ข้อต่อสู้ที่มีนัยสำคัญ ซึ่งอาจทำให้แพทย์หลุดพ้นจากคดี : โดย กนกศักดิ์ พ่วงลาภ

สิ่งที่นักกฎหมายพบเจอกันมามาก ในการนำพยานที่เป็นแพทย์เข้าสืบพยาน ในคดีเกี่ยวกับการรักษาโรคของแพทย์ ตลอดยี่สิบสามสิบปีมานี้ หรืออาจจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนาน คือ มักจะเห็นกันว่ามีปัญหากวนใจอยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับการให้ความเห็นหรือการเบิกความของพยานในคดี

การเบิกความ ประเด็นว่า การกระทำของแพทย์ที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับความเสียหายทั้งในทางแพ่งตามกฎหมายละเมิดหรือทางอาญานั้น เกิดจากการกระทำของแพทย์หรือไม่ มักจะได้รับคำตอบจากพยานแพทย์ที่นำเข้าเบิกความ ด้วยถ้อยคำและความระมัดระวังอย่างมากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ว่า

-ร่างกายของคนเรานั้นมีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่ไม่เหมือนกัน ยาชนิดหนึ่งอาจใช้ได้ผลกับคนไข้รายหนึ่ง แต่อาจจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนไข้หรือผู้เข้ารับการรักษารายอื่นก็ได้ เพราะร่างกายคนแต่ละคนอาจจะตอบสนองต่อยาที่ใช้แตกต่างกัน

-ร่างกายของคนเรานั้นแตกต่างกัน มีความเป็นเฉพาะบุคคลไม่เหมือนกัน วิธีการรักษาอย่างหนึ่งอาจจะใช้กับคนหนึ่งได้ผล แต่หากใช้วิธีเดียวกันนี้กับคนอื่นๆ อาจจะไม่ได้ผลก็ได้ เพราะร่างกายตอบสนองกับการรักษาที่ต่างกัน

คำว่า “ร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน” นี้ เป็นกลายเป็นคำใหญ่ คำสำคัญ ที่สุดในการสู้คดี

บางคนฉีดยาชาเข็มเดียวก็ผ่าตัดได้ ในขณะที่บางคนอาจต้องฉีดมากกว่านี้จึงจะผ่าตัดได้ หรืออาจได้รับคำตอบว่า ผ่าตัดแล้วแผลติดเชื้อหรือไม่ ไม่มีใครรับรองได้ ดังนั้น การที่จะชี้ให้ชัดว่าการจ่ายยาผิดหรือไม่ หรือใช้วิธีการรักษาผิดหรือไม่ ชี้ชัดไม่ได้ ต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ อีกประกอบกัน คำตอบแบบนี้อาจเป็นที่ผิดหวังของนักกฎหมายเพราะไม่ได้ชี้ชัดในทางคดี เต็มไปด้วยคำว่า “อาจจะ” ทำให้ต้องหาพยานหลักฐานแวดล้อมเพิ่มอีก

และคำตอบที่ว่า ร่างกายคนเรามีลักษณะเฉพาะที่ผิดแผกไม่เหมือนกัน การตอบสนองต่อการรักษาจึงต่างกันนี้ อาจทำให้หมอหลายคนหลุดพ้นจากคดีแพ่งและคดีอาญาได้มากและเรื่อยมา การสู้คดีกับหมอทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจึงยากมาก เพราะค่ามาตรฐานของการรักษากว้างมาก

มีกรณีที่เกิดขึ้นจริง กรณีศึกษาตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนจะไม่กล่าวถึงชื่อบุคคล ในคดีนั้นพยานซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเบิกความว่าร่างกายของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น ขั้นตอนการรักษาต่างๆ การวางยาสลบ การตอบสนองของร่างกายที่เกิดขึ้นกับยา และวิธีการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละราย ในคดีนั้นเป็นการนำสืบเรื่องหญิงคนหนึ่งที่โลหิตไหลไม่หยุดจนต้องตัดมดลูก พยานให้การว่า กรณีเลือดไหลไม่หยุดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เพราะคนเราแต่ละคนที่ร่างกายไม่เหมือนกัน ร่างกายของคนๆ หนึ่งที่อาจแปลกกว่าคนอื่นๆ ทั่วไปอาจมีได้ ตัวอย่างเช่น บางคนฉีดยาชาไปหนึ่งเข็มไม่มีผล ต้องฉีดซ้ำอีกหลายเข็มในปริมาณที่มากกว่าคนธรรมดาก็มีได้ ต้องฉีดถึง 10 เข็มก็เคยมี ในทางการแพทย์เท่าที่พบร่างกายของคนคนหนึ่ง ที่แตกต่างจากคนอื่นเป็นหนึ่งในล้านก็มีได้ สิ่งที่ทำให้เลือดไม่หยุดไหล มดลูกไม่หดตัว จึงอาจมีได้หลายสาเหตุ ไม่แน่ชัด แต่หากได้ความว่ารักษาตามมาตรฐานในการแก้ไขปัญหาและมีมาตรฐานในวิธีการ ถือว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความแตกต่างของร่างกายคนแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์ควบคุมไม่ได้

