รื่นร่มรมเยศ : คนดี‘ผี’ยังเกรง : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

ลืมบอกท่านผู้อ่านไปว่า คำว่า “ผี” บางครั้งเราใช้เรียกเทวดาด้วย ดังคำว่า…คนดีผีคุ้ม หรือคนดีผีรัก เป็นต้น หัวเรื่องของผมว่าคนดี “ผี” ยังเกรง “ผี” ที่ว่านี้ผมหมายถึงเทวดาครับผม

เทวดาที่หน้าตาเป็นยังไง ผมก็ไม่เคยเห็น เคยอ่านเรื่องพระกรรมฐานที่มีสมาธิจิตสูง ท่านสามารถติดต่อกับเทวดาได้ เทวดามาฟังธรรมจากท่าน อะไรเหล่านี้ อ่านแล้วสนุกดี แต่ก็ไม่มีท่านใดพูดถึงรูปร่างหน้าตาของเทวดาให้ฟัง

เทวดาในความรับรู้ของพวกเราก็เป็นอย่างที่เห็นๆ ตามผนังโบสถ์นั่นแหละครับ นุ่งน้อยห่มน้อย บ้างก็เปลือยอก “ท็อปเลส” เห็นดอกบัวบานถนัดตาเชียว แม้กระทั่งเทวดาเพศชาย (เทพบุตร) ก็รูปร่างอ้อนแอ้นอรชรแทบจะเดินไม่ไหว

พูดถึงเทวดาแก้ผ้า ขอแวะตรงนี้หน่อยครับ เพราะเกิดนึกถึงเรื่องราวของวัดที่ผมเคยบวชเรียนขึ้นมา มีประวัติน่าสนใจ

ที่วัดทองนพคุณ แถวปากคลองสาน มีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยสดงดงามมาก ว่ากันว่าเจ้าอาวาสคือพระครูกสิณสังวร ซึ่งเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับขรัวอินโข่ง ศิลปินพระชื่อดังเป็นผู้เขียนไว้ ในหลวงรัชกาลที่ 4 เสด็จไปทอดกฐิน ทอดพระเนตรเห็นเข้า ทรงพอพระทัยตรัสชมเชยท่านวาดภาพว่าฝีมือเยี่ยม จะเลื่อนสมณศักดิ์ให้เป็นเจ้าคุณพระญาณรังสี

ครั้นทอดพระเนตรเห็นรูปเทวดาแก้ผ้าอาบน้ำตรงผนังหน้าพระประธานพอดี ทรงตำหนิว่าไม่สมควรเขียนภาพโป๊อย่างนี้ แม้จะเทวดาโป๊ก็ตาม

พระครูกสิณสังวรเลยอดได้เป็นพระเจ้าคุณ จนกระทั่งมรณภาพ เพราะเทวดาแก้ผ้าเป็นเหตุแท้เชียว

เทวดามีหลายชั้น (มีโอกาสจะเล่าให้ฟังภายหลัง) ชั้นต่ำสุด เรียกว่า “ภุมมเทวดา” (เทวดาอยู่ตามพื้นดิน) หรือที่เราเรียกว่า “พระภูมิ” นั่นแหละ

พระภูมินี้ในความรู้สึกของคนไทยแกมีสถานภาพสองอย่างในตัวซึ่งตรงกันข้ามกันคือ ด้านหนึ่งแกเป็นผีที่น่าสงสาร พึ่งตัวเองไม่ได้ แม้กระทั่งที่อยู่ก็ไม่มีปัญญาหาที่อยู่เอง ต้องอาศัยคนช่วยจัดหาให้ จึงเกิดมีธุรกิจ “จัดสรรที่พระภูมิ” กันขึ้นเป็นล่ำเป็นสัน

คนที่มีอาชีพสร้างศาลพระภูมิก็ดี คนทำพิธีตั้งศาลพระภูมิก็ดี มีบ้านใหญ่ๆ อยู่ ขี่รถคันโก้ๆ ไปตามๆ กัน

อีกด้านหนึ่งพระภูมิแกมีอานุภาพปกป้องอันตรายให้แก่คนได้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ด้านนี้มีจริงหรือไม่ ไม่มีใครยืนยันแน่นอน

หรือเพียงแต่คิดเอาว่าแกคงศักดิ์สิทธิ์แน่ๆ เพราะแกเป็นเทวดาอยู่แล้ว เพราะคนเราคิดเช่นนี้ จึงหาหมูเห็ดเป็ดไก่มาประเคนให้พระภูมิแกกินอย่างอิ่มหมีพีมัน

ความจริงผู้อิ่มก็คือคนนำของไปเซ่นต่างหาก เพราะพระภูมิแกกินไม่ได้ จึงมักมีคำพูดล้อกันในหมู่คนไทยว่า

“ทำบุญเสียเปล่า ไหว้เจ้าได้กิน”

คนไทยไหว้พระภูมิหรือเทวดาในฐานะที่เทวดาสูงกว่ามนุษย์มีอิทธิฤทธิ์หรือมีอำนาจเหนือมนุษย์ สามารถบันดาลอะไรให้มนุษย์ ทั้งหมดนี้เกิดจาก “ความคิด” คือคิดเอาเองว่าเทวดาก็เป็น “สัตว์” ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดเหมือนมนุษย์เรานี่เอง ไม่ได้แตกต่างอะไร ยังมีทุกข์มีสุขตามประสาสัตว์โลก

เทวดาจะดีกว่าคนอยู่หน่อยก็ในด้านมีความสุขทิพย์ มีอายุทิพย์

แต่ก็ด้อยกว่ามนุษย์ตรงที่มนุษย์มีความยับยั้งชั่งใจมากกว่ามีโอกาสดีกว่า คือมีโอกาสบำเพ็ญความดีเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ เทวดาไม่มีสิทธิเป็นพระอรหันต์ ถ้าอยากเป็นก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์

เทวดากินแต่บุญเก่า ไม่มีโอกาสสร้างบุญใหม่

มนุษย์กินทั้งบุญเก่าและมีโอกาสสร้างบุญใหม่ในโลกมนุษย์

เห็นหรือยังครับว่ามนุษย์นั้นดีกว่าเทวดาอย่างไร การที่เราสร้างศาลให้พระภูมิอยู่ก็ดี นำอาหารไปให้ก็ดี ทำไปเถอะครับ ทำในฐานะที่เราเป็นผู้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนอื่น สัตว์อื่น อันแสดงถึงคุณธรรมของมนุษย์เรา ทางพระท่านเรียกว่า “เทวตาพลี”

แต่ไม่ต้องไหว้วอนขอให้เทวดาแกช่วยคุ้มครองป้องกัน ถ้าเทวดาแกมีน้ำใจ แกก็จะตอบแทนเราเท่าที่แกทำได้ เช่น ช่วยปกป้องรักษาภัยที่มองไม่เห็นให้เรา เป็นต้น

ไม่ต้องขอหวยขอเบอร์จากเทวดาแกดอก แกเล่นหวยไม่เป็น เลขล่าง เลขบน โต๊ดไม่โต๊ด เทวดาแกไม่รู้ดอกครับ

เรามาทำความดีกันมากๆ ทำบุญทำทานตามคติพระพุทธศาสนาสะสมบารมีธรรมไว้มากๆ ทุกอย่างจะดีเอง คนดีมีศีลมีธรรม ภูตผีเทวดาก็เกรงกลัว ดังท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐดีเป็นตัวอย่าง

ท่านผู้นี้ทำบุญทำทานมากมายตลอดชีวิตของท่าน ทำจนทรัพย์สินเงินทองร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ เทวดาที่อาศัยอยู่ซุ้มประตูกลัวเศรษฐีจะยากจนเพราะการให้ทานมากมาย จึงมาปรากฏตัวกล่าวห้ามปราม เศรษฐีรู้ว่าเป็นเทวดาจึงไล่ตะเพิด ไม่ยอมให้อยู่บริเวณบ้าน

เทวดาไม่มีที่อยู่ ไปขอร้องให้พระพุทธเจ้าช่วยเหลือ พระองค์แนะให้ขอขมาเศรษฐีเสีย แกจึงกลับมาขอขมาเศรษฐี เศรษฐีจึงอนุญาตให้อยู่ที่ซุ้มประตูตามเดิมแถมสั่งสอนอีกด้วย

“เวลาเห็นคนอื่นทำดี คนทั่วไปเขายังยินดีอนุโมทนา ท่านเป็นถึงเทวดาที่ใครๆ คาดหวังว่ามีคุณธรรมยิ่งกว่าคน ทำไมจึงไม่รู้จักอนุโมทนาบ้าง ต่อไปท่านอย่าทำเช่นนี้อีก”

เทวดาแกหน้าจ๋อย รับอ่อยๆ ว่า

“จ้ะ ถ้าต่อไปข้าพเจ้าทำเช่นนี้อีก จะลาออกจากตำแหน่งเทวดาทันที พาเมียเหาะข้ามเขาหนีไปอยู่ต่างประเทศเลย หนีจริงๆ ไม่ใช่แค่ฝันเหมือนคราวก่อน” (ฮิฮิ)

บทความก่อนหน้านี้คนกับปลาทอง : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร
บทความถัดไปโหด! เชือดคอสาวใหญ่ดับคาห้องเช่า ตำรวจเร่งล่าตัวสองหนุ่มมาติดพันสอบปากคำ