หลักธรรมสำหรับผู้ปกครองบ้านเมือง : โดย กลิ่นบงกช

จริยธรรมของรัฐบาลเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ คนไหนถูกใจก็บอกว่าดี ถูกต้อง คนไหนไม่ถูกใจก็บอกว่า ไม่ดี ไม่ถูกต้อง คำดังกล่าวนี้เป็นคำอภิปรายของผู้แทนจากพรรคพลังประชารัฐในวันเลือกนายกรัฐมนตรี คำอภิปรายดังกล่าว อาจไม่ตรงตามที่ผู้แทนคนนั้นกล่าว แต่ก็น่าจะได้ใจความของถ้อยวลีนั้น ฟังแล้วคิดว่าต้องนำหลักธรรมที่พระพุทธองค์วางไว้ให้ผู้ปกครองบ้านเมืองปฏิบัติมาเปิดเผย

ทั้งนี้เพื่อให้นักการเมืองที่นับถือพระพุทธองค์ได้มองเห็นหลักธรรมชัดๆ เมื่อปฏิบัติผิด จะมองเห็นชัดทันที ในการนี้จะได้ยกหลักธรรมและยกการปฏิบัติที่ผิดของผู้เป็นรัฐบาลให้เห็นอย่างประจักษ์ เริ่มต้นนี้ จึงขอนำหลักธรรมที่พระพุทธองค์วางไว้ เพื่อให้ผู้ปกครองเป็นที่รักของประชาชนเป็นอันดับแรกก่อน หลักธรรมดังกล่าวนั้น ชื่อ ราชสังคหะ

คำว่าราชสังคหะ แปลว่า หลักผูกใจประชาชนของผู้ปกครองบ้านเมือง (ขอแปลคำว่าราชาว่าผู้ปกครองบ้านเมือง)

หลักธรรมนี้มี 5 ประการ คือ หนึ่ง อัสสเมธะ หาช่องทางช่วยเหลือราษฎรทางการเกษตร สอง ปุริสเมธะ รู้วิธีการผูกใจราษฎร สาม สัมมาปาสะ มีอัธยาศัยหน่วงนำให้ประชาชนรัก สี่ วาชเปยยะ พูดวาจาเป็นที่ดูดดื่ม ห้า นิรัคคฬะ ปกครองบ้านเมืองปราศจากโจร หลักธรรมดังกล่าวหาอ่านได้ในหนังสือปรัชญาการเมืองของโลกตะวันออก phi 42o3 หน้า 267 มีจำหน่ายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ในหลักธรรมทั้ง 5 ประการนั้น จะกล่าวเฉพาะบางข้อที่ผู้ปกครองบ้านเมืองทำไปสดๆ ร้อนๆ ข้อแรกที่จะกล่าวคือ ข้อที่ว่า ผู้ปกครองบ้านเมืองควรพูดวาจาเป็นที่ดูดดื่มของราษฎร

ทุกคนจำได้ไหม เมื่อฝ่ายเผด็จการได้อำนาจจากการยึดอำนาจ ได้พูดวาจาหยาบกับผู้สื่อข่าว ผู้เซ้าซี้ถามในเรื่องที่เขาไม่อยากตอบในลักษณะเปรยว่า “จะให้กูทำไงวะ ไอ้ห่า” ขอตั้งคำถาม ถามผู้อภิปรายจากพรรคพลังประชารัฐ ที่ท่านบอกว่า ถ้าคนชอบกัน ก็บอกว่าดี ในฐานะที่ท่านเห็นว่าท่านผู้นี้ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นคนที่ท่านชอบ ท่านจะตอบว่า คำพูดที่ว่า “จะให้กูทำไงวะ ไอ้ห่า” เป็นคำพูดที่ดีใช่หรือไม่ ถ้าท่านตอบว่า เป็นคำพูดที่ไม่ดี ก็แสดงว่า ท่านแยกคำพูดดีชั่วออก เมื่อท่านรู้จักแยกคำพูดดีชั่วได้ ก็แสดงว่า การที่ท่านอภิปรายในสภาว่า จริยธรรมของนักการเมืองจับต้องไม่ได้ ใครชอบรัฐบาลก็บอกว่าพูดดี คนไหนไม่ชอบรัฐบาลก็ตอบว่าพูดไม่ดี ก็ผิด

