เดินหน้าชน : ปชป.ถอดบทเรียน ก้าวพ้นยุคตกต่ำ

1.04.19 | 13:00 น.

ควันหลงการเลือกตั้ง 24 มีนาคมที่ผ่านมา กรณีความพ่ายแพ้แบบเสียศูนย์ของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ อย่าง “ประชาธิปัตย์” เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันอย่างมาก

ว่าเหตุใดพรรคจึงตกต่ำจากพรรคอันดับ 2 กลายเป็นพรรคการเมืองอันดับ 4 ได้ ส.ส.แบบแบ่งเขต และ ปาร์ตี้ลิสต์ รวมกันเพียง 52 ที่นั่ง

พื้นที่กรุงเทพมหานครที่ได้รับความนิยมมาตลอด แต่มาคราวนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 กว่าปีที่ไม่เหลือ ส.ส.แม้แต่คนเดียว

ส่วนภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรค ยังพ่ายแพ้แก่พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ ในหลายพื้นที่

โดยเฉพาะในจังหวัดที่ประชาธิปัตย์ครองเก้าอี้ ส.ส.มาอย่างยาวนาน ทั้งสงขลา ระนอง พัทลุง พื้นที่เดิมของ  นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค อดีต ส.ส. 8 สมัย ที่พ่ายแพ้ผู้สมัครภูมิใจไทย

Advertisement

แม้กระทั่ง ตรัง เขต 1 บ้านเกิดของ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ ยังแพ้พรรคพลังประชารัฐ

กูรูการเมือง และนักวิชาการ ได้วิเคราะห์สาเหตุแห่งความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์ในหลายประเด็น

1.การเสนอตัวเป็นทางเลือกที่ 3 ไม่อยู่ขั้วที่สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบัน ขั้วพรรคเครือข่ายของรัฐบาลเก่าประชาชนไม่ตอบรับ

2.การประกาศไม่สนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สืบทอดอำนาจ ของ “มาร์ค” อภิสิทธิ์        เวชชาชีวะ ทำให้ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่หนุน “บิ๊กตู่” เทคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐแทน    โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร

3.กลุ่มนิวโหวตเตอร์ที่อยากเห็นการเมืองแบบใหม่เทคะแนนให้กับพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ทางเลือกของกลุ่มนิวโหวตเตอร์

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าความผิดพลาดของประชาธิปัตย์คือการเสนอตัวเป็นทางเลือกที่ 3 ให้ประชาชนแล้วประชาชนไม่เลือก คะแนนเลยไหลไปทางที่ ปชป.บอกว่า เป็นทางที่ 1 และ 2 และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคล้มเหลวในการเลือกตั้ง

ทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการวางกลยุทธ์ นโยบายของพรรค ที่ต้องอาศัยความเป็นเอกภาพของคนในพรรค

แต่หากมองย้อนในช่วงที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์แบ่งเป็นหลายขั้ว

ที่ชัดเจนสุดคือ การเปิดศึกชิงหัวหน้าพรรคของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และ อลงกรณ์    พลบุตร ในปีที่ผ่านมา

พิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า ระยะหลังทำไม ปชป.ได้คะแนนน้อย เพราะความเป็นเอกภาพของ ปชป.ในระยะหลังขาดไป มีความขัดแย้งภายใน การเลือกหัวหน้าพรรคเมื่อเร็วๆ นี้ก็ดี แสดงให้เห็นการแบ่งเป็นพรรคเป็นพวก เป็นกลุ่มเป็นก้อน ถ้าหากในพรรคไม่มีเอกภาพจะหวังต่อสู้คนอื่นไม่ได้

ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มองว่า “ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากตัว  ผู้สมัครอย่างเดียว แต่ปัญหาใหญ่คือยุทธศาสตร์ของพรรค พรรคมีความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ ที่ผ่านมาเราควรต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยมากกว่า แต่ไม่ควรไปต่อสู้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเราประเมินความผิดพลาดเป็นอย่างมาก พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเก่าแก่กว่า 70 ปี เรากลับไปเปิดเกมกับคนรุ่นใหม่ มันทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย ถึงเวลาที่พวกเราประชาธิปัตย์ต้องปิดประตูห้องมาคุยกัน ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพรรคครั้งใหญ่”

โจทย์ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์หลังจากนี้จะต้องกลับมาทบทวน และถอดบทเรียนจากความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ของพรรค

เพื่อให้ก้าวพ้นจากความตกต่ำ