ตั้งแต่ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม บรรยากาศการเมืองที่เงียบหายไปก็เริ่มคึกคัก ยิ่งมีประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา และ กกต.กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ การเมืองก็คึกคักเพิ่มยิ่งขึ้น
ไม่ต้องออกมาชุมนุมทวงถามอีกว่า จะเลือกตั้งวันไหน หลังจากที่ผ่านมาเลื่อนแล้วเลื่อนอีก 4-5 ครั้ง
ขณะนี้ นักการเมืองที่อาสาเป็นตัวแทนประชาชน พากันลงสมัครรับเลือกตั้งกันจำนวนมาก มากกว่าเมื่อปี 2554
ประชาชนจำนวนหนึ่งก็มีชื่อผู้สมัคร ส.ส.อยู่ในใจแล้วว่า จะเลือกใครเป็นผู้แทน
แต่การเลือกตั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงควรทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ใช้บัตรใบเดียว
ประชาชนต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่า จะเลือก ส.ส.เขต หรือจะเลือกพรรค
ถ้าจะเลือก ส.ส.เขต ต้องเลือกผู้สมัครที่ตัวเองชื่นชอบ แต่ถ้าจะเลือกพรรค ก็ต้องเลือกผู้สมัครสังกัดพรรคที่ชื่นชอบ
รวมทั้งควรศึกษานโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใครเป็นผู้แทน หรือจะเลือกพรรคไหน
ที่ผ่านมา การดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งขลุกขลักหลายเรื่อง
ยกตัวอย่าง มีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึง พรรคการเมืองและนักการเมืองเริ่มหาเสียงได้ทันที
แต่การหาเสียงที่เกิดขึ้นก่อนมี พ.ร.ฎ. ต้องหยุดชะงักทันที นักการเมืองพากันปิดเฟซบุ๊กกันเป็นทิวแถว เพราะกลัวจะทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง
บางพื้นที่ นักการเมืองไปแจ้งเจ้าหน้าที่ กกต. เกี่ยวกับการหาเสียงทางโซเชียลฯ ก็ได้รับคำตอบว่า ทำไม่ได้เพราะยังไม่เป็นผู้สมัคร ส.ส.
นอกจากนี้ ยังต้องรีบเก็บป้ายหาเสียงที่ติดไว้ เพราะกลัวทำผิดกฎหมายเช่นกัน เนื่องจาก กกต.ยังไม่ประกาศพื้นที่ต้องห้าม หรือพื้นที่อนุญาตให้ติดตั้งป้ายหาเสียงได้
ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะ กกต.ไม่มีประกาศ หรือข้อบังคับต่างๆ ออกมารองรับแบบทันทีทันใด เหมือนเมื่อมีประกาศ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง กกต.ก็ประชุมและกำหนดวันเลือกตั้งทันที ไม่ต้องรอให้ครบ 5 วันนับจากมี พ.ร.ฎ.
นอกจากนี้ การเลือกตั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ เชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังสับสน กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องเร่งตีปี๊บเพื่อให้ประชาชนเข้าใจก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง
ทั้งยังต้องจัดการเลือกตั้งให้ถูกต้องกติกา ให้เป็นที่ยอมรับมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่ากติกาการเลือกตั้งบางข้อจะไม่เป็นที่ยอมรับของนักการเมืองจำนวนหนึ่งก็ตาม
กกต.ต้องเข้มแข็ง ไม่ยอมให้ใครมาแทรกแซงหรือชี้นำ เพื่อให้สมกับการเป็นองค์กรอิสระจริงๆ
ส่วนข้าราชการก็ต้องวางตัวเป็นกลาง อย่าไปชี้้นำ หรือใช้อำนาจอิทธิพลข่มขู่ ให้ประชาชนได้ตัดสินใจเองว่า จะเลือกใครหรือเลือกแบบใด
หน่วยงานไหนที่่ส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามนักการเมือง ก็ควรเลิกการกระทำดังกล่าว
ถ้าจะอ้างว่า ไปรักษาความสงบเรียบร้อย หรือไปรักษาความปลอดภัยให้นักการเมือง ก็ควรมีการประสานงานหรือแจ้งให้นักการเมืองได้รับทราบ
หรือให้นักการเมืองเป็นผู้ขอกำลังไปดูแลจะดีกว่า
เพราะการไปติดตามในลักษณะลับๆ ล่อๆ นั้น นักการเมืองมองว่า เป็นการกดดัน หรือมาคอยจับผิดเสียมากกว่า
ทรงพร ศรีสุวรรณ

