือจุน
วุฒิอาสาธนาคารสมองจังหวัดสมุทรปราการ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้มข.ขนเถ้านกหัสดีลิงค์ 64 กล่องเหลือจากถวายเพลิง”หลวงพ่อคูณ”ลอยน้ำโขง
บทความถัดไป‘กิเลนผยอง’ ยุกทัพบุกกัมพูชา เตรียมดวลแข้งนัดพิเศษพบ ‘เคซีเมนต์ กัมพูชา ออลสตาร์’