ก่อนไทยแลนด์จัดการเลือกตั้ง ก็มีการคาดหมายกันว่า ผลที่ออกมาจะคล้ายๆ ของเพื่อนบ้านฝั่งใด จะเป็นฝ่ายกัมพูชาที่รู้ผลตั้งแต่ประชาชนยังไม่ทันหย่อนบัตรว่ารัฐบาลกวาดเสียงท่วมท้น หรือจะเป็นแบบมาเลเซียที่คลื่นคนรุ่นใหม่ซัดโครมใหญ่จนฝ่ายรัฐบาลพ่ายหมดรูป
ปรากฏว่าถ้าดูกันนาทีนี้ของไทยออกมาแบบครึ่งๆ กลางๆ กัมพูชาผสมมาเลเซีย คือมีทั้งความพยายามที่จะยื้อให้เป็นแบบเดิม กับแรงผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
ภาวะอย่างนี้น่าจะดูอึมครึม และคงไม่ตัดสินกันในเร็ววัน
ดูเฉพาะการชิงความได้เปรียบว่าจะเลือกอะไรเป็นตัวเลขสูงสุด ระหว่างคะแนนดิบ หรือคะแนนรวมของผู้ใช้สิทธิกับจำนวนที่นั่ง ส.ส.
เรื่องนี้ถ้าตัดสินตามกติกาสากลแล้วง่ายมาก เพราะโลกประชาธิปไตยที่ใช้ระบบรัฐสภา ตัดสินที่จำนวน ส.ส.
ถ้าเปรียบเทียบกับการเคารพกติกาเกมการแข่งขันฟุตบอลแล้ว ยิ่งง่ายเข้าไปอีก ว่าฝ่ายที่ชนะคือฝ่ายที่ทำประตูได้มากที่สุด ไม่ใช่ฝ่ายที่ครองบอลมากกว่า หรือได้ใบเหลืองใบแดงน้อยกว่า และไม่ใช่ให้กรรมการเป็นผู้ตัดสิน
ดังนั้น โดยมารยาทแล้ว พรรคที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุดจะได้รับสิทธิและได้รับความเคารพให้จัดตั้งรัฐบาลก่อนเป็นทางเลือกแรก หากตั้งไม่ได้ จึงจะต้องเดินในทางเลือกอื่นๆ ตามมา
เรื่องนี้จะเปรียบเทียบกับเกมฟุตบอลอีกก็ได้ ว่าถ้าสองฝ่ายยังเสมอกัน ก็เพียงแต่ดวลจุดโทษกัน
กติกาฟุตบอลแบบนี้เล่นเหมือนกันทุกลีก ทุกประเทศ ทั้งโลกรู้และเคารพเท่ากันหมด ไม่มีทัวร์นาเมนต์ไหนบอกว่า มหกรรมนี้เราจะนับเปอร์เซ็นต์การครองบอลกันนะ
เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่เล่นบอลแล้ว แต่เป็นเล่นตุ๊กตาหรือขายของมากกว่า
ประชาธิปไตยก็เป็นเช่นเดียวกัน ถ้าประกาศวางตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยแน่นอนแล้ว ก็มีเพียงหลักการและกติกาเดียวกันหมด คือการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง กำหนดกฎหมาย นโยบาย และการใช้งบประมาณ
ที่ชอบอ้างว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ แล้วให้ประชาชนเลือกตั้งผู้แทนฯ เข้าสภา จนจัดตั้งรัฐบาลไปได้พักหนึ่ง แล้วก็มีรัฐประหารสลับเป็นว่าเล่นเหมือนทุก 8 ปีบ้าง 15 ปีบ้าง อ้างนักการเมืองโกง โดยไม่ให้ประชาชนจัดการแก้ไขปัญหาเอง ย่อมไม่ใช่ประชาธิปไตย ต่อให้ไปหลอกใครว่าเป็น ก็ไม่มีใครเชื่อ
ดังนั้นเส้นทางจากนี้ไป ถ้าจะเป็นการแก้ไขหรือหาทางออก ก็ต้องเป็นการเมืองขับเคลื่อนเอง ไม่ใช่กองทัพต้องเข้าแทรกแซง
ทุกวันนี้ ประเทศตะวันตกก็มีปัญหาว่าจะปรับปรุงและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ให้ดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด ถ้ากลุ่มใดตกหล่นหรือหลุดรั่วออกไป ต้องมีการต่อสู้ให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
วาทะของสาวน้อยวัย 16 เกรียตา ทุนเบรย ชาวสวีเดน นักรณรงค์ต่อสู้กับภาวะโลกร้อน ที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กล่าวไว้เมื่อตอนอายุ 15 ปี เพื่อเตือนสติผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย ว่าเด็กๆ และคนรุ่นใหม่จะลุกขึ้นส่งเสียงตามระบอบประชาธิปไตย
“ความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม อำนาจที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ประชาชน”
เข้าใจตรงกันนะ
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

