ตลอดเช้าของวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมาผมและคนไทยทั่วทั้งประเทศมีอาการกิริยาเดียวกันคือนั่งเฝ้ามองจอโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งผมอธิบายกับตัวเองว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่คนไทยได้ชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีสำคัญที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่หลายร้อยปี ด้วยสายตาของตัวเองในเวลานาทีเดียวกันกับที่เกิดเหตุการณ์จริงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง การสรงพระมุรธาภิเษกก็ดี การถวายน้ำอภิเษกโดยผู้แทนจากทิศทั้งแปดที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ก็ดี ตลอดไปจนถึงการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชาภรณ์ เครื่องราชูปโภคและพระแสงสำคัญต่างๆ ที่ผมได้เคยเห็นเหตุการณ์ในอดีตจากภาพนิ่งหรือภาพยนตร์ขาวดำที่ตัดต่อจนเหลือความยาวเพียงไม่กี่นาที มาบัดนี้เปรียบกันไม่ได้เลยครับกับภาพที่ผมได้เห็นจากการถ่ายทอดสดเช้าวันนั้น เพราะภาพที่ได้เห็นครั้งนี้สวยงามและละเอียดลออสุดใจ วินาทีสำคัญหลายช่วงตอนทำให้ผมแทบลืมหายใจ และมีหลายชั่วขณะที่อดไม่ได้และต้องยกมือขึ้นถวายบังคมอยู่หน้าจอโทรทัศน์นั้นเอง
จบการถ่ายทอดสดงานพระราชพิธีช่วงเช้าแล้ว ผมหาอะไรง่ายๆ ใส่ปากใส่ท้องแล้วเดินทางออกจากบ้านตอนบ่ายโมงตรง ที่หมายปลายทางคือโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งบนถนนเฟื่องนคร บริเวณด้านหน้าวัดราชบพิธฯ เพราะผมหมายมาดมาตั้งแต่แรกที่ได้ยินข่าวแล้วว่างานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้จะมีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค และระหว่างเส้นทางจะได้หยุดขบวน เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่วัดราชบพิธฯนี้ด้วยแห่งหนึ่ง การเสด็จฯเลียบพระนครในรัชกาลก่อน เมื่อพุทธศักราช 2506 ผมยังเด็กเล็กเกินไปกว่าที่จะมาเฝ้าชมพระบารมีด้วยตัวเอง หนนี้ผมไม่ยอมพลาดแน่นอน ผมรีบจองโรงแรมเสียตั้งแต่ก่อนไก่โห่ คือได้จองโรงแรมไว้ตั้งแต่เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา และก่อนถึงวันเข้าพักจริงประมาณ 7 วันก็ได้โทรศัพท์ไปสอบถามยืนยันว่าห้องพักที่ผมสำรองไว้ยังอยู่รอดปลอดภัยดี
เมื่อพูดถึงการเดินทางในช่วงงานพระราชพิธี ได้ยินคนพูดกันหนาหูว่าจะมีการปิดจราจรเส้นทางหลายสาย ในวันเวลาต่างๆ กัน ซึ่งแน่นอนว่าผมย่อมจำรายละเอียดได้ไม่ครบถ้วน เมื่อขึ้นนั่งบนรถที่น้องชายของผมเป็นคนขับ เราจึงตกลงกันว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางถนนราชดำเนินและท้องสนามหลวงให้ไกลที่สุด เพราะเชื่อว่าละแวกนั้นคงจะมีการปิดการจราจรบ้างและผู้คนก็คงมากมายมหาศาล เราเลือกใช้เส้นทางลงทางด่วนที่หัวลำโพงแล้วลัดเลาะผ่านไปด้านข้างวัดเทพศิรินทร์ วรจักร วัดสุทัศน์ แล้วไปจอดรถส่งกันที่ต้นถนนราชบพิธ ตรงกันข้ามกับกำแพงวัดสุทัศน์ฝั่งตะวันตก คราวนี้ก็ง่ายแล้วครับ เดินไม่ถึง 5 นาทีก็ไปถึงโรงแรมเฟื่องนครบัลโคนี่ ที่ผมจับจองห้องพักไว้
อุณหภูมิตอนบ่าย 2 โมงวันนั้นกำลังร้อนระอุได้ที่ ผมไม่ทำอะไรแล้วครับ รีบเข้าห้องพัก อาบน้ำให้สบายตัวแล้วเปิดโทรทัศน์รอดูการถ่ายทอดสดพระราชพิธีช่วงบ่าย ซึ่งเป็นงานเสด็จออกมหาสมาคมที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย การเสด็จพระราชดำเนินด้วยขบวนพระบรมราชอิสริยยศไปทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงถวายบังคมพระบรมรูปที่ปราสาทพระเทพบิดร และการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบรมราชบุรพการีที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นพระราชพิธีที่ยาวต่อเนื่องกันหลายชั่วโมง จบรายการถ่ายทอดสดแล้วผมจึงชักชวนพรรคพวกอีกสองคนไปหาอะไรรับประทาน เย็นวันนั้นร้านค้าส่วนมากปิดหมดครับ ร้านอาหารเหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้าน ในที่สุดแล้วเราก็เลือกได้ร้านอาหารร้านหนึ่งที่ศาลาเฉลิมกรุง นอกจากรับประทานอาหารตามสั่งแล้วเรายังซื้อเสบียงกรังติดมือมาเพื่อรับสถานการณ์อันไม่แน่นอนของปากท้อง พร้อมกันนั้นก็ได้สังเกตตำบลตำแหน่งที่จะเป็นที่ตั้งของหน่วยคัดกรองในตอนสายของวันรุ่งขึ้นด้วย เพราะมีเจ้าหน้าที่มาชี้แจงที่โรงแรมตอนที่เราเช็กอินว่า แขกพักในโรงแรมผู้ประสงค์จะไปเฝ้าชมพระบารมีในเวลาเสด็จฯเลียบพระนครในวันรุ่งขึ้น ก็ต้องไปเดินผ่านจุดคัดกรองเข้ามาใหม่ด้วย จุดคัดกรองของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยนี้มีหลายแห่งกระจายอยู่ตามแยกสำคัญที่จะเป็นทางเดินเข้ามาสู่ถนนซึ่งเป็นเส้นทางที่ขบวนพยุหยาตราจะได้ยาตราผ่าน เราสำรวจแล้วพบว่าจุดคัดกรองที่สี่แยกเฉลิมกรุงน่าจะเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดที่เราจะไปดำเนินการดังว่า
