หน้าแรก บทความ เลื่อนปฏิทินง...

เลื่อนปฏิทินงบปี’63 กระทบหรือไร้ปัญหา

29.05.19 | 12:30 น.

หมายเหตุ ความเห็นกรณีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2563 จะประกาศใช้ล่าช้าออกไปประมาณ 2-3 เดือน โดยออกประมาณเดือนมกราคม 2563 เนื่องจากต้องรอรัฐบาลใหม่ จะส่งผลกระทบหรือไม่

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

งบประมาณประจำปีของปี 2563 ที่ล่าช้ากว่ากำหนดนั้น เบื้องต้นผลกระทบในประเทศไทยน่าจะเป็นเรื่องการกระจายรายได้ เนื่องจากเรื่องในประเทศ การเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ส่วนใหญ่จะใช้กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างโครงการต่างๆ ทำให้มีเม็ดเงินกระจายไปในหลายภาคส่วน เพราะเกิดการจ้างงาน พอเกิดการจ้างเงินก็จะมีการใช้เงินเพื่ออุปโภคบริโภคมากขึ้น จะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัวได้

เชื่อว่าคงไม่ได้เกิดผลกระทบอะไรมากนัก ถึงแม้จะล่าช้ากว่ากำหนดการเดิม เนื่องจากข้าราชการประจำกระทรวงหรือหน่วยงานราชการต่างๆ มีการเตรียมพร้อมตามแผนงานไว้หมดแล้ว รอแค่ให้มีคำสั่งเข้ามาเท่านั้น น่าจะพร้อมดำเนินการทุกอย่างต่อไป เมื่อมีการอนุมัติออกมาแล้วก็จะทำให้สามารถเดินหน้าได้โดยไม่ต้องรอ เพราะแผนงานที่เตรียมกันไว้ถึงแม้จะมีนักการเมืองจากพรรคที่ได้จัดตั้งรัฐบาลเข้าไปประจำในแต่ละกระทรวง เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะคงต้องมีความเห็นคล้อยตามกัน เนื่องจากเป็นแผนที่เตรียมกันมาตั้งแต่ต้นก่อนแล้ว ทำให้เป็นความต่อเนื่องของการทำงาน เพราะว่าช่วงที่จะได้รับตำแหน่งทางการเมืองก็คาดว่าจะใกล้กับช่วงที่ต้องมีการอนุมัติงบประมาณประจำปี จึงคิดว่าน่าจะทันกันพอ

หากเกิดกรณีที่ต้องล่าช้าออกไปอีก 2-3 เดือน มองว่าจะทำให้เศรษฐกิจเกิดการชะงักอย่างแน่นอน ในขณะนี้ไทยคาดหวังที่จะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในรูปแบบต่างๆ เพราะตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปเศรษฐกิจไทยต้องมีตัวช่วยเข้ามาช่วยตลอด เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ดีจนส่งผลกระทบมาถึงเศรษฐกิจไทย ทำให้หากปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ช่วยเรื่องเศรษฐกิจพื้นฐาน ก็จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าช้าไปอีกหนึ่งก้าว และแก้ปัญหาในประเทศได้ยากขึ้น แต่ก็ยังเชื่อว่าไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ต้องเข้าใจและเห็นความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ พร้อมกับเร่งขับเคลื่อนประเทศต่อไป
แน่นอน

Advertisement

ตอนนี้ขอแค่ทีมบริหารของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำงานต่อนั้น ทำงานด้วยความเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีศักยภาพก็พอ ครั้งนี้รัฐบาลมาจากหลายพรรคการเมือง ทำให้อาจจะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่ถ้าสามารถบริหารงานร่วมกันได้ นึกถึงประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เพราะความคิดเห็นแตกต่างกันมันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ถ้านึกถึงประโยชน์ของชาติมาก่อน ก็จะทำให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์กับทุกคนอย่างแท้จริง รวมทั้งอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับเอกชนด้วย เพราะเอกชนเป็นฝ่ายที่ต้องสัมผัสกับเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง ทำให้อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน หากสามารถทำงานด้วยกันได้อย่างดี ก็เชื่อว่าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ไม่ช้าอย่าง
แน่นอน

