คนกับปลาทอง : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

ผู้เขียนเคยได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง “ชีวิต” เป็นหนังสือที่ให้คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า คนเราเกิดมาทำไม อยู่ไปเพื่ออะไร อะไรคือเป้าหมายของชีวิต ผลลัพธ์ของชีวิตคืออะไร ได้แล้วอย่างไรต่อ แล้วอยากได้อะไรอีก พอหรือยัง? สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ วงเวียนชีวิตที่ไม่สิ้นสุด นานาทรรศนะที่ให้ความเห็น ให้ข้อเสนอแนะ สิ่งที่แน่แท้ คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าของเรา แต่ในคนปุถุชนที่เป็นนักวิชาการสาขาต่างๆ ทั่วโลกเสนอทรรศนะออกมาน่ารับฟังและศึกษาเพื่อให้เกิดประเทืองปัญญา อาทิ อาจารย์หวัง หงเลี่ยง แห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว ประเทศจีน ท่านให้ข้อคิดคลาสสิกมากๆ ผู้เขียนคิดว่าเป็นสิ่งดีควรแก่การบอกเล่ากัน

“เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร : สังคมสับสนวุ่นวาย จิตใจคนที่ยากแท้หยั่งถึง ความผูกพันที่ไม่อาจปล่อยวาง สุขทุกข์ไม่จบสิ้น หนทางยากลำบากที่ไม่รู้จบ ความเบื่อหน่ายที่ไม่จบสิ้น วันวานที่ไม่อาจลืม วันนี้ที่แสนจะวุ่นวาย วันพรุ่งนี้ไม่อาจจะคาดเดา สุดท้ายไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อใด นี่คือ…ชีวิตของเรา

“ดังนั้น ไม่ว่าจะเหนื่อยจะยุ่งวุ่นวายเท่าไร อย่าลืมที่จะรักตัวเอง ทำเพื่อตัวเองบ้าง ใช้เงินบ้าง เมื่อมีโอกาส ต้องไม่ลืมที่จะดูแลตัวเอง ชีวิตคนเราก็เหมือนสภาพอากาศพยากรณ์ได้ แต่มักมีสิ่งเหนือความคาดหมายไม่ว่าจะสุขสดใส หรือเศร้าหมอง จิตใจที่เป็นสุข คือ ทรัพย์สมบัติที่ไม่อาจจะแย่งไปได้

“ทำทุกวันให้ดีที่สุด ดูแลร่างกายหนึ่งเดียวของเรา คือ การดูแลรักษาที่ดีที่สุด นิ่งเมื่อประสบความสำเร็จ อดทนเมื่อล้มเหลวปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามวาสนา คือ การใช้ชีวิตอย่างฉลาดปราดเปรื่อง

“เราทุกคนต่างมีข้อเสีย ดังนั้น ควรให้อภัยแก่กันและกัน ขณะเดียวกันทุกคนล้วนมีข้อดี ดังนั้น ควรชื่นชมซึ่งกันละกัน ทุกคนล้วนมีนิสัยส่วนตัว ดังนั้น ควรให้อ่อนข้อให้กันและกัน ทุกคนล้วนแตกต่างกัน

“ดังนั้น ควรยอมรับซึ่งกันและกัน ทุกคนล้วนมีเรื่องเศร้าเสียใจ ดังนั้น จึงควรปลอบโยนซึ่งกันและกัน คนล้วนมีความสุข จึงควรแบ่งปันซึ่งกันและกัน เพราะมีบุญวาสนาจึงได้มาพบกัน

“ดังนั้น ขอให้ทุกคนถนอมจิตใจทุกคนในครอบครัว เพื่อนฝูง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆ วัน

“10 ปี หลังจากนี้ หากเรายังรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ยังสามารถไปท่องเที่ยวยังที่ต่างๆ ออกกำลังกาย เต้นรำ ลูกๆ ของพวกเราก็คงจะต้องพูดว่า พ่อและแม่นี้เป็นคนฉลาด!

“ตลอดชีวิตของคนเรามีสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด 2 เรื่อง ข้อหนึ่ง : อบรมเลี้ยงดูบุตรหลานไม่ให้เป็นภาระสังคม ข้อสอง : ดูแลตนเองให้ดี อย่าให้เป็นภาระบุตรหลาน

“ผ่านไปอีกไม่กี่ปี พวกเราต้องจากไป ‘หากจะพูดถึงโลกนี้ พวกเราล้วนไม่มีความหมาย’ เราต่อสู้ดิ้นรนมาทั้งชีวิต เอาอะไรไปไม่ได้ เรายึดมั่นมาทั้งชีวิต ล้วนไม่อาจนำติดตัวไป’ เกิดมาชาตินี้ไม่ว่ายากดีมีจน สูงศักดิ์เพียงใดล้วนต้องเดินมาจนถึง… ‘สุดท้าย’ เมื่อตายจากไป หันกลับมามอง

ว่า…ตลอดชีวิตของเราล้วนเป็นความว่างเปล่าจริงๆ

“ดังนั้น นับแต่บัดนี้เราต้องตั้งใจ ‘…ใช้ชีวิต’ มีความสุขกายสบายใจในทุกวัน…เจริญรุ่งเรืองเท่าไหร่ช่วงพริบตาเดียวต่างล้วนตกไป อันยศสูงศักดิ์มงกุฎที่ใส่เมื่อหมดเวลาก็ต้องกระเด็นไปตามกาลเวลา…หาประโยชน์ไม่ได้

“จงทำดีต่อทุกๆ คน เพราะไม่มี…ชาติหน้า ‘ชีวิตหนึ่งสั้นนัก คนเคยสัญญากันไว้ว่าจะอยู่ร่วมกันตลอดไป แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปหรือเช่นเพียงอดีต ‘สัญญากันไว้ว่าจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป เดี๋ยวเดียวกลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่คุ้นเคย’ บางคนนัดกันไว้ว่าพรุ่งนี้พบกัน แต่พอตื่นขึ้นมาพบว่าอยู่คนละโลก

“ดังนั้น เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่อย่าพลาดโอกาสในการที่จะได้พบกับคนรัก

“เพื่อนที่ร่วมสู้กันมา เพื่อนนักเรียน หรือเพื่อนร่วมงานรักกันเมื่อยังมีโอกาสโอบกอดกันเมื่อยังทำได้

“อย่าปล่อยมือที่จูงกันมา ไปเที่ยวเล่นเมื่อยังสามารถทำได้ ดูแลเอาใจใส่คนรอบกาย อย่าโกรธกันอย่างง่ายๆ โดยไม่มีเหตุผล

“ความเข้าใจกัน คือ ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดอย่าปล่อยให้ชีวิตเต็มไปด้วย… ‘ข้อสงสัย’ อย่าละเลย “คนที่คุณรัก”

“ไม่มีคนโง่ที่สุด มีแต่คนแกล้งโง่เพื่อคุณให้อภัยคุณ เพราะไม่ต้องการเสียคุณไป

“เมื่อได้ประโยชน์จงอย่าลืมที่จะเปิดโอกาสให้ผู้อื่น เมื่อมีเหตุผลอย่าลืมที่จะให้อภัยคนอื่น

“เมื่อเก่งกว่า อย่าหัวเราะเยาะคนอื่น เก่งเกินไปมีแต่คนรังเกียจ จู้จี้จุกจิกเกินไปมีแต่คนรำคาญ เย่อหยิ่งเกินไปมีแต่คนหลีกหนี

“เราเกิดมาในโลกนี้ล้วนแต่ว่างเปล่า ทำไมจึงต้องมาหมกมุ่นกับทุกสิ่งทุกเรื่อง ไม่อาจปล่อยวาง พูดมากไปทำร้ายคนอื่น เคียดแค้นเกิน ทำร้ายจิตใจ ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำร้ายจิตใจ นั่นคือ… ‘การปล่อยวาง’

“ชั่วชีวิตนี้ขอเพียงรู้จักปล่อยวาง เป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำเรื่องละอายใจ

“โลกนี้ล้วนมีเหตุขัดแย้งมากมาย เอาชนะแล้วสูญเสียศรัทธาผู้คน

“ผลประโยชน์โลกนี้มากมาย พอเพียงก็พออย่าเห็นผลประโยชน์มีค่ามากกว่า ‘สัมพันธ์‘

“ใจเป็นสุข วันเวลาก็ผ่อนคลายเป็นตัวของตัวเอง ชีวิตนี้ยังมีค่า !