กลับมาถึงโรงแรมได้สักพักหนึ่ง ประมาณ 3 ทุ่ม ผมก็เดินข้ามถนนเข้าไปในวัดราชบพิธฯ เพราะตั้งใจจะไปเยี่ยมชมและให้กำลังใจกับอาจารย์ศิรธัช ศิริชุมแสง อาจารย์รุ่นน้องรุ่นศิษย์จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้คุ้นเคยกันและทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานการจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชารับเสด็จตามธรรมเนียมเก่าในนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่วัดราชบพิธฯ ค่ำวันนั้นภายในบริเวณวัด มีผู้เกี่ยวข้องกับการตั้งโต๊ะของหมู่คณะต่างๆ อยู่กันพร้อมหน้าทีเดียว เช่น โต๊ะเครื่องลายครามของคณะข้าราชบริพารบริพารวังเลอดิส โต๊ะหมู่ที่จะจัดอนุโลมตามคติเครื่องบูชายิ่งของมูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา และนอกจากการตั้งโต๊ะหมู่บูชาทั้งแบบจีนหรือแบบจีนแกมไทยภายในบริเวณลานวัดข้างในแล้ว ยังมีพื้นที่ตั้งโต๊ะหมู่เรียงรายอยู่ตามริมกำแพงวัดด้านถนนเฟื่องนครด้วย บรรยากาศค่ำวันนั้นแม้จะไม่พลุกพล่าน แต่ก็เป็นที่สำราญใจมิใช่น้อย เพราะผู้ที่พบหน้ากันส่วนใหญ่ก็รู้จักกันมาแต่เก่าก่อน หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้มี “คอเดียวกัน” ไม่ว่าจะคุยอะไรขึ้นมาจึงเออออห่อหมกไปด้วยกันเสียทั้งนั้น
นอกจากชาวบ้านอย่างเราๆ แล้ว ผมยังมีโอกาสได้กราบนมัสการเจ้าคุณพระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งกำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยของสรรพกิจการงานทั้งหลาย ในฐานะแม่งานใหญ่ของวัดราชบพิธฯด้วย วัดราชบพิธฯในเวลาค่ำก่อนวันเลียบพระนครหนึ่งวันผิดตาไปมาก นอกจากผู้มีหน้าที่ตกแต่งโต๊ะรับเสด็จต่างๆ แล้ว ช่างดอกไม้ก็กำลังเร่งฝีมือทำดอกไม้ประดับทางเสด็จพระราชดำเนินขึ้นลงพลับพลาเปลื้องเครื่องให้งดงาม ต้นโพธิ์ต้นใหญ่ริมกำแพงวัดด้านทิศตะวันออกที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ปลูกไว้ก็แต่งกิ่งจนได้ทรงสวยงาม และทำฐานใหม่โดยรอบสะอาดสะอ้าน ท่านเจ้าคุณดูแลละเอียดไปจนถึงไฟฟ้าแสงสว่าง ไฟดวงไหนติด ดวงไหนดับ ท่านตรวจสอบซ้ำจนแน่ใจ ระหว่างที่เดินสนทนาไปกับท่าน ผมก็ได้รับความรู้เรื่องเก่าหลายอย่าง และได้เห็นแบบอย่างการทำงานจากพระเถระผู้ใหญ่รูปนี้ นับว่าเป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง
ประมาณ 4 ทุ่มเศษ ผมก็กราบนมัสการลา แวะชมโต๊ะหมู่บูชาที่นอกกำแพงวัดเสียหน่อยหนึ่ง ยังมีผู้ที่ทำหน้าที่ตั้งแต่งประดับประดาอยู่สักสองสามคณะ ได้ทักทายเป็นกำลังใจให้กันและกันแล้วผมก็ข้ามถนนกลับมาเข้าโรงแรมที่พัก 5 ทุ่มต้องเข้านอนตรงเวลา และแน่ใจว่าตั้งนาฬิกาปลุกเวลาตี 5 แล้ว วันรุ่งขึ้นคือวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม มีอะไรร้อยแปดพันเก้าที่ผมต้องทำต้องดูครับ
โชคดีที่ผมเป็นคนนอนหลับง่ายเพราะฉะนั้นถ้าได้หลับสนิทเพียงแค่ 6 ชั่วโมงก็เพียงพอครับ เมื่อนาฬิกาปลุกตอนตี 5 ผมขมีขมันทำภารกิจส่วนตัว หยิบแซนด์วิชที่ซื้อมาเตรียมไว้แต่เย็นวานใส่ท้องเสียหนึ่งชิ้นแล้วเริ่มต้นแต่งเครื่องแบบชุดเต็มยศเพื่อไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในงานเช้าที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เนื่องจากงานพระราชพิธีนี้มีต่อเนื่องกันหลายวัน แต่ละวันยังมีกำหนดการรายละเอียดหลายวาระ บัตรติดตัวที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดส่งให้กับผู้มีตำแหน่งเฝ้าในแต่ละงานจึงแยกแยะรายละเอียดด้วยบัตรประจำตัวเป็นสีแตกต่างกันสำหรับแต่ละงานแต่ละวาระ ทุกวาระมีคำอธิบายตรงกันว่าขอให้ผู้ร่วมงานเดินทางไปถึงบริเวณพระราชพิธีก่อนกำหนดเวลาตามหมายกำหนดการ 2 ชั่วโมง พร้อมกันกับบัตรติดตัว เจ้าหน้าที่ได้จัดส่งบัตรติดรถยนต์มาให้ด้วย กำหนดจุดรับ-ส่งที่ประตูวิมานเทเวศร์ ซึ่งเป็นประตูพระบรมมหาราชวังตรงกันข้ามกันกับวังท่าพระ หรือมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อรถส่งแล้วให้ไปจอดรอที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รวมทั้งมีคำชี้แจงกำชับมาด้วยว่า ไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือหรือกล้องพกพาอย่างหนึ่งอย่างใดเข้าไปในงานพระราชพิธี คราวนี้ล่ะครับ ปัญหาของผมคือน้องชายผมมาส่งเมื่อวานตอนบ่ายแล้วก็นำรถกลับบ้านไปแล้ว ตอนเช้า 6 โมงอย่างนี้จะเดินทางจากหน้าวัดราชบพิธฯไปยังวังหลวงได้อย่างไร คำตอบง่ายมาก เดินเท้าไปสิครับ แม้จะดูแปลกตาอยู่สักหน่อยที่แต่งกายชุดเต็มยศ มีสายสะพายและเหรียญตราต่างๆ ครบครัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ลืมที่จะนำเหรียญที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคราวนี้ไปเข้าแถบมาสำหรับแต่งประดับไปงาน แผงเหรียญที่เข้าแถบติดกันใหม่นี้ลูกศิษย์ที่รับเป็นธุระจัดการให้เพิ่งนำมาส่งให้สดๆ ร้อนๆ ที่โรงแรมตอนเย็นเมื่อวานนี้เอง ผมใช้เส้นทางเดินจากถนนเฟื่องนครไปเลี้ยวซ้ายที่หัวมุมกระทรวงมหาดไทย จากนั้นก็เดินตรงไปตามถนนบำรุงเมือง ถนนกัลยาณไมตรี ถนนสนามไชย และถนนหน้าพระลานตามลำดับ เวลาเดินไปเรื่อยๆ 25 นาทีก็ถึงพระที่นั่งอมรินทรฯ ตอนนั้นเป็นเวลา 06.45 น. ผู้มาร่วมงานพระราชพิธีคนอื่นเริ่มทยอยกันมาแล้ว ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สุธี มากบุญ และภริยา ที่บ้านอยู่ซอยเดียวกันกับผมในย่านลาดพร้าวเดินทางมาถึงแล้ว ท่านบอกว่าการจราจรไม่ติดขัดเลยมาถึงเร็วมาก หลายท่านเป็นผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน หลายท่านอยู่ในวัยเกษียณอายุแล้วเหมือนผม ระหว่างรอขั้นตอนการจัดที่นั่ง เราก็นั่งคุยกันไปพลางอยู่ที่บริเวณที่พักรอ ตอนท้ายปะรำที่ชาลาด้านทิศตะวันออกของพระที่นั่ง จนได้เวลาพอสมควร ประมาณ 07.30 น.