ดังนั้น จึงขอสรุปว่า หลักการพูดของผู้ปกครองบ้านเมือง คือต้องพูดคำอ่อนหวาน นุ่มนวล นั่นคือหลักจริยธรรมที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ชาวพุทธนำไปปฏิบัติ

รัฐบาลชุดนี้ และวุฒิสภาที่หนุนรัฐบาลชุดนี้ น่าจะยังคงต้องอดกลั้นต่อคำพูดของฝ่ายค้านต่อไป เพราะอะไรเล่า! เพราะมีที่มาต่างกัน กล่าวคือ ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องจ่ายเงินหาเสียง ต้องเหน็ดเหนื่อยหาประชาชนเพื่อหวังคะแนนเสียง แต่รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ กลับร่างกติกาเอาเปรียบ ด้วยการเลือกวุฒิสภาให้มาเลือกนายกฯได้

นั่นคือหวังการสืบอำนาจ

ผู้แทนกลุ่มนี้ปากมีดโกนทั้งนั้น มีหรือจะไม่พูดจาเสียดสีเหมือนที่ผ่านมา ผู้แทนผู้มาจากประชาชน อภิปรายว่า วุฒิสภา ผู้นิยมเผด็จการ รองประธานรัฐสภาบอกให้ผู้พูดถอนคำพูด ผู้อภิปรายก็ดีใจหาย ยอมถอนอย่างว่าง่าย แล้วก็ลำดับคำถอนอย่างละเมียดละไมว่า ผมขอถอนคำพูดที่ผมพูดว่า วุฒิสภานิยมเผด็จการ แล้วสนองบุญคุณเผด็จการ

ดูเหมือนการถอนคำพูดไม่ยากเลย เพราะมีโอกาสได้พูดด่าอีกครั้ง รวมทั้งเพิ่มคำด่าให้อีกหนึ่งดอกด้วย ขอให้สังเกต คู่อภิปรายเขายังไม่บอกให้ถอนเลย แต่ประธานในที่ประชุมรีบบอกให้ถอน น่าจะเป็นเพราะรองประธานรัฐสภาก็คงละอายด้วย เพราะตัวก็มาตะเภาเดียวกัน ไม่เฉพาะวุฒิสภาเท่านั้นดอกที่จะต้องอดกลั้นต่อคำพูดของฝ่ายค้าน นายกรัฐมนตรีเองก็จะเจอด้วย เพราะอะไรหรือ! มันช่างเจ้ากรรมจริงๆ นายกฯคนนี้ แต่ก่อนร่อนไรก็ไม่เคยมี คราวนี้คะแนนเลือกนายกฯ ไปจบที่คะแนน 500 พอดี คนไทยทุกคนสมัยเป็นเด็ก น่าจะเคยถูกด่า ไอ้ห้าร้อยมาแล้ว จึงทำให้คนไทยทุกคนอดคิดไม่ได้ คนที่นิยมนายกฯ ก็ไม่สบายใจนัก ส่วนคนที่ค้านเผด็จการก็หัวเราะลั่น

ต่อประเด็นนี้ ทั้งนายกฯและวุฒิสมาชิกต้องนำหลักธรรมที่ชื่อ ทศพิธราชธรรม ข้อ 7 คือ อักโกธะความไม่โกรธ และข้อ 9 คือขันติความอดทน ความอดกลั้น มากล่อมเกลาตัวเอง

เฉพาะวุฒิสมาชิกยังมีเรื่องที่ต้องระวังอยู่อีก คือเลขาฯและบริวารของวุฒิสมาชิกอีก 5 หรือ 7 ตำแหน่ง ที่ผ่านมา เจ้าตัวเอาเมียเป็นที่ปรึกษา เอาลูกเป็นเลขาฯ สรุปแล้วตั้งลูกมาทำงานรับเงินทั้งครอบครัว เรียกว่ายกครัวเลย อย่างนี้น่าจะเรียกว่า พญาเทครัวได้ วุฒิสมาชิกไม่ควรให้มีอีก จะถูกด่า จะถูกเสียดสีจากฝ่ายค้านอย่างแน่นอน ต่อประเด็นนี้ วุฒิสมาชิกต้องนำ ราชสังตหะ ข้อที่ 3 คือ สัมมาปาสะ มีอัธยาศัยหน่วงน้ำใจราษฎรให้รักมาปฏิบัติ การที่ตัวนำลูกหลานในครอบครัวของตนมารับตำแหน่งรับเงินอย่างไม่อายชาวบ้าน มันผิดหลักธรรมข้อนี้ เพราะมันไม่หน่วงใจให้ชาวบ้านรักเลย