สมชัย จิตสุชน
ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ

กรณีสำนักงบประมาณจะเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 อาจจะล่าช้าออกไป 2-3 เดือนนั้น จะมีผลกระทบต่อการใช้งบประมาณในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่จะออกมาหรือไม่นั้น ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะใช้งบกลางปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ หากเป็นก่อนหน้านี้อาจจะใช้เงินนอกงบประมาณได้ แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ปิดช่องว่างจุดนี้ไปแล้ว หรือความเป็นไปได้ รัฐบาลอาจจะส่งผ่านนโยบายการคลังโดยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านธนาคารของรัฐแทน แต่ต้องติดตามจะดำเนินการได้มากน้อย
อย่างไร

ปัจจุบันกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐเข้ามาบังคับใช้ ทั้งนี้ จะกระทบด้านการลงทุน โดยเฉพาะงบลงทุนย่อยๆ และงบลงทุนขนาดเล็กของท้องถิ่นที่อาจจะออกมาไม่ได้ แต่ในส่วนงบลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โครงการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) หลายโครงการได้มีการลงนามและเซ็นสัญญาไปแล้วซึ่งการเบิกจ่ายน่าจะเป็นไปได้ตามปกติ ส่วนจะใช้นโยบายการเงินเข้ามาช่วยนั้น มองว่านโยบายการเงินจะมีส่วนช่วยได้ไม่มากนัก เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว

ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2562 ยังไม่น่าไว้วางใจ เพราะตัวเลขไตรมาสแรกออกมาแย่ ต้องติดตามแนวโน้มช่วงที่เหลือ ซึ่งไตรมาสที่สองจะเป็นไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2562 ส่วนงบปี 2563 หากล่าช้าออกไปในช่วง 3 เดือน หรือราว 1 ไตรมาส อาจไปเร่งเบิกจ่ายในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณได้ แต่ที่ต้องจับตาคือ กรณีงบประมาณล่าช้า ออกมาพอดีกับช่วงปลายปีซึ่งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และมีความเสี่ยงที่อาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้น

จากผลสงครามการค้าที่ขยายวงจากเทรดวอร์ไปสู่เทควอร์และเข้าสู่ภาวะสงครามเย็น และประเด็นสำคัญ คือ เสถียรภาพของรัฐบาล หากจัดตั้งได้ แต่อาจจะอยู่ได้เพียง 6 เดือน และต้องมีการเลือกตั้งใหม่ จะมาประจวบเหมาะช่วงปลายปีพอดี อาจจะยิ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยแต่เป็นเรื่องคาดเดาได้ยากว่าภาพจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้หวังเห็นภาพรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจนก่อน

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

หากรัฐบาลจะเลื่อนการใช้งบประมาณปี 2563 ออกไปอีก 2-3 เดือน จากวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2563 ควรให้รายละเอียดที่ชัดเจน เพราะเป็นเรื่องสำคัญ จะมีคำถามตามมาว่าแล้วช่วง 2-3 เดือนที่ว่างเว้นนั้น รัฐบาลจะใช้งบประมาณส่วนไหนในการดำเนินการทั้งการจ่ายเงินเดือนประจำ และการขับเคลื่อน
โครงการต่างๆ

การเลื่อนดังกล่าวยอมรับว่าสร้างความกังวลให้กับภาคเอกชน อาจทำให้การใช้งบประมาณในด้านต่างๆ มีปัญหา สะดุดหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันงบประมาณของภาครัฐมีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี (ตุลาคม-ธันวาคม 2562) ที่จำเป็นต้องมีการเบิกจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่หากการใช้งบประมาณเพื่อการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจ มีการเบิกจ่ายล่าช้าออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2562 อาจทำให้ช่วงปลายปีเศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับไทยกำลังประสบกับปัญหาจากเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่กระทบต่อการส่งออก โดยเดือนเมษายน 2562 การส่งออกลดลง 2.57% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2561 โดยมูลค่าต่ำสุดในรอบ 2 ปีนับจากเดือนเมษายน 2560 และติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 นับจากเดือนมีนาคม 2562 ที่ติดลบ 4.88% ขณะที่การส่งออกช่วง 4 เดือน (มกราคม-เมษายน 2562) ลดลง 1.86%

นอกจากนี้จากการศึกษาของคณะทำงานศึกษาผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ของ ส.อ.ท.พบว่า สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง จึงคาดว่าปี 2562 ส่งออกของไทยจะปรับตัวลดลงเหลือ 0-1% จากที่เคยตั้งเป้าไว้ 3-5% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) จะอยู่ที่ 3.4-3.5%