เจ้าหน้าที่ก็เชิญผมเข้าไปนั่งประจำที่นั่งในพระที่นั่ง
อมรินทรฯ ภาพแรกที่สะดุดตาเมื่อเดินเข้าไปในพระที่นั่ง คือความสว่างขาวสดใสของพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ที่กางกั้นเหนือพระแท่นราชบัลลังก์ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา เมื่อเข้ามาในพระที่นั่งองค์นี้ สิ่งที่ได้เคยพบเห็นเป็นประจำคือพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรที่ประดิษฐานมาตั้งแต่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลก่อน เมื่อพุทธศักราช 2493 พระมหาเศวตฉัตรองค์นั้นสีออกขาวนวลด้วยความเก่าแก่ของอายุ เพราะเป็นธรรมเนียมที่จะไม่ลดพระมหาเศวตฉัตรลงจนกว่าจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลใหม่ มาบัดนี้ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลปัจจุบันได้มีขึ้นแล้ว พระมหาเศวตฉัตรที่เห็นจึงเป็นองค์ใหม่ที่เพิ่งยกขึ้นประดิษฐานได้เพียงหนึ่งวัน ผมก้มลงกราบถวายบังคม แล้วลงนั่งประจำในตำแหน่งของตัว
พระราชพิธีเช้าวันนี้ เป็นการสถาปนาเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และเฉลิมพระอิสริยศักดิ์เจ้านายหลายพระองค์ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวและเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปแล้ว ผมเห็นจะไม่จำเป็นต้องบันทึกรายละเอียดในส่วนนั้น จะขอบันทึกไว้เตือนความจำในวันข้างหน้าของตัวเองแต่เพียงว่า เจ้านายทยอยกันเสด็จพระราชดำเนินและเสด็จมาถึงพระที่นั่ง กล่าวเฉพาะพระองค์สำคัญ ก็มีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เมื่อได้เวลาตามกำหนดการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งประทับแรมราตรีที่ผ่านมาอยู่ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เสด็จลงจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวร จากตำแหน่งที่นั่งของผมซึ่งอยู่ตอนท้ายท้องพระโรง เมื่อทุกคนยืนขึ้นรับเสด็จ หรือยืนขึ้นเมื่อสดับรับฟังพระบรมราชโองการ ผมจะมองเห็นอะไรไม่ถนัดนัก แต่ได้อาศัยจอโทรทัศน์ที่วางหลบอยู่ตามแนวเสาต้นใหญ่ของท้องพระโรง ทำให้ได้ทราบและได้รู้เห็นเหตุการณ์สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นห่างจากเราไปเพียงไม่กี่สิบเมตร การมีโชควาสนาได้เข้ามาอยู่ในพระที่นั่งในวาระสำคัญอย่างนี้ก็ถือเป็นที่สุดของชีวิตแล้ว พระราชพิธีเช้าวันนั้น หลังจากการประกาศสถาปนาต่างๆ แล้ว เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ แล้วเป็นการถวายพระธรรมเทศนา กัณฑ์ “ทศพิธราชธรรมจรรยาทิกถา” โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระธรรมเทศนาสำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาแต่ไหนแต่ไร เพราะเป็นการถวายพระธรรมเทศนาว่าด้วยเรื่องราชธรรมสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน ว่าด้วยทศพิธราชธรรม ราชสังคหวัตถุ พละ และจักรวรรดิวัตร การพระราชพิธีทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง และเสด็จพระราชดำเนินขึ้นเมื่อเวลาประมาณเที่ยงเศษ
จากพระบรมมหาราชวังกลับมายังโรงแรมหน้าวัดราชบพิธฯ ผมใช้สูตรเดิมเช่นเดียวกับขาไป คือเดินเท้ากลับมา แต่เปลี่ยนเส้นทางเดินหน่อยนะครับ เนื่องจากถนนหน้าพระลานเป็นถนนที่มีขบวนเสด็จหลายขบวนผ่าน ผู้มาร่วมงานทั้งหลายจึงต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางออกจากวังหลวงทางด้านท่าราชวรดิฐ การเดินแต่งชุดเต็มยศกลางแดดร้อนตอนเที่ยงนี้ต้องค่อยๆ เดิน เห็นร่มเงาอะไรอยู่ที่ไหนก็เดินเลี่ยงเข้าไปหาเลยทีเดียว อย่าไปทำมั่นใจนัก เกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาจะโกลาหลมาก ผมใช้เส้นทางถนนมหาราช ถนนท้ายวัง ถนนเจริญกรุง พอข้ามสะพานมอญแล้วผมเดินเบี่ยงซ้ายไปทางถนนอัษฎางค์ แล้วเลี้ยวขวาเข้าซอยเล็กๆ เลียบข้างคลองหลอดวัดราชบพิธฯ ก่อนจะเดินออกมาพบกับถนนเฟื่องนคร ร่างกายอุทธรณ์ว่าควรจะดื่มน้ำเย็นสบาย ทันใดนั้นตรงขวามือก็มีท่านเจ้าของร้านขายน้ำแข็งผู้ใจดี ตั้งถังน้ำแข็งขนาดใหญ่แช่น้ำเย็นเป็นขวดขนาดน่าดื่มไว้จำนวนมาก น้ำอย่างนี้แจกฟรีครับ เป็นที่ชื่นมื่นชื่นใจทั้งผู้แจกผู้รับ ไม่มีบ้านเมืองไหนเป็นอย่างนี้ได้อีกแล้ว ผมทราบต่อมาภายหลังว่าในตรอกซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมที่พักของผม มีร้านอาหารในตรอกนั้นให้บริการอาหารฟรีมาตั้งแต่เช้า แล้วฟรีไปตลอดวันเช่นกัน เรื่องอย่างนี้เป็นไปได้ในบ้านเมืองของเราด้วยเดชะพระบารมี และด้วยความเป็นคนไทยของเรานั่นเอง
เมื่อประคองร่างกลับมาถึงโรงแรมที่พักได้สำเร็จ ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายโมงเกือบครึ่ง ห้องพักของผมเช็กเอาต์ออกแล้วนะครับ แต่ได้อำนวยการขอให้มีการขนย้ายสมบัติทั้งหลายของผมไปอยู่ที่ห้องติดกันอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องพักของน้องที่คุ้นเคยกันยิ่ง ห้องนี้เขาอยู่เช่าหลายคืนครับ ที่ห้องนี้เองผมได้อาบน้ำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า เปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากชุดเต็มยศปลดกระบี่เปลี่ยนมาเป็นชุดราษฎรเต็มขั้น คือสวมเสื้อโปโลสีเหลือง มีตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธีอยู่ที่กระเป๋าเสื้อด้านซ้าย เลือกกางเกงที่สวมใส่สบายสามารถนั่งหรือเดินได้โดยไม่ติดขัด เพียงเท่านี้ก็พร้อมสำหรับความตั้งใจที่จะรับเสด็จพระราชดำเนินชมพระบารมีอย่างที่วางแผนมา 5 เดือนแล้ว น้องอีกสามคนที่ตั้งใจจะเป็นทีมร่วมทุกข์ร่วมสุขกันบ่ายวันนี้รายงานตัวว่าได้ไปเดินผ่านจุดคัดกรองเข้ามาตั้งแต่ประมาณ 11.00 น.
