มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถใช้ความคิดได้อย่างหลากหลายและสลับซับซ้อน อาจคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ย้อนหลังยาวไกลอย่างไรก็ได้ตามแต่ประสบการณ์ที่มนุษย์มีอยู่ อาจคิดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้ายาวไกลเพียงใดก็ได้เช่นกัน ดังกรณีที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้คิดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์ทางภาษาศาสตร์จึงกล่าวไว้ว่า “มนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตประเภทเดียวเท่านั้นในโลกนี้ที่สามารถนำเอาอดีตและอนาคตมารวมเข้าไว้ให้อยู่ด้วยกันได้ในปัจจุบัน”
การที่มนุษย์มีความสามารถในการนำอดีตและอนาคตให้มาอยู่ด้วยกันได้ในปัจจุบันนั้น เป็นเพราะมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า หลักคิด หรือ มโนธรรม (Conscience) และหลักคิดหรือมโนธรรมนี้ จะคอยควบคุมภายในจิตใจของมนุษย์ซึ่งเป็นระบบความคิด และความรู้สึกที่จะช่วยผลักดันให้มนุษย์สามารถตัดสินใจว่า การกระทำสิ่งใดควรและไม่ควร เหมาะสมและไม่เหมาะสม เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ สอดคล้องกับวัฒนธรรม จารีตประเพณีวิถีชีวิต มากน้อยเพียงใด
บุคคลที่ไม่มีมโนธรรม (Conscience) หรือหลักคิด จึงเป็นบุคคลที่อันตราย เพราะคิดแต่ในสิ่งที่ตนเองอยากได้หรือต้องการเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง สังคม และประเทศชาติ
ดังกรณีที่พรรคการเมืองบางพรรค นำเสนอนโยบายขายฝันในเรื่องต่างๆ อย่างเพ้อเจ้อหรือเหลวไหลไร้สาระเพื่อแลกกับคะแนนนิยมจากประชาชน แม้จะมีข้ออ้างว่าประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม สามารถประดิษฐ์นโยบายได้หลากหลายรูปแบบก็ตาม
1.ความหมายของหลักคิด : หลักคิดหรือมโนธรรม (Conscience) มีลักษณะคล้ายคลึงกับความสำนึก (Consciousness) เช่น สำนึกทางสังคมหรือสำนึกสาธารณะ (Public Consciousness) เพราะหลักคิดหรือมโนธรรมจะคอยคุมพฤติกรรม และกระตุ้นเตือนมนุษย์ให้เกิดสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ เนื่องเพราะบุคคลที่ปราศจากสติสัมปชัญญะก็เหมือนยานพาหนะที่ไม่มีห้ามล้อหรือเบรก ซึ่งพร้อมที่จะเกิดอันตรายอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีหลักคิดหรือมโนธรรมในการกำกับควบคุมพฤติกรรม เพื่อให้การแสดงออกทางกายและวาจาเป็นไปด้วยเหตุผล ทั้งเหตุผลแบบนิรนัยและอุปนัยควบคู่กัน
นักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้จำแนกหลักคิดของมนุษย์ ออกเป็น 2 ลักษณะคือ
1.1 หลักคิดขั้นพื้นฐาน (Basic Conscience) เป็นหลักคิดของบุคคลโดยทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่มักคิดเข้าข้างตนเอง หรือคิดประเมินตนเองสูงกว่าคนอื่น โดยแสดงออกมาเป็นคำพูดหรือวาทะนัว คือเพ้อเจ้อ ดังกรณีที่วาทะนัวระหว่างคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับคุณประยุทธ์ ศิริพานิชย์
คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า “จากการลงพื้นที่พบประชาชน ส่วนใหญ่พอใจนโยบายหลายเรื่อง มั่นใจว่าพรรคจะได้ ส.ส. อีสานเกิน 60 คน และในจังหวัดนครราชสีมา พรรค พปชร. หวังที่จะได้ ส.ส. ครบทุกเขต” (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด มี ส.ส. 118 คน เฉพาะในจังหวัดนครราชสีมา มี ส.ส. 14 คน)
ฝ่ายนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ในฐานะประธานภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้กล่าวตอบโต้ว่า “นายสุริยะ พรรค พปชร. ระบุว่าจะได้ ส.ส.อีสานเกิน 60 คน เพราะกระแสพรรคดี ไม่ใช่เรื่องของกระแสหรอก เป็นเพียงราคาคุย ขายฝันไปวันๆ ถึงอย่างไรเสียก็ไม่มีทางได้ ส.ส.อีสาน 60 คน อย่างแน่นอน ขออวยพรให้ได้ ส.ส.อีสานให้ถึงสัก 10 คน ก็แล้วกัน”
ลักษณะที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นคือหลักคิดขั้นพื้นฐานของบุคคล ซึ่งอาจเป็นไปได้หรืออาจเป็นไปไม่ได้มีน้ำหนักใกล้เคียงกัน แต่ต้องการสื่อความคิดเพื่อสร้างเครดิตให้กับตนเองเป็นประการสำคัญ
1.2 หลักคิดเชิงคุณค่า (Value Conscience) เป็นหลักคิดที่มีเหตุผลหรือข้อเท็จจริงรองรับ หรือคิดแบบปัญญาชน ได้แก่คิดอย่างมีวิจารณญาณ คือคิดถี่ถ้วนและอย่างรอบคอบ ไม่คิดแบบขายฝัน หรือฝันกลางวัน (Day Dream) ฝันกลางวันหรือเฟื่องฝัน ซึ่งเป็นความคิดแบบจินตนาการ แต่การคิดเชิงคุณค่าเป็นเรื่องของอุดมคติ หรืออุดมการณ์ เช่น คิดแก้ปัญหาตามหลักวิชาการ คิดนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งเรียกอีกนัยหนึ่งว่า “คิดอย่างสร้างสรรค์” ซึ่งแตกต่างจากคิดอย่างเพ้อฝัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คิดว่า “ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งต่ำกว่า 100 ที่นั่ง ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน จะลาออกจากหัวหน้าพรรค” เป็นความคิดบนพื้นฐานแห่งเหตุผล หรือความคิดในเชิงคุณค่า
2.หลักคิดเชิงพุทธ : (Buddhist Conscience) ในทางพระพุทธศาสนา มีหลักคำสอนที่เกี่ยวกับความคิดที่สำคัญ 3 ประการ คือ
2.1 คิดดี (Moral Consciousness)
หมายถึงคิดแบบกุศลจิต เช่น คิดอ่านแก้ไขความทุกข์ยากของประชาชนจึงรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง คิดพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง จึงยอมเสียสละความสุขสบายส่วนตัว และคิดทดแทนบุญคุณแผ่นดิน จึงยอมอดทนและอดกลั้นปัญหาอุปสรรคต่างๆ นานา เป็นต้น
2.2 คิดชั่ว (Immoral Consciousness)
หมายถึงคิดแบบอกุศลจิต เช่น คิดฉ้อราษฎร์บังหลวง คิดทุจริตคอร์รัปชั่น คิดขายชาติขายแผ่นดินเพื่อแลกกับคะแนนนิยมและคิดมักใหญ่ใฝ่สูงจึงตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับ เป็นต้น
2.3 คิดไม่ดีไม่ชั่ว (Unexplained Consciousness)
หมายถึงคิดแบบอัพยากฤตจิต ได้แก่ พฤติกรรมแห่งความคิดที่เป็นกลางไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง หรือคิดแบบไม่แบ่งแยกสีระหว่างกัน
อย่างไรก็ดี การคิดเชิงพุทธนั้นบางครั้งเรียกว่า คิดแบบโยนิโสมนสิการ คือคิดอย่างรอบคอบ รัดกุมหรือแยบคาย หมายถึงคิดอย่างแยกแยะหรือจำแนกให้เห็นเป็นขั้นเป็นตอน อย่างชัดเจนตามหลักแห่งอริยสัจ 4
3.สังคมประชาธิปไตย : (Democratic Society) สังคมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทุกพรรคการเมืองมีสิทธิที่จะคิดค้นแนวทางใหม่ๆ ในการแข่งขันทางการเมืองด้วยการนำเสนอนโยบายที่โดนใจประชาชนในหลากหลายรูปแบบโดยไม่ซ้ำกัน ตราบใดที่ความคิดไม่ออกนอกลู่นอกทางแห่งศีลธรรมอันดีงามของคนในสังคม ก็ควรจะเปิดโอกาสให้สามารถแปรความคิดให้เป็นการกระทำในเชิงนโยบายได้ แม้เป็นหลักความคิดในแบบขายฝันก็ตาม “คนที่อยู่เฉยๆ โดยไม่คิดอะไรเลยก็จะกลายเป็นคนสิ้นคิด แต่ถ้าคิดแล้วไม่ได้ลงมือปฏิบัติก็จะกลายเป็นคนฟุ้งซ่าน” เพราะกลัวเสียไปทุกเรื่อง ในที่สุดก็ไม่มีอะไรที่แปลกใหม่ในเรื่องนโยบาย เพราะมัวแต่คิดฝันเชิงอุดมการณ์
