หน้าแรก บทความ นโยบายพรรคการ...

นโยบายพรรคการเมือง กับทิศทางการแก้วิกฤตคุณภาพการศึกษา : โดย ประวัติ สุทธิประภา

21.03.19 | 13:00 น.

“งานด้านการศึกษาเป็นงานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาติเพราะความเจริญและความเสื่อมของชาตินั้น ขึ้นอยู่กับการศึกษาของพลเมืองเป็นข้อใหญ่ จึงต้องจัดการศึกษาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น…” พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร 12 ธันวาคม 2512 พระอัจฉริยภาพด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาของประชาชน เพื่อจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศชาติ ดังนั้น ประเทศชาติจะเจริญหรือเสื่อมย่อมขึ้นอยู่กับ “คุณภาพการศึกษา”
การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 มีนาคม 2562 แทบทุกพรรคการเมืองมีนโยบายด้านการศึกษาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้พิจารณา ผู้เขียนได้รวบรวมนโยบายด้านการศึกษาของพรรคการเมืองต่างๆ มาวิเคราะห์เป็นรายด้าน ดังนี้

1.องค์ประกอบการพัฒนาการศึกษา
1.1 ด้านคุณลักษณะผู้เรียน
คุณลักษณะของผู้เรียนหรือคนไทยยุคใหม่ที่เป็นปลายทางของการศึกษา ภายใต้การเปลี่ยนแปลง ทางสังคม จำเป็นต้องก้าวให้ทันโลก วิสัยทัศน์ มุมมองของพรรคการเมือง แต่ละพรรคการเมืองจึงคาดหวังให้ คนไทยยุคใหม่มีคุณลักษณะเป็นผู้ที่รู้เท่าทันพลวัตแห่งสถานการณ์ที่ทันท่วงที สร้างภาวะเหมาะสม มีความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางเทคโนโลยี กล้าคิดกล้าทำ อย่างมีสติ และมีเหตุผล เสริมสร้างวินัยแห่งการเรียนรู้ จะต้องสื่อสารได้ 3 ภาษา (ไทย อังกฤษ และจีน) โดยเรียนรู้กับเจ้าของภาษาและต่อยอดทักษะภาษาอังกฤษให้ดียิ่งขึ้น มีพัฒนาการด้านสติปัญญา สุขภาพจิต และสุขภาพกายเติบโตเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำรงชีวิต รักถิ่นกำเนิด สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมอุดมปัญญา สังคมแห่งเหตุและผล สังคมแห่งความรู้เท่าทันสถานการณ์

1.2 ด้านหลักสูตร
หลายพรรคการเมือง มีความเห็นตรงกันว่าต้องปรับหลักสูตรใหม่ ให้ทันสมัยมากขึ้น เป็นหลักสูตรที่เน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าท่องจำ เน้นการค้นพบความถนัดและความสามารถของตนเอง เน้นการเรียนในวิชาที่ถนัดและตรงตามเป้าหมายในชีวิต เน้นทักษะอาชีพ การจัดทำหลักสูตรต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีมาใช้ในการประเมินผลการจัดระบบการศึกษา นอกจากนี้หลักสูตรต้องมีความเหมาะสมในทุกมิติรวมทั้งกลุ่มบุคคลพิเศษ เช่น ผู้พิการและกลุ่มผู้ที่มีความสามารถพิเศษ (Gifted Child) อาทิ ศิลปะ ดนตรี กีฬา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และวิชาการสาขาอื่น ยกระดับคุณภาพห้องเรียนโดยใช้ Education Technology ในการจัดการเรียนการสอนและการสอบให้มีประสิทธิภาพ รัฐต้องจัดหาสื่อ ตำราเรียนที่ทันสมัย ลดภาระและขั้นตอนในการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา

1.3 ด้านการพัฒนาครู
แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า “คุณภาพการศึกษา” เกิดที่ห้องเรียน เกิดที่โรงเรียน เกิดโดยครูและผู้บริหารโรงเรียน แต่ที่ผ่านมาครูกลับถูกละเลยและไม่มีความชัดเจนในความก้าวหน้าทางวิชาชีพ การปรับเปลี่ยนนโยบายไป-มา ไม่ยั่งยืน จนเกิดความสับสนและรู้สึกไม่มั่นคงในความก้าวหน้าของตนเอง วางแผนอนาคตได้ยาก ขาดขวัญกำลังใจและอาจส่งผลต่อทัศนคติของคนเก่งที่คิดจะเรียนครูในอนาคต พรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงได้เสนอการพัฒนาครูให้มีองค์ความรู้ใหม่ๆ มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนปรับวิธีประเมินครู (อีกแล้ว) โดยใช้คุณภาพของนักเรียนเป็นตัวชี้วัดผลงาน สร้างแรงจูงใจให้กลับภูมิลำเนาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตน ปลูกฝังจิตสำนึก คุณธรรมและความเอื้ออาทร จัดสวัสดิการและสวัสดิภาพ ยุบโครงสร้างและโครงการที่ไม่จำเป็น จัดตั้งธนาคารครูเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครู

1.4 ด้านการบริหารจัดการ
การบริหารจัดการถือเป็นนโยบายหลัก ที่พรรคการเมืองจะขับเคลื่อน ให้องค์ประกอบด้านอื่นๆ บรรลุผล หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ คงจะเห็นรัฐบาลใหม่กำหนดนโยบายด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมและมุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง โดยหลายพรรคเห็นตรงกันว่า ต้อง “กระจายอำนาจสู่โรงเรียน” โดยให้ชุมชน องค์กรทางศาสนาและภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาทุกระดับ จัดสรรทรัพยากรเพื่ออุดหนุนสถานศึกษาอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมกับสภาพของแต่ละสถานศึกษา สร้างความเท่าเทียมและโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพทางการศึกษา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสถานศึกษาของไทยกับนานาประเทศ เพื่อการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา วิทยากรทางการศึกษา ใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการศึกษา (Big Data) จัดตั้งกองทุน Smart Educationและ Startup ทางการศึกษา Study from Home เรียนที่บ้านสัปดาห์ละ 1 วัน

Advertisement

ส่วนที่เป็นนโยบายประชานิยม คือ เรียนฟรีถึง ปวส. บางพรรคให้ฟรีถึงปริญญาตรี หรือบางพรรคส่งเสริมการเรียนแบบออนไลน์ เรียนฟรีตลอดชีวิต

2.การจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนในช่วงวัยต่างๆ
2.1 ในครรภ์ถึงแรกเกิด
จุดเปลี่ยนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั่วโลกเกิดจากหนังสือชื่อ “รอจนถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” ของนักเขียนชาวญี่ปุ่น ชื่อ มาซารุ อิบุกะ ที่สร้างความตระหนักให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ได้ใส่ใจในการพัฒนาประชากรในประเทศของตน ตั้งแต่ปฏิสนธิและช่วงวัยก่อนเข้าระบบการศึกษา การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองบางพรรคได้ให้ความสำคัญกับเด็กแรกเกิด สนับสนุนเบี้ยแรกเกิดถึง 8 ปี หรือบางพรรคให้ตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงอายุ 6 ขวบ ให้ทุนรับน้องใหม่สำหรับเด็กแรกเกิด เพิ่มการช่วยเหลือคนพิการและดูแลช่วยเหลือผู้ใช้แรงงาน

2.2 ระดับปฐมวัย
มุ่งเน้นจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพ พัฒนาหลักสูตรปฐมวัยที่เน้นกระบวนการคิด เพิ่มครูปฐมวัย ให้เพียงพอ เพิ่มงบประมาณให้กับการศึกษาขั้นปฐมวัย ยกระดับให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอัจฉริยะ

2.3 ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ป.1 – ม.6)
สนับสนุนงบประมาณเป็นค่าอาหารเช้า อาหารกลางวันให้กับนักเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 บางพรรคจัดให้ถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มหาวิทยาลัยเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงแก่โรงเรียน เพื่อส่งเสริมระบบการเรียนการสอนแก่โรงเรียน ครูและนักเรียน ในการสร้างคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น จัดสื่อการเรียนที่ทันสมัยให้กับนักเรียนทุกคน (One Laptop per Child) สนับสนุนให้เด็กฝึกงานตั้งแต่มัธยมต้นโดยให้ได้รับค่าตอบแทนอย่างยุติธรรม กำจัดระบบแป๊ะเจี๊ยะเรียกรับเงินใต้โต๊ะ

2.4 ระดับอุดมศึกษา
สนับสนุนงบประมาณให้กับเยาวชนอายุ 18-22 ปี เป็นรายเดือน กองทุนกู้ยืม เรียนก่อนผ่อนทีหลัง

แก้หนี้ กยศ. ยกเลิกดอกเบี้ย กยศ. ยกเลิกค่าปรับและดอกเบี้ย กยศ. เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี ลดเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยระดับบริหาร อาทิ คณบดี รองคณบดี รองอธิการบดี อธิการบดี ในมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (ม.นอกระบบ) ให้ใกล้เคียงกับอัตราเดิม เพื่อนำไปลดค่าเทอมให้กับนักเรียนนักศึกษาทุกระดับ

2.5 การศึกษาตลอดชีวิต
การเรียนรู้และการศึกษาเกิดขึ้นได้ทุกที่ในทุกวินาทีของชีวิต มอบคูปองเพิ่มทักษะและส่งเสริมการเรียนรู้เพิ่มเติมในทักษะด้านต่างๆ สำหรับประชาชนทั่วไป ให้ทันสมัยและทันต่อความเปลี่ยนแปลง เพิ่มโอกาสในการสร้างงาน สร้างอาชีพ

จากการวิเคราะห์ทั้งด้านองค์ประกอบการพัฒนาการศึกษาและด้านการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนในช่วงวัยต่างๆ เมื่อพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองด้านการศึกษาแล้ว มีแนวโน้มที่จะกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา การปรับหลักสูตรระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ทันสมัย การนำเทคโนโลยี (Big Data) มาใช้ในการบริหารจัดการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ของครู พัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และในระดับอุดมศึกษามุ่งแก้ปัญหากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่เป็นภาระผู้กู้ ผู้ค้ำประกัน ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินคดีมากกว่า 2 ล้านราย ทั้งหมดนี้เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาคนไทยยุคใหม่ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ดังกล่าวข้างต้น

ส่วนนโยบายใดเป็นของพรรคใดนั้น ขอให้ท่านได้ศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบการตัดสินใจ ที่จะไปใช้สิทธิลงคะแนนในวันที่ 24 มีนาคมนี้

นโยบายเหล่านี้จะแก้ปัญหา “วิกฤตการศึกษาของชาติ” ได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่อย่างยิ่ง คงจะปฏิเสธไม่ได้กับกระแสโลกาภิวัตน์สมบูรณ์แบบ ที่คนไทยคือพลโลก คู่แข่งขันในทุกๆ ด้านของคนไทยคือคนทั้งโลก เราจึงต้องเรียนรู้ศาสตร์สากลควบคู่กับความเป็นไทย เพื่อพัฒนา คนไทยให้ดำรงตนอยู่ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างภาคภูมิ สง่างาม มีศักยภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ

ดังกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่พระราชทานแก่นักเรียนทุน เมื่อปี พ.ศ.2440 ความว่า “ให้พึงนึกในใจว่า เราไม่ได้มาเรียนจะเป็นฝรั่ง เรามาเรียนเพื่อเป็นคนไทยที่มีความรู้เสมอฝรั่ง”

ประวัติ สุทธิประภา
นายกสมาคมผู้บริหาร สพม.2
กรุงเทพมหานคร