แล้ว การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตรงนั้นรวดเร็วและใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แรกทีเดียวเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้เดินเข้ามาทางวัดราชบพิธฯแต่บุ้ยใบ้ให้ไปทางสี่แยกคอกวัว ซึ่งจะเสด็จพระราชดำเนินผ่านเส้นทางนั้นก่อน แต่เมื่อพวกเราชี้แจงว่าโรงแรมที่เราพักอยู่ตรงนี้ เจ้าหน้าที่ก็เข้าใจและอนุญาตให้เราเข้ามาในพื้นที่บริเวณนี้ได้
ประมาณสักบ่าย 2 โมง ผมพร้อมด้วยพรรคพวกก็มาเดินเตร่ไปเตร่มาอยู่ปากตรอกเฟื่องทอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมที่เราพักเมื่อคืนที่ผ่านมา ริมถนนมีร้านกาแฟสวยงามอยู่ร้านหนึ่ง ทุกคนหนีร้อนเข้าไปพึ่งเย็นอยู่ในร้านกาแฟนั้นจนแน่นขนัด บางช่วงเวลาผมได้รับความกรุณาจากท่านเจ้าของห้องแถวที่อยู่ตรงหัวมุมตรอกเฟื่องทองท่านหนึ่ง เข้าไปหลบร้อนสนทนากันอยู่ในบ้านของท่าน คุยไปคุยมาก็มีสมาชิกมาสมทบอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่ใครอื่นครับ คุณฐปนีย์ เอียดศรีไชย จากรายการข่าวสามมิตินั่นเอง คราวนี้เรื่องคุยจึงฟุ้งเฟื่องกันไปใหญ่ เรื่องหลักก็คือความตื่นเต้นของผู้คนและการทำงานของนักข่าวในเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ มีนักข่าวที่ผมคุ้นเคยกันคนหนึ่งรายงานตัวผ่านโทรศัพท์เข้ามาว่า อยากจะมาสมทบวงคุยด้วย แต่เดินเท้ามาไม่สำเร็จแล้ว เพราะ “การจราจรติดขัด” อยู่บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ที่ว่าติดขัดนั้นหมายความว่าบนบาทวิถีมีคนนั่งเต็ม ครั้นจะลงมาเดินบนผิวจราจรพื้นถนน เจ้าหน้าที่ก็ไม่อนุญาต จึงเป็นอันเข้าใจตรงกันว่าต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน
พอได้เวลาบ่าย 4 โมงมีเศษนิดหน่อย ผมและคณะก็ออกไปสังเกตการณ์ที่ริมถนน เพื่อหมายตาว่าเราจะไปนั่งอยู่ตรงไหนได้บ้าง เมื่อตอนบ่าย 2 โมงเราเคยออกมาเดินสำรวจแล้วครั้งหนึ่ง เห็นว่าการจะไปนั่งชมพระบารมีอยู่ใกล้กลับตำแหน่งที่เทียบพระราชยานตรงเกยหน้าวัดนั้นน่าจะมีขัดข้อง เพราะเจ้าหน้าที่ต้องใช้พื้นที่ในการปฏิบัติมากพอสมควร จึงคิดว่าจะไปนั่งรอชมพระบารมีอยู่ตรงบริเวณใกล้กับสะพานเล็กๆ ข้ามคลองหลอดวัดราชบพิธฯ เกือบสุดกำแพงวัดไปทางด้านสี่กั๊กพระยาศรีแล้วเห็นจะดีกว่า แต่พอถึงเวลาปฏิบัติจริงเข้าคราวนี้ บุญกุศลหนุนนำมากครับ เพราะพ้นแนวจากปากตรอกเฟื่องทองไปนิดเดียวก็เป็นต้นแถวของคณะครูและนักเรียนจากวชิราวุธวิทยาลัย ที่นั่งเรียงเป็นแนวยาวไปทางด้านสี่กั๊กพระยาศรี คุณครูหลายท่านรู้จักคุ้นเคยกันกับผมดีเพราะได้ทำงานร่วมกันในเครือข่ายสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ในมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์มานานปี ว่าแล้วท่านก็เลยชวนผมและทีมลงนั่งเสียตรงนั้น เสื่อสาดก็ปูไว้เรียบร้อย อาคารหลังหนึ่งฝั่งตรงกันข้ามที่อยู่ในแดนของวัดราชบพิธฯก็บังแสงอาทิตย์ที่มาจากด้านทิศตะวันตกจนหมดสิ้น ไม่มีชัยภูมิไหนจะดีเลิศไปกว่านี้อีกแล้ว
หลังจากผมและคณะหย่อนตัวลงนั่งแล้วไม่นาน มีเจ้าหน้าที่ทหารเดินมาขอความร่วมมือว่า ในท่ามกลางที่นั่งของพวกเรานั้น หากยกเสื่อขึ้นจะมีการเขียนเครื่องหมายจุดสีแดงอยู่บนพื้นบาทวิถีหนึ่งที่ เครื่องหมายนี้บอกตำแหน่งที่จะมีทหารมหาดเล็กนายหนึ่งมายืนประจำการ และเมื่อเวลาเสด็จพระราชดำเนินผ่าน เขาจะนั่งคุกเข่าลงถวายความเคารพ คราวนี้ทุกคนก็พลิกเสื่อขึ้นดูกันใหญ่เลยครับว่า จุดสีแดงจะอยู่ตรงกับที่นั่งของใคร ปรากฏว่าผมถูกลอตเตอรี่ครับ ตำแหน่งที่จะมีทหารมายืนรักษาการอยู่ห่างจากผมไปเพียงคืบเดียว ผมและคนที่อยู่ถัดจากผมไปอีกนิดหนึ่งช่วยกันขยับซ้ายขวา และเว้นพื้นที่ด้านหลังไว้พอให้ทหารมหาดเล็กชักเท้าถอยหลังได้สะดวกเวลาที่ต้องนั่งลงคุกเข่า ทุกอย่างเรียบร้อยในพริบตา