“คิดมากไปทำให้กังวล ใส่ใจมากไปความคิดจะถูกครอบงำ มุ่งหวังมากไปก็จะเป็นทุกข์

“ดูแลทะนุถนอมคนที่อยู่ข้างกายเพราะเราไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกหรือไม่ในชาติหน้า (ซึ่งอาจไม่มี)

“รู้จักหาความสุขกับปัจจุบัน เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะตาย

“เรียนรู้ที่จะมีความสุขในทุกๆ วัน เพราะมีเพียงแต่…วันนี้เท่านั้นไม่มีชาติหน้า”

ขอมอบเรื่อง “ชีวิตดีๆ” นี้แด่คนในครอบครัว นักเรียน เพื่อนร่วมงาน สหายผู้ร่วมรบ พวกพ้องน้องพี่ทั้งหญิงและชาย ญาติโกโหติกา…คนที่รักผมและคนที่ผมรัก…

อุปมาอุปไมยว่า…มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้เหมือน “ปลาทอง” ที่ว่ายอยู่ในตู้ว่ายวนเวียนไปมาไม่รู้จบ จะไม่สามารถหลุดพ้นจากตู้ได้ นอกจาก “ความตาย” หรือ “หลุมศพ” นั่นเอง

มนุษย์ทุกชีวิตที่เกิดในโลกใบนี้ ก็จะต้องว่ายวนเวียนด้วยการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของแน่นอนที่สุด “แล้วทำไม”…จึงจะต้องมากลั่นแกล้งกัน ทะเลาะกัน เกลียดชังกัน อิจฉาริษยากัน อาฆาตกัน จองเวรกัน แตกแยกเพื่ออะไร? ทำไมจึงไม่…อภัยให้กันและกัน ทำให้เกิดสุข จะได้สงบไม่กลุ้มใจ ทำให้ประสาทไม่ตึงเครียด

ดังนั้น เรามาร่วมกันหันหน้าเข้าหา “ธรรมะ” เพื่อจะได้จิตสงบ สบายคลายทุกข์และจะได้ละโลภ โกรธ หลง เพื่อตัดกิเลส พวกอยากดัง อยากเด่น อยากรวย อยากสวย อยากใหญ่โต อยากได้เกียรติยศ ล้วนแต่เมื่อได้แล้วไม่จีรังยั่งยืนตลอดไป เมื่อได้แล้วถึงเวลาก็เสื่อมได้เช่นกัน

ดังนั้น จงปลงเสียเถิดแล้วจะอยู่อย่างสุขสบายกาย โดยรีบสร้างความดีตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้คงไม่มีเวลาสร้าง

ท้ายสุดนี้ผู้เขียนเองเชื่อว่าแฟนๆ มติชน คงเห็นพร้อมกันด้วยว่า “พระพุทธศาสนาเป็นของจริงของแท้ที่เรายึดมั่นเป็นหลักชัยแห่งชีวิตได้” ยิ่งมีการปฏิบัติธรรม ทั้ง…ทาน ศีล ภาวนา สม่ำเสมอ ความสุขความเจริญเกิดขึ้นแก่ตนแน่อย่าสงสัย การรวยทรัพย์สินเงินทองไม่ได้ก่ออานิสงส์ ไม่เท่ากับรวยบุญรวยกุศล ซึ่งจะตามติดวิญญาณทุกภพทุกชาติไปด้วย การมีลาภยศศักดิ์ใหญ่โตเพียงใดก็เสื่อมได้

ชีวิตคนกับชีวิต “ปลาทอง” มีเกิดท้ายสุดก็ตายเช่นกัน “ชีวิตคน” ดีกว่า “ชีวิตปลาทอง” ที่ว่า “คน” เป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่า เรามีเครื่องมือที่ช่วยจรรโลงให้เรายึดมั่นเป็นหลักชัยเป็นของจริงของแท้ นั่นคือ “พระพุทธศาสนา” ด้วยการปฏิบัติธรรม… “ทาน ศีล ภาวนา” เป็นยาวิเศษเป็นวัคซีนชีวิตที่ดี ที่ประเสริฐที่สุด หาที่ไหนไม่มีอีกแล้ว ถ้าอยากได้ต้องทำเอง ไงเล่าครับ

บทความก่อนหน้านี้ครบรอบ 1 ปีช่วย 13หมูป่าฯติดถ้ำหลวง จัดกิจกรรมควบม้า-ปั่น-วิ่ง หาทุนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน
บทความถัดไปรื่นร่มรมเยศ : คนดี‘ผี’ยังเกรง : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก