หน้าแรก บทความ บทนำ : วิธีคำ...

บทนำ : วิธีคำนวณ ส.ส. 4เม.ย.62

4.04.19 | 13:00 น.

พรรคเพื่อไทยนำโดย นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯของพรรค ร่วมกันแถลงเรียกร้องให้ กกต.ชี้แจงวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมกับแสดงวิธีคำนวณว่า 1.ให้คำนวณว่า การที่พรรคการเมืองพึงมี ส.ส. 1 คนต้องไดรับเสียงสนับสนุนเท่าไหร่ นำจำนวนบัตรดีทั้งหมดหารด้วย 500 (จำนวน ส.ส.ในสภา) ได้ 71,065.3 เท่ากับว่า ส.ส. 1 คนจะต้องมีผู้สนับสนุน 71,065.3 2.ดูว่าแต่ละพรรคได้ ส.ส.เข้าสภากี่คน โดยการนำคะแนนดิบที่เป็นบัตรดีของแต่ละพรรค หารด้วย 71,065.3 พรรคที่มีคะแนนดิบต่ำกว่า 71,000 คะแนน จะไม่ได้ ส.ส.ในสภา

3.คำนวณว่าแต่ละพรรคควรได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กี่คน นำ ส.ส.พึงมี ลบด้วย ส.ส.เขตที่ได้ ผลลัพธ์คือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเพื่อไทยได้ ส.ส.เขต เกิน ส.ส.พึงมี จึงไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4.มาตรา 128 (4) ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ระบุว่า ให้พรรคการเมืองจัดสรรตามจำนวนเต็มที่คำนวณได้ก่อน 5.เมื่อจัดสรรตามข้อ 4 แล้ว ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของทุกพรรครวมกันได้ 152 เกินจำนวนที่มีได้ 150 คน ซึ่ง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 (7) ระบุว่า ถ้าจัดสรรแล้วเกิน 150 ให้เอาคูณกับจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ได้ หารด้วย 152 เพื่อปรับสัดส่วนใหม่ ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคอนาคตใหม่ จะมีจำนวน ส.ส.ลดลงพรรคละ 1 คน และ 6.นำผลลัพธ์ที่ได้มาจัดสรร ส.ส.ใหม่อีกครั้ง

ด้วยวิธีดังกล่าวจะมี 16 พรรคได้ ส.ส. คือ 1.เพื่อไทย ส.ส.เขต 137 คน 2.พลังประชารัฐ ส.ส.เขต 97 บัญชีรายชื่อ 21 รวม 118 3.อนาคตใหม่ 30-57 รวม 87 4.ประชาธิปัตย์ 33-22 รวม 55 5.ภูมิใจไทย 39-13 รวม 52 6.เสรีรวมไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ 11 คน 7.ชาติไทยพัฒนา 6-4 รวม 10 8.ประชาชาติ ส.ส.เขต 6 คน 9.เศรษฐกิจใหม่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 6 10.เพื่อชาติ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 11.รวมพลังประชาชาติไทย 1-4 รวม 5 12.ชาติพัฒนา 1-2 คน รวม 3 13.พลังท้องถิ่นไท ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 14.รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 15.พลังปวงชนไทย และ 16.พลังชาติไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการเผยแพร่วิธีการคำนวณอีกแบบหนึ่ง ทำให้พรรคเล็กได้คะแนน 3 หมื่นเสียง ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ สร้างความสงสัยแก่ประชาชนและสังคม กกต.น่าจะสร้างความกระจ่าง เปิดเผยวิธีคำนวณที่ถูกต้องเพื่อให้สังคมได้รับทราบ และร่วมตรวจสอบว่าเป็นกฎกติกาที่ถูกต้องหรือไม่ รวมถึงลบเสียงครหาว่า ใช้วิธีคำนวณ ทำให้เกิดผลได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างขั้วการเมือง