จากนี้ไปก็เป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอย ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เราสามารถติดตามการถ่ายทอดสดของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยได้ทางโทรศัพท์มือถือ และการรายงานสดทาง LINE ของเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งหลาย ถ้าผมจำไม่ผิดขบวนพยุหยาตราน่าจะเริ่มที่เวลาประมาณ 17.00 น. หรือบ่าย 5 โมง และที่ตื่นเต้นฮือฮากันในสื่อโซเชียลคือในขบวนนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี พระดำเนินเคียงพระราชยานด้วย สิ่งที่รู้เห็นผ่านจอโทรศัพท์เพียงแค่นี้ก็ทำให้เราเพิ่มพูนความตื่นเต้นเพิ่มมากขึ้น และรู้สึกว่านาทีที่สำคัญใกล้จะเข้ามาทุกขณะ คราวนี้มีปัญหาของทุกคนเกิดขึ้นครับ บรรดาพี่น้องประชาชนที่นั่งรวมกันอยู่กับผมตรงนั้น ถามผมว่า เมื่อขบวนพยุหยาตราสถลมารคมาถึงพวกเราจะถ่ายรูปได้หรือไม่ ข้อนี้ผมก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ และตอบว่าไม่ทราบเหมือนกันครับ มีน้องทหารนอกเครื่องแบบที่นั่งอยู่กับเราบอกว่า ให้ถ่ายรูปได้ตามใจปรารถนา เว้นแต่ตอนที่เป็นพระราชยานซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอความร่วมมือไม่ให้ถ่ายรูป พวกเราก็เข้าใจและทำใจไว้อย่างนั้น ไม่มีใครอึดอัดฮึดฮัดว่าอะไร ระหว่างนี้ก็หาอะไรคุยหาอะไรดูกันไปพลางๆ ก่อน หลายชั่วโมงที่นั่งอยู่ตรงนั้นไม่มีเบื่อครับ อุณหภูมิที่เคยขึ้นสูงปรี๊ดตอนบ่ายค่อยผ่อนคลายลงบ้างแล้ว บางเวลาก็มีลมพัดโชยมาบ้างพอให้แช่มชื่น มีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครนำของมาแจกหลายรายการครับ ตั้งแต่ธงชาติและธงตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธี หมวกสีเหลือง น้ำดื่มน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ ดื่มเสร็จก็มีเจ้าหน้าที่นำถุงขนาดใหญ่มาเก็บขยะไปเป็นรอบๆ น้ำดื่มนั้นมีแจกกันหลายเจ้าครับ โรงแรมที่ผมพักก็จัดเจ้าหน้าที่นำน้ำเย็นใส่ขวดขนาดกำลังน่าดื่มมาแจกเป็นระยะเหมือนกัน บรรยากาศรื่นรมย์รื่นเริงไปหมด แถวหน้าฝั่งตรงกันข้ามกับที่นั่งของเราคือฝั่งด้านกำแพงวัดราชบพิธฯเป็นบริเวณที่นั่งของนักเรียนโรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย บางช่วงมีนักข่าวมาขอถ่ายรูปประชาชนละแวกของเราเพื่อนำไปประกอบการรายงานข่าว โดยไม่ต้องมีผู้กำกับการแสดง ทุกคนมีความยินดีอยู่ในหัวใจเท่าไหร่ก็นำออกมาแสดงหมดทุกเม็ด ธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ที่ถืออยู่ในมือโบกปลิวไสว เหมือนเป็นการซ้อมใหญ่เลยครับ มีช่วงหนึ่ง คุณฐปนีย์เดินวนไปวนมาแล้วเลยตัดสินใจนั่งลงสัมภาษณ์ผมอยู่ริมถนนนั่นเอง คุณแยมถามผมว่าทำไมผมถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ คำตอบที่ตรงไปตรงมาและแสนง่ายก็คือ ผมจะไม่ยอมพลาดโอกาสที่รอมาตลอดชีวิต ถ้ายังมีแรงมีกำลังทำได้ก็ต้องมา มาอยู่ในบรรยากาศ มาพบเห็นสิ่งที่เราจะไม่ได้เห็น ไม่ได้สัมผัสจากการถ่ายทอด การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์นั้นสมัยนี้ดูย้อนหลังเมื่อไหร่ก็ได้ แต่การมานั่งอยู่กับคนที่มีหัวใจแบบเดียวกันริมถนนนานหลายชั่วโมงแบบนี้ ไม่มีให้ดูย้อนหลังอีกแล้ว เป็นครั้งเดียวในชีวิตของพวกเราอย่างแท้จริง
เมื่อแสงอาทิตย์ลับลงไปแล้ว แสงสว่างจากโคมไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ติดตั้งเรียงรายอยู่ตลอดเส้นทางแนวถนนเฟื่องนครก็ทำหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ถึงเวลานี้บรรยากาศงดงามมาก เพราะแสงสว่างที่เห็นไม่ร้อนจ้า แต่สว่างพอที่จะเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน ขณะเดียวกันกับที่ไฟฟ้าประดับตามต้นไม้บริเวณด้านหน้าวัดราชบพิธฯก็สว่างเรืองรองขึ้น คราวนี้จะเหลียวซ้ายแลขวาก็ดูงามตาไปเสียทั้งสิ้น
เมื่อประมาณสัก 4 ชั่วโมงผ่านไป มีคณะนายทหารผู้ใหญ่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของพวกเรา แจ้งข่าวดีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนสามารถถ่ายภาพได้ตามสะดวก แม้จะถ่ายรูปในหลวงก็ทำได้ และจะใช้แฟลชก็ได้ด้วย มีข้อควรระวังอย่างเดียวว่าอย่าใช้แฟลชตอนถ่ายภาพม้านำขบวนเพราะม้าอาจจะตื่นตกใจได้ พอได้ยินประกาศดังนั้นเห็นได้ชัดทีเดียวครับว่าทุกคนปลื้มปริ่มมาก นี่เองที่แสดงให้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับราษฎรนั้นเป็นมิตรกันอย่างยิ่ง สมดังถ้อยพระวาจาที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
เคยถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิ
เบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรว่า
“…ราษฎรเขามาคอยเฝ้ากันตามถนนหนทางมากมาย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจไปคอยกันเขาไม่ให้เข้าใกล้ ได้แลเห็นพระองค์ เขาเสียใจ เขาเสียใจกันมาก ในเมืองไทยเรานี้พระเจ้าแผ่นดินกับราษฎรไม่เป็นภัยต่อกันเลย ขอให้ทรงจำไว้ ราษฎรไม่เป็นภัยต่อพระองค์เลย…”