อีกคดีหนึ่ง คนไข้ไปทำศัลยกรรมเสริมเต้านมที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หลังจากทำแล้วเกิดแผลเป็นขนาดใหญ่ที่เห็นได้ชัด เป็นรูปคล้ายกับการเย็บปิดปากกระสอบ แบบกระสอบข้าวสารหรือกระสอบถ่านที่เราพบเห็นทั่วไป (การเย็บกระสอบถ่าน คือ การเย็บแบบหยาบๆ รอยเย็บฝีเข็มแบบห่างๆ เป็นฝีเข็มของคนที่ไม่ได้ชำนาญเย็บผ้า) แผลเป็นที่แสดงรอยเย็บที่เห็นได้ชัดเจนอยู่ตรงบริเวณใกล้เต้านม มองเห็นชัด โดยไม่ต้องเพ่งสังเกตหรือเข้าไปดูใกล้ๆ และคดีนี้มีความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แพทย์ได้ชี้แจงขั้นตอนกระทำศัลยกรรมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่คนไข้ชัดเจนแล้ว และเปิดโอกาสให้คนไข้ตัดสินใจเองโดยอิสระ แผลเป็นที่เกิดขึ้นภายหลังขึ้นอยู่กับตัวแปร คือสภาพของผิวหนังของผู้ทำศัลยกรรมเองด้วย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากความแตกต่างของผิวหนังและการรักษาตัวเองของผิวหนังของแต่ละคน ตามรูปเรื่อง พฤติการณ์ที่ปรากฏนี้ไม่แน่ชัดว่าเป็นความผิดของแพทย์

ดังนั้น การต่อสู้ในทางคดีประเภทนี้เป็นเรื่องยาก มิใช่ของง่าย แม้แต่ในสายตาของนักกฎหมายเองก็เห็นว่าไม่ใช่ของง่าย และสำหรับทนายความที่ทำคดีประเภทนี้ ข้อแนะนำจากผู้เขียนก็คือ หากต้องการสู้คดีให้รู้ผลแพ้ชนะเด็ดขาด ควรอ้างพยานผู้เชี่ยวชาญที่เป็นแพทย์มายันกันกับพยานของอีกฝ่ายหนึ่ง และอ้างอิงผลการวิจัยทางวิชาการ หรือแนวทางการรักษาโรคที่เป็นสากลในแนวทางของต่างประเทศ (อาจจะดูหัวข้อ medical malpractice) ประกอบด้วย โดยให้พยานแพทย์รับรองเอกสารนั้น มิใช่นำสืบในแง่พยานบุคคลและแนวทางการรักษาในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม หลักคิดที่มาจากข้อต่อสู้ของคดีเกี่ยวกับการแพทย์ (ที่แพทย์อาจจะชนะคดีหรือบรรเทาผลแห่งความรับผิด) พอสรุปได้ว่า

1.ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน ไม่ว่าวิธีการรักษา การให้ยานั้น คนไข้แต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกันซึ่งลักษณะเฉพาะทางกายภาพ วิธีการรักษาหรือยาอาจได้ผลสำหรับคนคนหนึ่ง แต่อาจใช้ไม่ได้ผลกับคนอื่นๆ ได้เพราะแต่ละคนมีธรรมชาติของร่างกายต่างกัน
2.คนคนหนึ่งอาจมีสภาพร่างกายแตกต่างจากคนอื่นได้ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และบางคนมีความแตกต่างเป็นพิเศษแบบหนึ่งในหมื่น หนึ่งในแสน หนึ่งในล้านก็มีได้ ช่วงกว้างของความแตกต่างมีมาก
3.การที่แผลจากการผ่าตัดหรือการทำศัลยกรรมจะเกิดผลแทรกซ้อนจนแผลกลาย หรือเป็นแผลเป็นที่เห็นเด่นชัดนั้น นอกจากฝีมือของแพทย์แล้ว อาจขึ้นอยู่กับสภาพผิวและธรรมชาติการรักษาตัวเองของร่างกายของคนแต่ละคนด้วย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน
4.การที่ผู้ป่วยไม่ไปรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือไม่มาตามนัด ขาดการติดต่อกับแพทย์ บางส่วนหรือทั้งหมด อาจทำให้แพทย์พ้นจากความรับผิดชอบบางส่วน หรือบางกรณีก็ทั้งหมด
5.หากผู้ป่วยพบอาการผิดปกติจากการรักษา แต่ไม่รีบแจ้งต่อแพทย์ให้แก้ไขอย่างทันท่วงที ซึ่งหากได้แก้ไขทันทีแล้วอาการที่ผิดปกติอาจทุเลาหรือหายไปนั้น อาจทำให้แพทย์หลุดพ้นจากความรับผิดบางส่วน
6.การแพทย์ คือ ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอน uncertainty science การรักษาใดๆ ก็ตามไม่สามารถรับรองผลได้เที่ยงตรง ซึ่งเป็นธรรมชาติของศาสตร์นี้และธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ที่มีความแตกต่างในแต่ละคน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของการรักษา หากได้ความว่ามีพฤติการณ์ในการรักษาตามมาตรฐานในการแก้ไขปัญหาและมีมาตรฐานในวิธีการที่ใช้แล้ว แพทย์อาจจะหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมด หรือบางส่วน