ธนวรรธน์ พลวิชัย
ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย

ในเรื่องของงบประมาณประจำปี 2563 ที่ออกล่าช้าไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เชื่อว่ากระทรวงการคลังมีการจัดทำงบประมาณไว้เรียบร้อยแล้ว ก็เหลือเพียงเสนอเข้าวาระที่ 1 ของสภา เมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว กระทรวงการคลังจะทำหน้าที่เสนอให้ ครม.ในเดือนกรกฎาคมนี้ ต่อด้วย ครม.นำเสนอในเดือนสิงหาคม วาระที่ 2 และ 3 อาจต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณางบประมาณ คาดว่าออกภายในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2562

ระหว่างที่รองบประมาณใหม่ งบรายจ่ายประจำก็ใช้รายจ่ายเดิม งบลงทุนก็ใช้งบผูกพันเดิม ไม่ถือว่ากระทบมาก แต่แน่นอนว่าเมื่องบประมาณออกมาล่าช้ามีกระทบต่อการกระตุ้นต่อเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลจะใช้เงิน ยังไม่รู้ว่างบกลางจะได้อนุมัติเท่าไหร่ การออกมาตรการกระตุ้นใหม่ๆ มา อาจไม่ง่าย เช่น การจะใช้วงเงินระดับประมาณแสนล้านบาท กระทรวงการคลังจะต้องรู้ว่ากรอบงบกลางมีเท่าไหร่ แต่เมื่อรู้กรอบงบประมาณที่แน่นอนก็จะสามารถดำเนินการได้ เมื่องบประมาณออกมา หากเป็นในลักษณะนี้คาดว่าจะไม่มีผล
กระทบแต่อย่างใด หากมีการล่าช้าในสภา แล้วทำให้งบประมาณไม่สามารถออกมาได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นมีปัญหาแน่นอน

การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ นอกเหนือจากการกระตุ้นด้วยงบประมาณแล้ว สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการปรับลดค่าเงินบาทให้อ่อนตัวลง ประเทศไทยมีการเสริมเรื่องดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้ว เพราะไทยยังไม่มีเหตุผลที่ต้องลดดอกเบี้ย เรื่องนี้สามารถช่วยภาวะเศรษฐกิจได้ รวมถึงสนับสนุนให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ปล่อยสินเชื่อภายใต้สภาพคล่องที่ตึงตัว เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจถูกพยุงตัว และในเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยต้องดูแลตลาดด้านการท่องเที่ยว ความปลอดภัย โปรโมตให้ไทยมีความคุ้มค่าในการท่องเที่ยวก็เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะนักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น

ส่วนเรื่องของการส่งออกอย่าให้ติดลบเยอะ ทำค่าเงินบาทให้อ่อน และอำนวยความสะดวกในเรื่องของหน้าด่าน เช่น การค้าชายแดน ช่วยในเรื่องของขั้นตอนการขอส่งออกจะทำให้คล่องตัวมากขึ้น และให้ทูตพาณิชย์ช่วยทำตลาดสินค้าของไทย โดยไม่เจาะตลาดที่มีความผูกพันที่ดี อาทิ สหรัฐ เวียดนาม และอินเดีย เป็นต้น คือต้องเจาะตลาดที่เข้มแข็งเหล่านี้มากขึ้น รวมถึงอาศัยช่องทางที่สินค้าจีน อาจจะเข้าไปบางพื้นที่ไม่ได้ไทยก็สามารถเข้าไปทำการตลาด โดยดำเนินการผ่านทูตพาณิชย์ หรือทูตเศรษฐกิจทั่วไป

ส่วนภาคการส่งออกในปีนี้น่าจะติดลบ เพราะว่าเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนติดลบ และบรรยากาศเศรษฐกิจโลก ยังมีความกังงวลในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งความน่าจะเป็นที่ส่งออกมีโอกาสติดลบสูงกว่า 50% หรือการส่งออกในปีนี้มีโอกาสติดประมาณ 1.5% ซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์ว่าการเจรจากันระหว่างจีนกับสหรัฐในการประชุม G20 ในเดือนมิถุนายนนี้จะมีความคลี่คลายหรือไม่