แทบทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อถกเถียงกันเรื่อยมาก็คือ การอยู่ในตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีขณะนั้นทำให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบทางการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรีลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย
เหตุนี้เองจึงทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้ลาออก และเปิดโอกาสให้มีรัฐบาลรักษาการเข้ามาทำหน้าที่ หรือให้ฝ่ายข้าราชการประจำ โดยปลัดกระทรวงบริหารไปจนกว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะแล้วเสร็จ
ฝ่ายเห็นด้วยกับความคิดนี้ก็จะออกมาสนับสนุนให้รัฐบาลลาออก ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยก็โต้แย้ง โดยอ้างข้อกฎหมาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญเรื่อยมาจนถึงประเพณีปฏิบัติทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ได้บังคับให้ต้องทำเช่นนั้น
โดยยกประเด็นเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลขึ้นมาสนับสนุนว่า การบริหารราชการแผ่นดินต้องเดินหน้าต่อไป มีภารกิจหลายด้าน หลายประการต้องทำ หยุดไม่ได้ จะเกิดความเสียหาย อะไรทำนองนี้
ขณะที่ฝ่ายคัดค้านยกประเด็นเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมาโต้แย้ง เพราะมีความสุ่มเสี่ยงที่จะใช้ตำแหน่ง อำนาจ หน้าที่ เหนือข้าราชการประจำ เพื่อหาคะแนนเสียง ทำให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบระหว่างคู่แข่งขันที่กำลังลงสู่สนามการเลือกตั้ง
เรื่องนี้จึงเป็นความขัดแย้งระหว่างมิติของความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ กับ มิติของประโยชน์ทับซ้อน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองมุมไหน
รัฐบาลปัจจุบันก็หยิบยกมิติของความรับผิดชอบขึ้นมาอ้างเป็นเหตุผลที่จะไม่ลาออก โดยยืนยันว่าการอยู่ในตำแหน่งของหัวหน้ารัฐบาลไม่ได้ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบตรงไหน อ้างตัวอย่างจากผู้นำประเทศต่างๆ ก็ยังทำหน้าที่ต่อไปจนมีรัฐบาลใหม่
โดยลืมไปว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศที่อ้างถึงแตกต่างกัน ตรงที่มาของรัฐบาลปัจจุบันมาจากการรัฐประหาร ความได้เปรียบเกิดขึ้นได้ถึง 2 ระดับ
ประการแรก ความได้เปรียบอันเกิดจากการดำรงตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ ที่อาจใช้ไปในทางที่เกิดประโยชน์กับพรรคและผู้สมัครของตน หากมีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาจริง
อีกประการหนึ่ง คือความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ที่เกิดจากตัวบทกฎหมายแม่คือรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย เป็นผู้เสนอแต่งตั้งวุฒิสมาชิก ซึ่งมีอำนาจโหวตสนับสนุนผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ความได้เปรียบประการหลังนี้ฝ่ายสนับสนุนให้หัวหน้ารัฐบาลอยู่ในตำแหน่งต่อไป ไม่ค่อยยอมพูดถึงมากนัก
ข้ออ้างที่ยกขึ้นมาโต้แย้ง ก็คือ เป็นเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ลงประชามติ เห็นชอบกับแนวทางการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้
โดยอ้างเหตุผลถึงความมีเสถียรภาพของฝ่ายบริหารขึ้นมาสนับสนุน โดยมองข้ามอีกมิติหนึ่ง คือ ความได้เปรียบ เสียเปรียบระหว่างผู้แข่งขัน ความไม่เป็นธรรมในสนามเลือกตั้ง อีกทั้งการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก ตามแนวทางดังกล่าวกลับจะเป็นชนวนทำให้เกิดความขัดแย้งต่อไป
ยิ่งผู้ที่ควรจะเป็นกรรมการกลาง ผู้รักษากฎ กติกา โดดลงมาเป็นผู้เล่น เป็นคู่แข่งขันเสียเอง ทำให้เกิดความได้เปรียบผู้อื่นอย่างชัดเจน
การยกเจตนารมณ์ประชาชนจากการลงประชามติมาเป็นเหตุผลเพื่อสนับสนุนความได้เปรียบนี้ ทำให้นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หลังการยุบสภา รัฐบาลรักษาการจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิได้แสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการให้ประเทศเดินต่อไปอย่างไร
ปรากฏว่าเจตนารมณ์ของประชาชน ไร้ความหมาย ไม่ได้รับการเคารพ เกิดการชุมนุมประท้วงยึดบ้านยึดเมือง ไม่ยอมให้มีการแสดงเจตนารมณ์ผ่านการเลือกตั้ง อ้างว่าเลือกตั้งภายใต้โครงสร้างกฎหมายเดิมผลก็ออกมาเหมือนเดิม
ดูถูกความคิดของประชาชน คิดไปเองว่า ฝ่ายมีอำนาจเดิมชนะ ฝ่ายตัวเองจะแพ้ ฉะนั้นต้องต่อต้าน ขัดขวาง เพื่อปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จนเป็นเหตุนำมาสู่การรัฐประหาร
สถานการณ์ดำเนินมาถึงวันนี้จวนจะ 5 ปี การวางโครงสร้างอำนาจใหม่ สำเร็จลุล่วงไป เขียนกติกาให้เกิดการได้เปรียบ เสียเปรียบ เรียบร้อย โดยอ้างเจตนารมณ์ประชาชนซึ่งผ่านการลงประชามติ มาเป็นเหตุผลรองรับว่าประชาชนต้องการอย่างนี้
เมื่อฝ่ายตนได้แปรียบ เจตนารมณ์ของประชาชนมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาทันที กลายเป็นเรื่องที่ต้องเคารพยึดถือปฏิบัติ
การอ้างเจตนารมณ์ประชาชน มี ส.ว.มาจากการเสนอแต่งตั้งโดย คสช. จะทำให้ฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพ ระบบรัฐสภามีความก้าวหน้ามั่นคง แต่มองด้านกลับ ทำให้โครงสร้างอำนาจการเมืองไม่เป็นธรรม จะเป็นชนวนของความขัดแย้ง จนไร้เสถียรภาพทั้งฝ่ายบริหารและรัฐสภาได้เช่นกัน
ถามว่า เจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนต้องการให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบ เหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม เช่นนั้นจริงหรือ
ผลการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 จะเป็นคำตอบว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนคืออะไรแน่ อีกครั้งหนึ่ง