ที่กล่าวข้างต้น คือ ข้อต่อสู้ของแพทย์ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้ว (ทางชนะของแพทย์)

การสู้คดีที่มีคู่ต่อสู้คือแพทย์ ที่ว่ายากนั้น เพราะค่ามาตรฐานของการรักษาโรคมีขอบเขตกว้างมากตามข้อ 1-6 ข้างต้น ดังนั้น หากเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการชนะคดี ก็ต้องตัดเส้นแดงของค่ามาตรฐานให้ได้ หากมาตรฐานที่ยอมรับกันมีช่วงกว้างแปรผันได้มากแล้ว นักกฎหมายจะพิสูจน์ความผิดได้ยากมาก

อย่างไรก็ตามก็ไม่ยากเกินกว่าจะขีดเส้นแดงนั้นได้ เพราะมีตัวอย่างคดีที่แพทย์เป็นฝ่ายแพ้คดี เช่น กรณีที่แพทย์มิได้ตรวจอาการคนไข้ด้วยตนเอง แต่รับโทรศัพท์รายงานอาการคนไข้จากพยาบาล และได้วินิจฉัยโรคกับทั้งสั่งให้ใช้วิธีการรักษาผู้ป่วยทางโทรศัพท์ อย่างนี้เป็นตัวอย่างคดีหนึ่งที่แพทย์แพ้คดี เพราะการรักษาโรคนั้นมิได้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพแพทย์ ซึ่งกรณีนี้เห็นได้ชัดเจน
(ขอให้พิจารณาประกอบ ฎ.6092/2552)

และอย่างไรก็ตาม มติแพทยสภาเป็นเพียงพยานหลักฐานอย่างหนึ่งในคดีที่รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นเท่านั้น ไม่ผูกพันคู่ความ หรือหลักการรับฟังพยานหลักฐานอื่นๆ ซึ่งอาจหักล้างได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักการรับฟังและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยทั่วไป ดังนั้นยังมีความหวังในการนำพยานหลักฐานมาสืบต่อสู้คดี
(ขอให้พิจารณาประกอบ ฎ.7634/2554)

จากที่กล่าวข้างต้น เป็นที่น่าคิดว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาความพยายามใดๆ ที่จะเป็นด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ทำให้ช่วงกว้างของค่ามาตรฐานของการรักษาโรคยังกว้างอยู่อย่างนี้ ทั้งที่ควรจะแคบเข้ามาอีกหน่อยก็ได้นั้น จะย้อนมาสู่ตัววิชาชีพเอง ให้อยู่ยากลำบากนั้น เพราะเมื่อคนในอาชีพนั้นไม่เข้มแข็ง หรือขวนขวายดูแลกันเองให้มากพอ ท้ายที่สุดเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นานเข้ากระบวนการยุติธรรมก็อาจจะเป็นฝ่ายกำหนดมาตรฐานให้เอง ซึ่งเป็นธรรมชาติของกระบวนการยุติธรรมในโลกนี้ โดยอาจจะกระชับพื้นที่ทีละน้อย โดยคำวินิจฉัยและการตีความต่างๆ ตลอดช่วงของเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมาย ทนายความ นักกฎหมาย นักวิชาการ และโดยแนววินิจฉัยและการตีความต่างๆ เกี่ยวกับคดีประเภทนี้ก็จะค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอย่างแน่นแฟ้นเป็นระบบขึ้นเรื่อยๆ

และในที่สุด จะเสียดายว่าค่ามาตรฐานนี้อาจจะหลุดมือเจ้าของวิชาชีพไปแล้ว เพราะการควบคุมตนเองภายในองค์กรวิชาชีพนั้นตื่นตัวช้าไป

 

กนกศักดิ์ พ่วงลาภ

บทความก่อนหน้านี้เหยี่ยวถลาลม : ความมั่นคงกับเห็นต่าง
บทความถัดไปกรมส่งเสริมการเกษตรเผยมาตรการสู้ภัยแล้ง พร้อมแนะเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผล – ไม้ยืนต้นวางแผนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและประหยัดน้ำ