อย่างไรก็ดี ความคาดหวังของคนในสังคมในเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยมีค่อนข้างสูง เพราะเชื่อว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยดีกว่าการปกครองในระบอบเผด็จการ นักการเมืองและพรรคการเมือง จึงต้องพิถีพิถันเกี่ยวกับหลักคิดมากกว่าหลักการในทางการเมือง โดยเฉพาะหลักคิดเชิงคุณค่าเพื่อปรับเปลี่ยนการเมืองแบบเก่าสู่การเมืองแบบใหม่ ซึ่งการเมืองแบบใหม่นั้นต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญ 5 ประการคือ
3.1 ระเบียบวินัย (Discipline) หมายถึงต้องเคารพในกฎเกณฑ์ กติกา มารยาท และจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัด ไม่กระทำการใดๆ ตามใจชอบหรือตามความต้องการของตนโดยไม่สนใจประชาชนหรือเกรงใจประชาชน
3.2 ขันติธรรม (Toleration) หมายถึงการอดทนและอดกลั้นต่อแนวคิดและทฤษฎีที่แตกต่างกันเพราะสังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่หลากหลายแนวคิดและทฤษฎี รวมทั้งจุดยืนและหรืออุดมการณ์ทางการเมือง
3.3 จิตอาสา (Public Spirit) หมายถึงการเสียสละและอุทิศตนเพื่อดูแลแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยไม่ใช้เวทีสภาแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องแต่เพียงอย่างเดียว
3.4 สติปัญญา (Wisdom) หมายถึงความรู้ความสามารถในการเข้าใจกลไกสังคม การเมือง และเศรษฐกิจอย่างตกผลึก เพื่อประสานพลังขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
3.5 ความสามัคคีปรองดอง (Reconciliation) หมายถึงการประนีประนอม และถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างกัน ในการทำงานเพื่อผลสัมฤทธิ์ของชาติบ้านเมืองอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งให้ความรู้สึกที่ดีต่อกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านในระบบรัฐสภาอย่างมีวุฒิภาวะ
การเมืองแบบเก่า ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านมีพฤติกรรมเชิงลบต่อกัน ฝ่ายรัฐบาลมองไม่เห็นฝ่ายค้านอยู่ในสายตา ส่วนฝ่ายค้านมุ่งมั่นแต่จะค้านรัฐบาลในทุกเรื่อง การเมืองในระบอบประชาธิปไตยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาร่วม 86 ปีเศษจึงไปไม่ถึงไหน
4.จุดเปราะบางของประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม : (Weakness of the Liberal Democracy) ประเทศไทยได้จำลองรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม จากโลกตะวันตก ซึ่งมีอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกาเป็นแม่บท และประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมนี้มีหลักการพื้นฐานอยู่ 7 ประการ ประกอบด้วย
4.1 ปัจเจกบุคคลนิยม (Individualism) หมายถึง สิทธิและเสรีภาพของบุคคลมีความสำคัญเหนือกว่าสังคมและองค์กร ซึ่งรวมเรียกว่า ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
4.2 เสรีภาพ (Freedom) หมายถึงการมีเสรีภาพภายใต้บรรทัดฐานของกฎเกณฑ์ และกติกาหรือกฎหมาย เรียกว่า ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยอิสระ หากความคิดเห็นนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีงามของสังคม
4.3 เหตุผล (Reason) หมายถึง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ทุกคนสามารถใช้เหตุผลวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ได้ การอภิปรายและถกเถียงกัน ย่อมนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าความเจริญก้าวหน้าเสมอ
4.4 ความเสมอภาค (Equality) หมายถึงความเท่าเทียมกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐาน เรียกว่า หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน จึงนำไปสู่เขตเดียวเบอร์เดียวในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.
4.5 ขันติธรรม (Toleration) หมายถึงความมีจิตใจที่กว้างไม่คับแคบ ทุกคนสามารถเห็นต่างกันได้ แต่ไม่เป็นสาเหตุนำไปสู่ความขัดแย้ง เรียกว่า ถกเถียงกันในสภาหน้าดำหน้าแดงเสร็จแล้ว พากันไปกินหรือดื่มกาแฟด้วยกันได้
4.6 ฉันทานุมัติ (Consent) หมายถึงสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือกฎหมายต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน จะหมกเม็ดหรือปิดบังซ่อนเร้นไม่ได้ จึงนำไปสู่กระบวนการประชามติในรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้น และ
4.7 รัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) หมายถึงการมีกฎหมายแม่บทเป็นบรรทัดฐานในการปกครองประเทศ เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจที่จำกัด เพื่อป้องกันการบ้าอำนาจหรือเมาอำนาจ ขณะเดียวกันก็จะมีฝ่ายตรวจสอบซึ่งเรียกว่า ฝ่ายค้าน เพื่อคอยถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน (Checks and Balances)
หากพิจารณาตามหลักการพื้นฐานในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม จะก่อให้เกิดผลดีต่อการปกครองประเทศเป็นอเนกประการ แต่กล่าวสำหรับประเทศไทยนั้น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมกลายเป็นจุดอ่อนและเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการใช้สิทธิและเสรีภาพกันอย่างฟุ่มเฟือยจนกระทั่งละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น คดีหมิ่นประมาทจึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย
และที่สำคัญกลายเป็นเหยื่อของวงจรอุบาทว์ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างน่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างยิ่ง
สรุป แนวโน้มประชาธิปไตยในสังคมไทยจะเป็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับนักการเมือง และพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่จะมีหลักคิดที่มีคุณค่ามากน้อยเพียงใด ซึ่งหลักคิดที่มีคุณค่าต่อสังคมไทยที่สำคัญคือ คิดในสิ่งที่เป็นไปได้ และคิดในสิ่งที่ไม่ขัดแย้งกับศีลธรรมอันดีงามท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เรียกว่า คิดดีและทำดี โดยไม่คิดเพียงเพื่อได้รับคะแนนนิยมหรือชนะการเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว แต่คิดอย่างสร้างสรรค์ไม่ขายฝันอย่างคนสิ้นคิด
ประชาชนที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งมีจำนวนมากถึง 51 ล้านคนเศษ ต้องเลือกคนเลือกพรรคที่มีหลักคิดและหลักการที่สร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลบริหารชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนสืบไป
รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง

