หน้าแรก บทความ ‘อัยการ’กับกา...

‘อัยการ’กับการพัฒนาระบบการสอบสวนสู่สากล โดย : ไพรัช วรปาณิ

7.05.19 | 13:00 น.

วันก่อน ผู้เขียนได้รับฟัง “ข้อคิดเห็นอันมีคุณค่า” จากเพื่อนรองอธิบดีอัยการท่านหนึ่ง เห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงเรียบเรียงเป็นบทความนี้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับนักศึกษากฎหมายทั้งหลาย ในเชิงวิชาการ

โดยเฉพาะ ในประเด็นที่ให้อัยการเข้าร่วมสอบสอนคดีอาญากับตำรวจ อันเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ นั่นคือ การให้อัยการเข้ามีส่วนร่วมสอบสวนคดีกับตำรวจเหมาะสมกับสภาวการณ์แห่งยุคโลกาภิวัตน์หรือไม่? และการให้อำนาจ ป.ป.ช. “สามารถฟ้องคดีเองได้” นั้น สมเหตุสมผลมากน้อยเพียงใด? นับว่าเป็นประเด็นที่ควรแก่การวิเคาะห์ศึกษาอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ อัยการเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อกระบวนการยุติธรรม จึงต้องเป็นหลักในการประกันความเที่ยงธรรมของสังคม ทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขโดยรวม และยังเป็นตัวจักรสำคัญในฐานะ “ต้นธารแห่งความยุติธรรม” จึงจำต้องปรับวิธีการสอบสวนสู่สากลให้ทันยุคทันสมัย เพราะปัจจุบันอัยการมีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศในทุกด้าน โดยเฉพาะการพิทักษ์รักษาความยุติธรรมให้แก่ปวงชนในคดีอาญา ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของกระบวนการยุติธรรมในอันจะนำมา ซึ่งความสงบสุขให้แก่ประชาคมโลก

พนักงานอัยการ จึงควรตระหนักถึงบทบาทอันแท้จริงของตัวเองว่า เราต้องช่วยกันค้นคิดยุทธศาสตร์และแนวทางอย่างไร? ในการพัฒนาระบบการสอบสวนและการพิทักษ์ความยุติธรรมของมวลชนไปสู่ระดับสากลให้สัมฤทธิผล

ดังนั้น องค์กรอัยการจึงต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้จักถึงบทบาทหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของอัยการ ทั้งนี้ เนื่องจากอัยการเป็นองค์กรที่มีภาระหน้าที่มากมาย มิใช่เฉพาะแต่ในกระบวนการยุติธรรมในเรื่องดำเนินคดีในศาลเท่านั้น แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญ ที่จะต้องสวมบทบาทสู่ระดับสากลอีกด้วย ดังจะเห็นได้ว่าอัยการต้องประสานทั้งฝ่ายบริหาร ตำรวจ และศาล โดยมีศูนย์กลางคือ ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันสภาพสังคมโลกเปิดกว้างไร้พรมแดน

Advertisement

อัยการ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ต้นธารแห่งความยุติธรรม” จึงพึงพัฒนาบทบาทหรือยุทธวิธีให้อำนวยประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด นั่นคือ การสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาระบบการสอบสวนในยุคโลกาภิวัตน์อย่างจริงจัง อีกทั้งการมีส่วนในการกลั่นกรองสอบสวนร่วมกับตำรวจอย่างเช่นในประเทศฝรั่งเศส ฯลฯ รวมทั้งการมุ่งเน้นในเรื่องการชะลอการฟ้อง การต่อรองคำรับสารภาพ ตลอดจนยุติธรรมทางเลือก ล้วนเป็นสิ่งก่อเกิดประโยขน์ต่อระบบยุติธรรมทั้งสิ้น แต่เป็นที่น่าเสียดาย กลับถูกปิดถูกบดบังด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจของประชาชนบางกลุ่มและผู้มีอำนาจบางคน ที่ยังคงหวงอำนาจไม่ยอมให้อำนาจในหน่วยงานหลุดมือไป ทั้งที่วิธีการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรม ตามหลัก “นิติธรรม”

จะเห็นได้ว่างานอัยการ มิได้มีเฉพาะแต่คดีอาญาและการพิทักษ์สิทธิของปวงชนอย่างเดียว เหมือนต่างประเทศเท่านั้น อัยการไทยยังต้องรับบทบาทหลายหน้าที่ คือการรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน (รัฐ) ในการดำเนินคดีแพ่ง คดีปกครอง ในกรณีรัฐได้รับความเสียหายทั้งในฐานะผู้กล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้งการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน เนื่องจากพนักงานอัยการเป็นผู้ใช้อำนาจกึ่งตุลาการ โดยจำต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการและตำรวจตลอดเวลา ยิ่งในปัจุบันนี้ โลกได้เปิดไร้พรมแดนหรือโลกาภิวัตน์แล้ว การเพิ่มงานเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ จึงเป็นบทบาทอันสำคัญ ของพนักงานอัยการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในที่สุด