นอกจากนั้น วุฒิสมาชิกต้องนำทศพิธราชธรรม ข้อที่ 3 คือ ปริจจาคะ แปลว่า การเสียสละมาปฏิบัติ คือเมื่อได้ตำแหน่งใหญ่แล้ว ต้องทำตัวให้ชาวบ้านเคารพ อย่าทำตัวงกจนน่าเกลียด

ผู้แทนท่านนั้น ก่อนจบการอภิปราย ได้แขวะมาถึงหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ว่า จะให้ทุกคนเสมอกันในสังคม แล้วเรียกหากันแบบภาษาอังกฤษ ที่ระดับผู้คนไม่ว่าสูงต่ำอย่างไร เขาก็ใช้คำว่า you เท่ากัน ในเรื่องดังกล่าวมานี้ ขอวิจารณ์หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ด้วยความหวังดี เพราะทุกความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ถูกใจทั้งหมด โดยเฉพาะที่พูดว่าจะต่อต้านการรัฐประหารด้วยชีวิต ซึ่งเป็นที่ถูกใจคนไทยเป็นจำนวนมาก ไม่เช่นนั้น คะแนนจะไม่พรวดไปถึงขนาดนั้นหรอก

การใช้ภาษาพูดกัน มันเป็นเรื่องเล็ก มันเล็กมาก เมื่อเทียบกับงานใหญ่ที่พรรคอนาคตใหม่หวัง คอมมิวนิสต์ก็คิดว่าทุกคนเสมอกัน จึงใช้เรียกกันว่าสหาย ทุกวันนี้ยังใช้เรียกกันหรือไม่ ดูเหมือนหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ก็คิดว่า คนไทยทุกคนเสมอกัน เราต้องแยกให้ได้ว่าคนทุกคนเสมอกันด้านไหน ในด้านอายุ ไม่ใช่แน่ เพราะลูกกับพ่อต้องอายุมากน้อยกว่ากันอยู่แล้ว ด้านตำแหน่ง ก็ไม่ใช่แน่ เพราะผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องมีสายการเคารพเชื่อฟังกันอยู่แล้ว จะมีการเสมอกันก็น่าจะเป็นด้านกฎหมาย แต่การเสมอกันในด้านกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาใช้การเรียกหากัน เพราะการเรียกหากันของคนไทย สมัยโบราณ คนอายุเสมอกัน เขาใช้ กู มึง แต่ถ้าพูดกับผู้สูงอายุ เขาใช้ ผม ท่าน ถ้าพูดกับผู้มีตำแหน่งสูง เขาคงใช้ ผม ท่าน เหมือนกัน

จึงได้ข้อสรุปว่า การใช้โวหาร เรียกกัน เพราะคนในสังคมมีอายุไม่เสมอกัน

ถามว่า ทำไมอังกฤษเขาจึงมีศัพท์เรียกหากัน เฉพาะ I You ผม คุณ ขอสันนิษฐานว่าประเทศนี้เขาคงมีวิธีการเคารพผู้สูงอายุเป็นแบบอื่น สำหรับเมืองไทย เรานับถือพระพุทธศาสนา พุทธศาสนาสอนให้นอบน้อมผู้สูงอายุ คนไทยโบราณจึงบัญญัติโวหารการเรียก โดยยึดผู้สูงอายุหรือตำแหน่งสูงเป็นเกณฑ์ อังกฤษไม่มีอิทธิพลทางพุทธศาสนาเลย เพราะฉะนั้น การจะประดิษฐ์ถ้อยคำจึงไม่มี