สอบถามดูจากผู้ร่วมทีมของผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหมอแต่ชอบประวัติศาสตร์ไม่แพ้ผมและได้อุตสาหะเดินติดตามชมการซ้อมใหญ่การเสด็จฯเลียบพระนครเมื่อวันที่ 21 และ 28 เมษายนที่ผ่านมา คุณหมอขยายความว่าการปฏิบัติจริงวันนี้ดูจะใช้เวลามากกว่าวันซ้อมใหญ่สองคราวที่ผ่านมา ไม่เป็นไรครับ จะนานช้าอย่างไรก็รอกันได้ทั้งนั้น จากการติดตามชมการถ่ายทอดผ่านโทรศัพท์มือถือทำให้เราทราบว่าเมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่ม 15 นาที ขบวนพยุหยาตราได้เริ่มยาตรามาจากวัดบวรนิเวศวิหารเพื่อมุ่งหน้ามายังวัดราชบพิธฯแล้ว สิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นเพิ่มขึ้นในขั้นตอนนี้ คือบริเวณที่นั่งของเราซึ่งเงียบสงบมาตั้งแต่ตอนบ่าย บัดนี้มีการถ่ายทอดเสียงวงดุริยางค์ในขบวนพยุหยาตราผ่านลำโพงที่ติดตั้งอยู่ทั่วไปให้เราได้ยินสดๆ เพลงที่บรรเลงนั้นหลายเพลงคุ้นหู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงมาร์ชราชวัลลภ เพลงยามเย็น และเพลงใกล้รุ่ง ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน นอกจากนั้นก็มีเพลงศรีอยุธยา เพลงสรรเสริญพระนารายณ์ และเพลงสรรเสริญพระบารมีเสือป่า ผู้ที่มีหน้าที่ประจำโต๊ะรับเสด็จริมกำแพงวัดราชบพิธฯซึ่งรวมถึงผู้บริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีเป็นหัวหน้าคณะ ก็เดินออกจากที่พักภายในบริเวณวัดเพื่อมายืนประจำโต๊ะซึ่งเป็นโต๊ะหมายเลข 1 อยู่ชิดติดกันกับพลับพลาเปลื้องเครื่องเลยทีเดียว ท่านเหลียวมาเห็นผมนั่งอยู่ริมถนนฝั่งตรงกันข้ามพอดีจังหวะกันกับที่ผมเห็นท่านเหมือนกัน ทั้งสองฝ่ายจึงต่างทำความเคารพซึ่งกันและกันอยู่คนละฝั่งถนน
อีกราว 1 ชั่วโมง ความเมื่อยขบที่มีอยู่เป็นธรรมดาหลังจากนั่งมา 4-5 ชั่วโมงแล้ว โดยไม่ได้ลุกยืนไปยืดเส้นยืดสายข้างไหนเลยก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเสียงวงดุริยางค์ที่ได้ยิน ไม่ใช่การได้ยินจากลำโพงกระจายเสียงอีกต่อไป หากแต่เป็นเสียงวงดุริยางค์ของจริงที่เดินใกล้เราเข้ามาทุกขณะ ภาพแรกที่ได้เห็นคือตำรวจม้านำหนึ่งคู่ ตามมาด้วยกองทหารนำ มีวงดุริยางค์และธงชัยเฉลิมพลนำหน้า จากนั้นเป็นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เสียงวงดุริยางค์บรรเลงเพลงมาร์ชต่างๆ เสียงจ่าปี่เป่าปี่เป็นเพลงท่วงทำนองไทยไพเราะ เสียงกลองชนะนับสิบนับร้อยใบที่ตีลงเสียงพร้อมเพรียงกัน สะท้อนสะท้านเข้าไปในหัวอก แล้วขบวนตอนหน้าที่เดินอยู่หน้าของผมก็หยุดเดิน มีการบอกแถวให้กลับหลังหัน นั่นหมายความว่าพระราชยานกำลังจะเข้าเทียบเกยที่พลับพลาเปลื้องเครื่องแล้ว อีกชั่วใจเดียว เสียงประโคมทั้งหลายก็ดังขึ้นพร้อมกัน มโหระทึก แตรฝรั่ง แตรงอน สังข์ วงดุริยางค์ แตรเคารพ เสียงสั่งการ ทำให้ผมและทุกคนรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังเสด็จขึ้นจากพระราชยาน ผู้นั่งอยู่แถวหน้ารวมทั้งผมมอบกราบถวายบังคมไปในทิศนั้น ส่วนผู้ที่นั่งอยู่แถวหลังก็ยกมือขึ้นถวายบังคมไปในทิศทางเดียวกัน เราได้ทราบจากโทรทัศน์ที่รายงานข่าวต่อเนื่องว่า ขณะนี้ขณะนั้น การบำเพ็ญพระราชกุศลในพระอุโบสถดำเนินไปถึงขั้นตอนไหน พอผมได้เห็นภาพที่สมเด็จพระสังฆราชถวายอนุโมทนา นั่นหมายความว่าอีกไม่นานขบวนพยุหยาตราสถลมารคไปยังวัดพระเชตุพนฯซึ่งเป็นพระอารามที่ 3 ในการเสด็จฯเลียบพระนครครั้งนี้ ใกล้จะถึงเวลาเข้ามาทุกทีแล้ว ผู้ที่นั่งเรียงเคียงหน้าอยู่ด้วยกันทุกคนมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด มีการเปลี่ยนท่านั่งจากเดิมที่นั่งตามสบายมาอยู่ในท่าที่สุภาพเหมาะสม เช่นผมซึ่งอยู่แถวหน้าก็ได้ลองนั่งพับเพียบโดยหันปลายเท้าไปทางด้านซ้ายมือไม่ใช่หันไปในทิศทางที่จะเสด็จพระราชดำเนินมา ลองดูสิว่านั่งพับเพียบแล้วจะหมอบกราบได้อย่างไรจึงจะถูกแบบแผน และไม่ทรมานสังขารของตัวเอง ผลปรากฏว่าทำได้และยังทำได้ดีครับ