ดังนั้น ผู้เป็นอัยการในยุคโลกาภิวัตน์ จึงต้องฝึกฝนตนเองให้มีทักษะ ความรู้ความสามารถและมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในระดับสากล

การเข้าสู่ประชาคมโลกอาเซียนจะเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจน เนื่องจากปัญหาการกระทำผิดระหว่างประเทศ จะมีมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอัยการเราได้มีการประสานงานและมีการดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอยู่เสมอ แม้ว่าบางครั้งชาวต่างชาติอาจประเมินบทบาทของกระบวนการยุติธรรมไทยต่ำกว่ามาตรฐาน พร้อมกับความพยายามในการจะลดบทบาทของพนักงานอัยการไทย ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อระบบยุติธรรมระหว่างประเทศอย่างยิ่ง

ฉะนั้น เราจึงควรร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาให้ระบบงานของอัยการให้เกิดประสิทธิภาพในทางรูปธรรม เพื่อลบล้างสายตาอันผิดๆ ของชาวต่างชาติให้จงได้ โดยชี้ให้เห็นว่าระบบการสอบสวนของไทยได้รับการพัฒนาแล้ว เพื่อสอดรับกับปัญหาความวุ่นวายของสังคมในปัจจุบัน อันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเมืองของไทย ทั้งในทางตรง-ทางอ้อม

ดังนั้น การให้พนักงานอัยการของไทยเข้าไปมีส่วนร่วมการสอบสวนกับตำรวจ เหมือนอย่างอารยประเทศทั้งหลายจึงมีความจำเป็น ซึ่งปรากฏว่าปัจจุบันพนักงานอัยการได้เข้าร่วมสอบสวนด้วยการแสดงฝีมือให้เห็น จนได้รับการตอบรับอย่างดีระดับหนึ่ง เช่น การเข้าร่วมชันสูตรพลิกศพ DSI การคุ้มครองสิทธิเด็กเยาวชนที่ตกเป็นผู้ต้องหา ผู้เสียหาย ซึ่งในคดีสำคัญอัยการจะเข้าไปร่วมการสอบสวนมากขึ้น และในปัจจุบันได้มีการตั้งสำนักงานสอบสวน Department of investigation ขึ้น มีสำนักงานอำนวยการ และสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1-4 แล้ว

พนักงานอัยการ คือตัวจักรสำคัญที่เป็นทั้งพี่เลี้ยงในการตั้งระบบเพื่อประสาน บริหารงานระหว่างขั้นตอนและปฏิบัติการวินิจฉัย ขณะที่คดียังไม่ถึงศาลและบริหารงานเมื่อไปถึงศาลแล้ว เพื่อตรวจสอบวางระบบมาตรฐาน แสวงหาบทสรุปทั้งรวบรวมข้อมูลผลงานการยุติธรรมทั้งระบบไว้ เพื่อให้ต่างชาติเข้าใจถึงกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยเฉพาะปัญหาสังคมการค้ามนุษย์ ซึ่งทำให้เกิดปัญหากระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม การที่เราต้องอยู่เทียร์ 3 จึงไม่คุ้มที่เราจะมาพยายามกดให้อัยการอยู่ต่ำกว่าศาล และพยายามที่จะให้หน่วยงานอื่นเข้ามามีบทบาทดำเนินคดีแทนพนักงานอัยการ ซึ่งยังผลให้อัยการไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการใช้ดุลยพินิจสั่งคดีบางเรื่อง เช่น ให้ ป.ป.ช.สามารถฟ้องเองแทนอัยการได้

การให้หน่วยงานอื่นเข้ามามีบทบาทแทนอัยการ ต้องพูดถึง ปปช.เป็นตัวอย่าง ซึ่งผลของการให้อำนาจ ป.ป.ช.ฟ้องเองดังกล่าวนั้น เปรียบเสมือนการใช้อำนาจสอบสวนและฟ้องศาลโดยมิได้มีการกลั่นกรองที่ดี ซึ่งระบบการตรวจสอบการฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถือว่าสมบูรณ์อยู่แล้ว ไยจึงต้องมีบทบัญญัติแห่ง ป.ป.ช.? และเกิดผลอย่างไร? ดูจากอุทาหรณ์นี้ต่อไป…

เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจ ป.ป.ช.สามารถฟ้องเองได้ หากพนักงานอัยการโดยอัยการสูงสุด เห็นว่าการสอบสวนยังไม่เพียงพอจนเป็นเหตุให้ ป.ป.ช.ใช้อำนาจฟ้องคดีเอง ด้วยการว่าจ้างทนายคนนอก ซึ่งต้องเสียเงินภาษีของประชาชนโดยใช่เหตุ ถ้าเสียเงินคุ้มค่าไม่เป็นไร! แต่ตรงกันข้าม คดีที่ ป.ป.ช.ฟ้องไปและศาลพิพากษายกฟ้องผู้กระทำผิดเป็นบุคคลเดียวกับที่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการสอบสวนไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยลืมบทบาทตัวเองไปว่าคือพนักงานสอบสวน แต่ไปหลงอำนาจที่กฎหมายยกเว้นให้ไว้ ให้ฟ้องคดีเองได้ เพราะหลงอัตา เนื่องจากเป็นกรรมการซึ่งเป็นอาวุโสจากงานอื่นมาก่อน ..สุดท้ายแล้ว การฟ้องแทนอัยการจะเป็นผลดีต่อระบบยุติธรรมไทย จริงหรือ? โปรดได้ช่วยกันตรองดู!

ดังนี้ การแก้กฎหมายให้เป็นแนวทางเดียวกันกับคดีอาญาทั่วไป ในส่วนเรื่องการกลั่นกรองเบื้องต้นจึงสำคัญ เนื่องจากการฟ้องบุคคลใด “มิใช่ฟ้องเพื่อทดลอง” ดังที่บรรพอัยการเคยสั่งสอนกันมา

สําหรับประเด็น การพัฒนาการสอบสวนสู่สากลของอัยการนั้น จำต้องเน้นถึงยุทธศาสตร์ในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาเป็นสำคัญ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 มิติ ดังนี้…

1.การบรรลุพันธกิจ คือ การสร้างมาตรฐานในการอำนวยความยุติธรรม โดยการรวมการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและหน่วยงานเพื่อเสริมสร้างหลักนิติธรรม ความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งมีการดำเนินการโดยระเบียบปฏิบัติต่างๆ

2.ลูกค้าหรือผู้รับบริการ คือ ลดปริมาณคดีสู่ศาล ด้วยกระบวนการยุติธรรมทางเลือก อัยการจะถูกกีดกันตลอด เช่น การชะลอการฟ้อง การต่อรองคำรับสารภาพ วิธีการเพื่อความปลอดภัย การประนอมข้อพิพาท เป็นต้น

3.ประสิทธิภาพของระบบภายใน คือการเพิ่มประสิทธิภาพในความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา เช่น การส่งผู้ร้ายข้ามแดน การประสานความรู้ต่างๆ

4.การเรียนรู้และพัฒนา คือเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานอัยการด้านการสอบสวนคดี ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น

จากยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะนำเสนอเฉพาะมิติที่ 4 ด้านการสอบสวนคดีอาญา ซึ่งเป็นแผนเชิงกลยุทธ์ ที่จะทำให้องค์กรอัยการพัฒนาไปสู่สากล-ความเป็นเลิศในกระบวนการยุติธรรมและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน เนื่องจากมิติที่ 1-3 เป็นแผนงานที่ปฏิบัติตามปกติอยู่แล้ว ต้องทำต่อไปซึ่งมิติที่ 2 ลดปริมาณคดีสู่ศาลด้วยกระบวนการยุติธรรมทางเลือก เช่น การชะลอการฟ้อง การต่อรองคำรับสารภาพ ซึ่งอัยการตระหนักดีว่า เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบกระบวนการยุติธรรม ที่อัยการพยายามนำเสนอให้มีการพัฒนา ปรับปรุงแก้ไขมาตลอด แม้ว่าบางข้อเสนอ จะถูกตีตกไป

วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่นำเสนอ ทำไม? จึงสำคัญสำหรับอัยการ โดยเฉพาะการมุ่งไปสู่สากลเพื่อความยั่งยืนในกระบวนการยุติธรรม อันจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นแก่สังคมโลก ก็เพราะหน่วยงานยุติธรรมต้องเป็นหลักประกันของสังคมทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของสังคม ทำให้สังคมน่าอยู่ การลงทุนเศรษฐกิจดี การเมืองจะสงบ และประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรืองในที่สุด…ว่าไหม?

ไพรัช วรปาณิ
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