พระพุทธเจ้าก่อนจะปรินิพพาน ทรงสั่งให้ผู้น้อยอย่าใช้คำพูดตีเสมอผู้ใหญ่ แต่ให้ผู้น้อยเรียกผู้ใหญ่ว่า ภันเต แปลว่า ท่านผู้เจริญ แต่ผู้ใหญ่เรียกผู้น้อยว่า อาวุโส แปลว่า ดูก่อนผู้มีอายุ ดังนั้น จึงขอแสดงหลักที่ถูกว่า เมื่อเราเชื่อว่าคนไทยทุกคนเท่าเทียมกัน จึงควรใช้คำเรียกให้เสมอกัน แต่นี่เราก็เห็นกันชัดๆ ว่า อายุของคนในสังคมไม่เท่ากัน ตำแหน่งในสังคมมันไม่เท่ากัน และทุกคนก็รู้อย่างเด่นชัดว่า คำใช้เรียกกันในสังคมไทยเขายึดความมีอายุไม่เท่ากันเป็นหลัก ขอพรรคอนาคตใหม่อย่าสับสนความเป็นเหตุเป็นผลจุดนี้ หาเหตุให้ชัดว่า คนไทยเท่าเทียมกันในด้านใด แต่ไม่ใช่ด้านอายุแน่ๆ จึงขอวิงวอนแกนนำหลักของพรรคนี้ ผู้เป็นขวัญใจของคนไทยทุกคน อย่าได้นำเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้มาขวางงานอันยิ่งใหญ่ ที่คนเป็นล้านรอคอยให้ท่านทำเลย

บทความนี้เกิดขึ้น เพราะการอภิปรายที่ผิดของ ส.ส.พรรค พปชร. จึงขอสรุปโต้ ส.ส.ผู้นั้นว่า ท่าน ส.ส.ครับ! เมื่อพระพุทธเจ้าวางหลักธรรมสำหรับผู้ปกครองบ้านเมืองว่า ผู้ปกครองบ้านเมืองควรพูดถ้อยคำที่ดูดดื่มอย่างเด่นชัด แต่การที่นายกฯพูดว่า “มันจะให้กูทำอะไรวะ ไอ้ห่า” อย่างนี้ คนที่ชอบนายกฯจะบอกว่า นายกฯพูดดีหรือ ตอบมาที!

ท่าน ส.ส.ครับ พระพุทธเจ้าวางหลักธรรมสำหรับผู้ปกครองบ้านเมืองว่า ผู้ปกครองบ้านเมืองต้องใช้ธรรมเป็นอำนาจในการสั่งราชการอย่างเด่นชัด แต่นายกฯใช้ความอยากเป็นนายกฯต่อไป จึงแต่งตั้งพวกพ้องที่ร่วมมือกันมาแต่วันวานเป็นวุฒิสภา แล้วให้เลือกนายกฯได้ การอย่างนี้เป็นการใช้ธรรมสั่งการ หรือใช้อธรรมสั่งการ คนที่ชอบนายกฯเขาจะบอกว่าทำถูกหรือ แต่ที่แน่นอน เขาจะตอบว่าถูก แต่ใจเขาจะตอบอย่างไร ทุกคนย่อมรู้ใช่หรือไม่ !

ท่าน ส.ส.ครับ พระพุทธเจ้าวางหลักธรรมสำหรับผู้ปกครองบ้านเมืองว่า ผู้ปกครองไม่พึงให้อธรรมเกิดขึ้นในบ้านเมือง แต่การที่รัฐบาลร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบในการเลือกตั้ง ย่อมชื่อว่าสร้างอธรรมขึ้นในบ้านเมือง คนที่ชอบนายกฯเขาจะบอกว่าทำถูกหรือ แม้เขาจะบอกว่าทำถูก แต่ใจเขาต้องรู้ว่ามันผิดหลักธรรม

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนมีความรู้ขนาดได้รับแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิก จะไม่รู้ จะแยกผิดถูกเรื่องนี้ไม่ได้ ขอให้ทุกคนโชคดี

กลิ่นบงกช

บทความก่อนหน้านี้ชาวเหนือแห่สอบทักษะงาน-ภาษาเกาหลี พบอยากทำงานภาคอุตสาหกรรมมากที่สุด
บทความถัดไปมองอีกก้าว ‘อนค.’ สู้ศึกเลือกตั้ง อปท. เขย่าการเมืองท้องถิ่น