ระหว่างที่ขบวนหยุดยั้งอยู่ตรงหน้าเราเป็นเวลาในราวครึ่งชั่วโมง ผมได้เห็นการปฏิบัติที่น่าสนใจ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือหากตำแหน่งที่ยืนอยู่ในขบวนของผู้ใดจะต้องว่างลงเพราะผู้นั้นเดินออกไปพักหรือมีกิจส่วนตัวสำคัญ จะมีผู้ที่แต่งกายเหมือนกันเข้ามาประจำยืนอยู่ในตำแหน่งนั้น เพื่อไม่ให้ริ้วขบวนโหว่หรือว่างลงได้ มีการปฏิบัติอย่างนี้ตลอดทั้งขบวนครับ ผมได้ทราบภายหลังว่าในส่วนที่เป็นตอนอำนวยการ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ระดับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีนั้น ผู้ที่เข้ายืนประจำแทนที่ระหว่างหยุดขบวนนี้เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ เช่น ปลัดกระทรวงยุติธรรม ท่านวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ก็ได้ทำหน้าที่ด้วยคนหนึ่ง ส่วนเรื่องที่ 2 คือการส่งกำลังบำรุง ผมได้เห็นทหารเรือแต่งชุดสีขาว มือถือตะกร้าพลาสติก (ซึ่งคงจะมีสีสันฉูดฉาด) หุ้มผ้าขาวทั้งใบ ภายในตะกร้าใส่ขวดน้ำเย็นพร้อมหลอดดูดมาเดินแจกผู้ที่อยู่ในริ้วขบวน การปฏิบัติหน้าที่เป็นระบบเป็นระเบียบสวยงามมาก รวมตลอดไปถึงการเก็บขวดน้ำคืนเมื่อดื่มเสร็จแล้วด้วยครับ ทุกอย่างฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีน่าชมเชยเป็นอย่างยิ่ง
แล้วเวลาวินาทีสำคัญก็มาถึง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในวัดราชบพิธฯเสร็จสิ้น แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับบนพระราชยานอีกครั้งหนึ่ง สรรพเสียงประโคมแซ่ซ้องสนั่นสำเนียงขึ้นพร้อมกันเหมือนกันกับเมื่อตอนเสด็จพระราชดำเนินมาถึง ผมและทุกคนนั่งอยู่ในท่าที่ตัวเองคิดว่าถนัดและเหมาะสมที่สุด ขบวนพยุหยาตราสถลมารคเริ่มยาตราต่อไป ยิ่งใกล้จะถึงตอนที่เป็นพระราชยาน สองตาก็ไม่พอที่จะแลให้ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ครบถ้วนอย่างที่ใจปรารถนา เห็นอะไรก็สวยงามอยากเพ่งอยากมองไปหมด เครื่องสูงสลับสล้าง เครื่องแต่งกายตามขนบ ริ้วขบวนตามแบบแผน ไม่รู้ว่าจะดูอะไรก่อนหลังดี ขณะที่กำลังสับสนกับภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้านั่นเอง สมองก็สั่งการให้หยุดคิดเรื่องอื่นเพราะภาพและความจริงที่กำลังเลื่อนลอยมาอยู่ตรงหน้าสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด ท่ามกลางเสียงประโคมและเสียงดุริยางค์ต่างๆ มีเสียงที่ซ้อนขึ้นมาอีกสองเสียง หนึ่งคือเสียงโบกสะบัดธงแกว่งไกวไปมาอยู่รอบตัว อีกหนึ่งคือเสียงถวายพระพรว่า “ทรงพระเจริญ” ที่ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ภาพที่ปรากฏขึ้นในคลองจักษุ คือพระราชยานพุดตานทองแวดล้อมด้วยเครื่องบรมราชอิสริยยศสำหรับพระมหากษัตริย์เจ้า ภาพที่ผมเคยเห็นมาแต่ก่อนล้วนเป็นภาพพระมหากษัตริย์ประทับบนพระราชยานที่ผู้บันทึกภาพฉายจากระดับสายตาปกติ แต่ภาพที่ผมกำลังเห็นดูต่อตาเบื้องหน้าตัวเองนั้น เป็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเป็นมุมสายตาของพสกนิกรคนหนึ่งที่หมอบกราบถวายบังคมแล้วเงยหน้ามองช้อนขึ้น พระผู้เป็นเจ้าอยู่หัวของผม สถิตอยู่บนพระราชยาน ทั้งสูงส่งทั้งงดงาม เหมือนกับการมองขึ้นไปบนเขาพระสุเมรุแล้วเห็นพระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่เบื้องบนนั้นไม่ผิดเพี้ยน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงพระมาลาเส้าสูง ทรงสง่างามเหลือเกิน พอได้สติขึ้นหน่อยหนึ่ง ผมก็รีบใช้โทรศัพท์ในมือถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ขณะเดียวกันกับที่ปากก็พร่ำร้องว่าทรงพระเจริญๆๆ พร้อมกันกับคนอื่นที่อยู่รอบตัว
ใครก็ไม่รู้เคยบอกว่า เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปรวดเร็วเสมอ เวลาประมาณใกล้ 4 ทุ่มที่ริมถนนเฟื่องนครเยื้องกับประตูทางเข้าวัดราชบพิธฯ ขณะเมื่อพระราชยานพุดตานทองผ่านหน้าผมไปก็รวดเร็วปานพริบตาอย่างนั้น รู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระราชยานนำเสด็จพระราชดำเนินไปทางซ้ายมือของผมแล้ว ตามด้วยมหาดเล็กเชิญพระแสงสำคัญหลายองค์และเครื่องพระบรมราชอิสริยยศราชูปโภค เช่น พานพระศรี พระสุพรรณศรี พระมณฑปรัตนกรัณฑ์ที่ล้วนแล้วสร้างมาแต่สมัยต้นกรุงสำหรับพระเกียรติยศเป็นที่ละลานตาพึงชม จากนั้นไปก็เป็นขบวนส่วนหลัง ประกอบด้วย วงดุริยางค์อีกหนึ่งวง ธงชัยเฉลิมพลและกองทหารตาม เมื่อสิ้นสุดขบวนเดินทั้งหมดแล้ว มีรถยนต์พระที่นั่งและรถในขบวนเสด็จพระราชดำเนินวิ่งช้าๆ เลื่อนตามกันมาเงียบๆ และปิดท้ายจริงๆ ด้วยรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่ง
เมื่อขบวนทั้งหมดผ่านหน้าเราไปแล้ว ผมจึงหันกลับมามองผู้คนที่นั่งอยู่รายรอบตัว ทุกคนมีใบหน้ายิ้มละไม เปี่ยมสุข น้องร่วมคณะของผมคนหนึ่งบอกว่า มัวแต่เฝ้าชมพระบารมี และเข้าใจความรู้สึกของแม่พลอยในเรื่องสี่แผ่นดินได้ดีเลยว่าทำไมแม่พลอยจึงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นดูละครที่ในหลวงรัชกาลที่ 6 ท่านทรงเล่น ตัวเขาเองไม่มีปัญญาจะยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายรูป พระเจ้าอยู่หัวท่านงามเหมือนพระผู้เป็นเจ้าอยู่บนสรวงสวรรค์จริงๆ เป็นพระผู้เป็นเจ้าที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมของเรา ผมฟังแล้วก็เข้าใจความรู้สึกในหัวใจของผู้พูดได้เลยทีเดียวครับ
ทุกคนที่นั่งเรียงเคียงกันมาตั้งแต่บ่าย 4 โมงจนถึง 4 ทุ่ม รวมเวลา 6 ชั่วโมง เปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นลุกขึ้นยืน ด้วยวัยที่เกษียณอายุมา 4 ปีแล้วผมไม่แน่ใจคุณภาพขาของตัวเองว่าจะเป็นอย่างไร จึงค่อยๆ ขยับร่างกายและขออาศัยมือของน้องคนหนึ่งที่อยู่ใกล้เป็นหลักยึดเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด ผมลุกขึ้นยืนได้โดยไม่มีอาการเหน็บชาหรือซวนเซแต่อย่างใด เมื่อยืนตรงได้แล้วก็ยืนนิ่งอยู่สักนาทีหนึ่ง ต่อจากนั้นก็เดินไปไหนมาไหนได้ด้วยความมั่นใจ จากตำแหน่งที่ยืนอยู่ผมเดินย้อนขึ้นไปทางด้านพลับพลาเปลื้องเครื่องเพื่อไปชมความงามของโต๊ะหมู่บูชาในนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเวลากลางคืนที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเคยชมเคยเห็นก็แต่ในเวลากลางวัน เวลานั้นท่าน
ผู้บริหารเดินทางกลับหมดแล้ว มีนิสิตเก่าของจุฬาฯคนหนึ่งที่เป็นชาววัดราชบพิธฯและคุ้นเคยกันดีกับผมยืนเฝ้ารักษาการอยู่ ผู้ที่เดินผ่านไปมาเกือบทุกคนต้องหยุดถ่ายภาพโต๊ะหมู่บูชาชุดนี้ เครื่องตั้งแต่งทั้งหมดเป็นเครื่องแก้วลายหนามขนุน พุ่มและดอกไม้ประดับโต๊ะทั้งหมดเป็นสีชมพู ซึ่งเป็นสีของมหาวิทยาลัย ด้านหน้าของชุดโต๊ะหมู่บูชามีผ้าปักข้อความถวายพระพรชัยมงคลว่า
“จิรัง รัชเช ปติฏฐาตุ ทัยยานัง วรขัตติโย”
ตามความรู้กระท่อนกระแท่นของผมพอแปลความได้ว่า “ขอพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐของชาติไทยจงได้ทรงประดิษฐานอยู่ในรัชสมบัติยั่งยืนนาน” ข้อความถวายพระพรนี้เหมือนใจผมใจเรา
ทุกคนเลยนะครับ
ก่อนกลับบ้านผมเดินย้อนเข้าไปที่โรงแรมอีกครั้งหนึ่งเพราะฝากเสื้อผ้าและข้าวของทั้งหลายไว้ที่นั่น เจ้าหน้าที่โรงแรมออกปากชักชวนว่าทางโรงแรมมีอาหารเลี้ยงผู้ที่มาเฝ้ารับเสด็จชมพระบารมีทุกคน ผมขอบคุณและเดินเข้าไปดื่มน้ำหนึ่งแก้วเท่านั้นก็เพียงพอแล้วครับ ความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจกับเหตุการณ์ที่ได้พบเห็นอาจจะเป็นสาเหตุทำให้ไม่รู้สึกหิวโหยอะไร คุณฐปนีย์ที่เมื่อช่วงบ่ายคุยกันว่าอาจจะย้อนกลับมาสัมภาษณ์ผมอีกครั้งหนึ่งว่าเมื่อได้ชมพระบารมีแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง แจ้งมาว่ายังติดภารกิจอยู่ทางวัดพระเชตุพนฯ ที่นัดกันไว้จึงขอยกเลิกไปก่อน ผมหมดห่วงแล้วก็เดินถือสมบัติทั้งหลายออกมาทางถนนราชบพิธเพื่อไปนั่งรอน้องชายขับรถยนต์จากบ้านมารับที่ฝั่งตรงข้ามวัดสุทัศน์ จุดเดียวกันกับที่เขาส่งผมลงจากรถเมื่อวันวานตอนบ่าย
เมื่อกลับถึงบ้านเวลาราว 5 ทุ่มครึ่ง ผมเปิดโทรทัศน์ดูการถ่ายทอดสดขบวนพยุหยาตราสถลมารคอยู่ตรงมุมถนนมหาราชกำลังจะเลี้ยวขวาเข้าถนนหน้าพระลาน เจ้าพระคุณของข้าพระพุทธเจ้า! จนใกล้จะเที่ยงคืนอยู่แล้วพระราชกิจก็ยังไม่เสร็จสิ้น ผมเคยได้อ่านพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายว่าการประทับบนพระราชยานไม่ใช่เรื่องง่ายเรื่องสนุกเลย เพราะที่ประทับแคบมาก ต้องทรงระวังรักษาพระอากัปกิริยาอยู่ตลอด เวลาเดียวกันภาพที่ได้เห็นในจอโทรทัศน์ก็ทำให้ผมตระหนักว่าผู้ที่เฝ้ารับเสด็จชมพระบารมีอยู่ก็ไม่มีใครท้อถอยเหมือนกัน ภาพมุมสูงจากโดรนทำให้เห็นสีเหลืองซึ่งเป็นสีของเสื้อผ้าที่ทุกคนสวมใส่งดงามเหมือนผ้าสีเหลืองผืนใหญ่ปูลาดเต็มพื้นที่บาทวิถีทั้งสองข้างทางเสด็จฯจนอีกไม่กี่นาทีจะล่วงเข้าวันใหม่แล้ว การถ่ายทอดจึงยุติลง และเป็นการเสร็จสิ้นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทางสถลมารคที่จะอยู่ในหัวใจและอยู่ในความทรงจำของผมพร้อมกับคนไทยอีกจำนวนมหาศาลไปอีกนานแสนนาน
ขอพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐของชาติไทยจงได้ประดิษฐานอยู่ในรัชสมบัติยั่งยืนนาน เทอญ

