หน้าแรก บทความ พกยา 2 เม็ด‘เ...

พกยา 2 เม็ด‘เซฟ’ชีวิตได้ : โดย สันต์ หัตถีรัตน์

5.04.19 | 12:10 น.

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2562 มีบทความเรื่อง “หัวใจวายกลางสนามบาสฯ อีกราย” ในคอลัมน์ “โลกสองวัย” หน้า 14 เล่าถึง
ผู้ป่วยชื่อ “ปิยะ” ที่เขียนมาใน “ไลน์” ว่า

“ผมเป็นคนที่ถูกปั๊มหัวใจในคลิป มีโอกาสรอดชีวิต จึงอยากแชร์ออกไปถึงผู้ที่มีสภาวะความเสี่ยงเหมือนผม จะได้มีโอกาสรอดชีวิตต่อไป

ตอนนี้ผมอายุ 52 ปี จากข้อมูลที่ผมเก็บไว้ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา Total Cholesterol 250-260, LDL 170-180, HDL ประมาณ 60 จะเห็นว่าผมมีประวัติไขมันสูงมานาน คุมอาหารพอสมควร แต่ไม่ยอมกินยาลดไขมัน พยายามคิดเองว่า การออกกำลังโดยเล่นบาสเกตบอลทุกเย็นน่าจะช่วยได้ ก็ใช้ชีวิตแบบนี้เรื่อยมา

เคยทดสอบวิ่งสายพานที่โรงพยาบาล 2 ครั้ง ค่าปกติ…

เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน เพิ่มการวิ่งรอบเช้าอีกวันละ 4 กิโลเมตร คิดว่าตัวเองแข็งแรงพอ

Advertisement

เมื่อ 2 เดือนก่อน อยากรู้ว่าเส้นเลือดหัวใจตีบหรือไม่ จึงเดินเข้าโรงพยาบาล ขอตรวจ CT SCAN ได้ค่า Calcium Score ของเส้นเลือด RCA 635, LAD 356, LCX 117 รวม 1,108 ซึ่งเกณฑ์ปลอดภัย คือ รวมกันไม่เกิน 400 แสดงว่าเส้นเลือดหัวใจน่าจะตีบแล้ว

ผมจึงตัดสินใจทำ 3 อย่าง

1.ปรับการกิน กินข้าวกล้อง งดของทอด งดไขมัน มื้อเย็นงดแป้ง

2.ปรับการวิ่งเร็วเป็นวิ่งช้า จาก 4 กิโลเมตร เป็น 2.7 กิโลเมตร 5 วันต่อสัปดาห์ และตอนเย็นเล่นบาสเกตบอลเบาลงและเหลือสัปดาห์ละ 3 วัน

3.เริ่มกินยา Aspirin (กันเลือดแข็งตัวเร็ว) กับ Xarator (ยาลดไขมันในเลือด)

หลังจากกินยา 2 เดือน ไปตรวจเลือด Total Cholesterol 150, LDL 74, HDL 64 แสดงว่าผลเลือดดีขึ้นมาก (อาจมากเกินไป)

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีแมตช์การแข่งขันบาสเกตบอลที่เชียงใหม่ เล่นแบบสบายๆ ไม่ได้ต้องการผลชนะ เพราะระแวงเส้นเลือดอยู่แล้ว

วันเสาร์ที่เกิดเหตุ ก็เล่นแบบสบายๆ แล้วเกิดหัวใจหยุดเต้น (ประเด็นนี้ ผมถามหมอภายหลังว่าทำไมเล่นแบบสบายๆ ไม่หนักจึงเกิดเหตุได้ หมอบอกว่า เมื่อเส้นเลือดหัวใจตีบแล้ว สามารถเกิดหัวใจหยุดเต้นได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะตอนออกกำลังกายหนักเท่านั้น)

จากตรงนี้ ไปฟังจากคนอื่น คือ เล่นไป 10 นาที ก็ออกมานั่งพัก ไม่กี่นาทีจากนั้นเกิดอาการชักเกร็ง เพื่อนร่วมทีมสังเกตเห็นอาการจึงตะโกนขึ้นมา ตอนนั้นผมมีลมหายใจแผ่วๆ มีนักกีฬาทีมอื่นที่เป็นหมอได้เริ่ม CPR และอีกหลายคนเข้ามาร่วม CPR สลับกัน

ต่อมา มอเตอร์ไซค์ฉุกเฉินมาถึง สักพักมีการหยุดเต้นของหัวใจ ทำ CPR 4 นาทีแล้ว “ช็อก” หัวใจด้วยไฟฟ้า 1 ครั้ง แล้ว CPR ต่ออีก 6 นาที จึงได้กลับมาหายใจ

หลังจากนั้นใช้เวลาอีกกว่า 10 นาที รถปิกอัพฉุกเฉินมาถึงนำส่งโรงพยาบาลมหาราชได้โดยเร็ว ที่แผนกฉุกเฉินให้ยาสลายลิ่มเลือดและดำเนินการต่อ

หลังจากฟื้นขึ้นมา จึงทราบว่าเส้นเลือดหัวใจเส้นแรกตีบ หมอทำการใส่บัลลูน 2 อัน เส้นที่ 2 ตัน ไม่สามารถใส่บัลลูนได้ เส้นที่ 3 โอเค ที่ผมรอดชีวิตมาเกิดจากผู้คนมากมายรอบตัว…”

คอลัมน์ “โลกสองวัย” ได้นำเรื่องนี้มาเผยแพร่ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนตื่นตัวและเรียนรู้เรื่องการปั๊มหัวใจ (CPR) ให้แก่คนที่หัวใจหยุดเต้นหรือหัวใจวายเฉียบพลัน เพื่อให้มีโอกาสรอดชีวิตได้

ผู้เขียนเห็นด้วยว่า ประชาชนทั่วไปตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไปควรได้เรียนรู้และฝึกการปั๊มหัวใจ โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอการปั๊มหัวใจซึ่งหาได้ง่ายในอินเตอร์เน็ต แล้วใช้ “หมอนขิด” ซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมสองหน้า (หมอนลูก) มาแทนหน้าอกผู้ป่วย วางส้นมือ (ข้างที่ไม่ถนัด) ลงบน “หมอนลูก” แล้ววางส้นมือ (ข้างที่ถนัด) ซ้อนทับลงบนส้นมือที่ทาบอยู่กับ “หมอนลูก” เหยียดแขนทั้ง 2 ข้างให้ตรงและตั้งฉากกับ “หมอนลูก” แล้วใช้น้ำหนักตัวกดผ่านแขนที่เหยียดตรงลงไปที่ส้นมือทั้งสองให้ผิวของ “หมอนลูก” ยุบลงประมาณ 2 นิ้วฟุต (5 เซนติเมตร) แล้วยกไหล่ขึ้น เพื่อหยุดการกดให้ผิวของ “หมอนลูก” กลับสู่ที่เดิมแล้วจึงกดซ้ำใหม่ แล้วหยุดการกด สลับกันไปเรื่อยๆ ประมาณ 100 ครั้งต่อนาที เมื่อปั๊มหัวใจไป 200 ครั้ง หรือ 2 นาที ควรเปลี่ยนคนปั๊ม มิฉะนั้น การปั๊มจะมีประสิทธิภาพน้อยลงๆ เพราะความเหนื่อย

สำหรับการเป่าปากช่วยหายใจ จะทำได้ยากกว่า และไม่แนะนำให้ทำถ้าไม่เคยฝึกจนชำนาญมาก่อน อนึ่ง ถ้าผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นเป็นคนที่เราไม่รู้จักหรือไม่แน่ใจว่ามีโรคติดต่ออยู่หรือไม่ ไม่ควรเป่าปากช่วยหายใจ

อย่างไรก็ตาม การปั๊มหัวใจผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล โดยทั่วไปจะมีผู้รอดชีวิตออกจากโรงพยาบาลได้ประมาณร้อยละ 10-15 เท่านั้น แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่รอดชีวิตจะมีความพิการทางกายและ/หรือทางจิตใจ จนกลายเป็นภาระของครอบครัวในการดูแลต่อไป

ดังนั้น สิ่งที่ดีกว่าการรอให้ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นก่อนแล้วจึงช่วยเหลือ คือ การป้องกันไม่ให้หัวใจหยุดเต้น ด้วยการหยุดยั้ง (รักษา) ภาวะหัวใจขาดเลือดที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุด โดยการนั่งพักทันทีที่มีอาการเจ็บแน่นในอก/ยอดอก/ใต้ชายโครง/คอ/คาง/ไหล่ จนต้องหยุดหรืองดออกกำลังหรือการทำงานทันที อาจมีอาการเหงื่อแตก หายใจไม่สะดวก หมดแรง เป็นต้น

หลังนั่งพัก 10-15 วินาทีแล้วยังไม่รู้สึกดีขึ้น และไม่มีอาการหน้ามืดเป็นลม และไม่ได้ใช้ยาที่กระตุ้นให้ลึงค์แข็งตัว เช่น Viagra, Elonza, Cialis, Levitra มาภายใน 2-3 วันก่อนเกิดอาการนี้ให้รีบอมยา ISDN (Iso-Sorbide Di-Nitrate) เม็ดละ 5 มิลลิกรัมไว้ใต้ลิ้นทันที แล้วโทรแจ้ง 1669 ให้ส่งรถฉุกเฉินมาช่วย

หลังอมยาใต้ลิ้นไป 5 นาที แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น และไม่มีอาการหน้ามืดเป็นลม ให้อมยาใต้ลิ้นอีก 1 เม็ด และถ้า 5 นาทีต่อมายังไม่ดีขึ้น และไม่มีอาการหน้ามืดเป็นลม ให้อมยาใต้ลิ้นได้อีก 1 เม็ด หลังจากนั้นรถกู้ชีพฉุกเฉินคงจะมาถึง และดำเนินการตรวจรักษาต่อไป

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 นายบุญธรรม บูรณธรรมานันท์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย อายุ 58 ปี ลงเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ที่เล่นกันเป็นประจำที่สนามกีฬาในกระทรวงสาธารณสุข ต่อมารู้สึกไม่สบาย จึงออกมานั่งพักข้างสนาม สักครู่หนึ่งเพื่อนๆ เห็นนายบุญธรรมล้มฟุบลง ชักและไม่หายใจ จึงช่วยกันปั๊มหัวใจ และขอความช่วยเหลือจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ที่อยู่ใกล้กัน แต่นายบุญธรรมเสียชีวิต

จะเห็นได้ว่า ทั้งในกรณีของคุณปิยะ และคุณบุญธรรม มีอาการของภาวะหัวใจขาดเลือดเกิดขึ้นก่อน ถ้าทั้ง 2 คนหรือเพื่อนๆ มียาอมใต้ลิ้น ISDN ติดตัวอยู่ และให้ทั้ง 2 คนรีบอมยาดังกล่าว ซึ่งเป็นยาขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจมากขึ้น และทำให้หัวใจทำงานเบาลง ภาวะหัวใจขาดเลือดก็จะดีขึ้นหรือหายไป ไม่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นหรือหัวใจวายเฉียบพลันขึ้น

ยาอมใต้ลิ้น ISDN 5 มิลลิกรัม หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป มักผลิตออกมาเป็นแผง แผงละ 10 เม็ด (20 บาท) สามารถหักหรือตัดเป็น 5 ส่วน ส่วนละ 2 เม็ด พกติดตัวในกระเป๋าเสื้อ ที่หยิบฉวยได้ง่ายๆ เวลาต้องการใช้ทันที ก็จะช่วยชีวิตของตนเองและของผู้อื่นที่มีอาการภาวะหัวใจขาดเลือดได้

สำหรับคนที่มีอาการเจ็บอกที่ไม่ใช่ภาวะหัวใจขาดเลือด หรือในคนปกติทั่วไป การอมยาใต้ลิ้น ISDN 1 เม็ด ก็ไม่เกิดอันตรายร้ายแรงใดๆ อาจเกิดอาการหน้าแดง ปวดเวียนศีรษะ จากฤทธิ์ขยายหลอดเลือดของยานี้เท่านั้น นอกจากคนที่หน้ามืดเป็นลม หรือใช้ยากระตุ้นลึงค์ให้แข็งตัวมาในระยะ 2-3 วัน ถ้าอมยานี้ อาจมีอาการหน้ามืดเป็นลมมากขึ้น หรือความดันเลือดตกจนช็อกได้โดยเฉพาะในคนที่กินยากระตุ้นลึงค์ให้แข็งตัวอยู่

สันต์ หัตถีรัตน์