ท่านผู้อ่านที่ไปลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา คงคาดหวังกันไว้ไม่น้อยว่า บรรดาผู้แทนที่เราเลือกให้เดินหน้าเข้าสภาจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านกันอย่างเต็มความสามารถโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ผู้แทนที่มาเป็นรัฐบาลคงรักษาสัญญาใจที่ให้ไว้ก่อนลงคะแนนเสียงว่า จะเดินหน้านโยบายต่างๆ ตามที่ประกาศไว้ตอนขอคะแนนเสียง ในวันนี้จึงอยากชวนท่านผู้อ่านคิดว่า สัญญาใจจะทำได้มากน้อยเพียงใดภายใต้กฎหมายวินัยการเงินการคลังใหม่ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว
กฎหมายวินัยการคลังใหม่ช่วยรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ
กฎหมายใหม่ที่กำลังพูดถึงนี้ คือ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญฉบับเดิม พ.ศ.2550 กำหนดให้จัดทำขึ้น แต่กระบวนการ
ผลักดันกฎหมายใช้เวลานาน จนเปลี่ยนมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ.2560 ก็ยังคงมีการบัญญัติถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้อยู่ เพื่อดูแลให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีเสถียรภาพมั่นคงยั่งยืน จึงทำให้กระทรวงการคลังสามารถผลักดันร่างกฎหมายนี้ต่อจนประกาศใช้ได้สำเร็จตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว
พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ฉบับนี้จะช่วยเป็นเกราะป้องกันให้รัฐบาลชุดใดก็ตามที่เข้ามาบริหารประเทศ ต้องมีวินัยในการจัดหารายได้ การจัดทำงบประมาณ การใช้จ่าย การบริหารสินทรัพย์ และการบริหารหนี้สาธารณะ โดยพิจารณาประโยชน์ที่รัฐหรือประชาชนจะได้รับ ความคุ้มค่า รวมทั้งภาระการคลังที่เกิดขึ้นและที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ

ไม่ว่ารัฐบาลใดที่เข้ามาบริหารประเทศก็ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายวินัยการคลังใหม่นี้
จะเห็นได้ว่า สัญญาใจที่ให้ไว้จะทำได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับวงเงินรายได้ วงเงินงบประมาณ และวงเงินกู้ของรัฐบาลในแต่ละปีงบประมาณ และเมื่อต้องคำนึงถึงกฎหมายวินัยการคลังฉบับใหม่นี้ด้วยแล้ว ทางที่จะเดินหน้ารักษาสัญญาใจได้ครบทุกข้อ นอกเหนือจากการตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอื่นๆ ก็คือ รัฐอาจต้องเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยการขยายฐานภาษีและการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บให้รั่วไหลน้อยลงจากที่เป็นอยู่ การทำกำไรของรัฐวิสาหกิจที่จะนำส่งรายได้ให้รัฐได้มากขึ้น รวมถึงรายได้จากค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่ต้องจัดเก็บเพิ่ม เช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หากรัฐสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่พอกับวงเงินงบประมาณที่อยากใช้จ่ายเพื่อรักษาสัญญาใจก็ต้องกู้มากขึ้นหรือให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการแทน ซึ่งสุดท้ายจะต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์การกู้ชดเชยขาดดุลและการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่กำหนดไว้ด้วย
ดังนั้น กฎเกณฑ์วินัยการเงินการคลังน่าจะช่วยป้องกันไม่ให้รัฐบาลชุดใดๆ เข้ามาดำเนินนโยบายประชานิยมที่อาจสร้างภาระทางการคลังไม่รู้จบได้ นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดวินัยการเงินการคลังข้างต้นและจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางไม่ต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้มากขึ้นว่ามีการวางแผนการดำเนินการทางการคลังที่มองไปข้างหน้าเพื่อให้ฐานะการคลังของประเทศมีความยั่งยืนในอนาคต
หน้าที่ของเราจึงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ได้จบลงเพียงการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เรายังต้องช่วยกันติดตามดูแหล่งที่มาของเงินและความคุ้มค่าของต้นทุนที่รัฐบาลใช้รักษาสัญญาใจแต่ละเรื่องด้วย เพราะทุกบาท ทุกสตางค์ของภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นมานั้น สุดท้ายก็ไม่พ้นต้องชดใช้ด้วยเงินภาษีของเราและลูกหลานในอนาคตอยู่ดี
ดร.ฐิติมา ชูเชิด
ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

