สงครามวาทะในเวทีประชาธิปไตย : โดย วิภาพ คัญทัพ

การปะทะคารมเป็นเรื่องปกติในสังคมมนุษย์ เมื่อมีความคิดเห็นต่างกัน และต้องการที่จะสื่อสารกันให้รู้เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับมันสมองคนทุกคนอย่างเสมอภาค การแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกัน เพื่อหาข้อตกลงอะไรสักอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และข้อยุตินั้น ยุติลงได้ด้วยความเห็นที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้ เหตุนี้จึงต้องมีการผลัดกันพูดผลัดกันฟัง การฟัง หมายถึงการพยายามจะทำความเข้าใจกันโดยอาศัยประโยชน์ของทุกคนหรือของประชาชนเป็นเครื่องตัดสิน ดังนี้สังคมก็ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย

คำว่า “เวทีประชาธิปไตย” ในที่นี้ เป็นคำเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น แท้จริงหมายถึงพื้นที่ที่ใช้ระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย ซึ่งสามารถจะพูดและฟังกันด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งความเป็นตัวเองนี้ ต้องเน้น กล่าวคือ ต้องคิดด้วยตัวเอง การคิดด้วยตัวเองนอกจากจะต้องอาศัยภูมิปัญญาหรือพื้นที่ความรู้ของตนเองที่ได้มาจากการใฝ่หาข้อมูลของตนเองแล้ว ยังต้องกลั่นกรองด้วยตัวเองอีกด้วย

ดังนั้น เมื่ออยู่ในสังคมจึงเป็นธรรมดาเหลือเกินที่จะต้องได้ยินได้ฟังการชักนำจากคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง ให้เชื่อ ให้คิด เช่นเดียวกันกับเขา ซึ่งแน่นอนในระบอบการเมืองแบบนี้ ทุกคนย่อมมีสิทธิเชิญชวนให้คนอื่นเชื่อ หรือคิดเหมือนตนเองได้ แต่ต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจที่จะแสดงความคิดเห็น ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ของตนหรือของใคร นอกจากประโยชน์ทางการเมือง

ในการแสดงความคิดเห็นอาจมีอารมณ์บ้างในฐานะที่เป็นมนุษย์ แต่ต้องรู้ว่า ตนกำลังพูดในกาลเทศะใด หรือกำลังพูดให้สาธารณชนฟัง ผ่านสื่อประเภทไหน และอย่างไร ดังนั้นต้องระมัดระวังคำพูด ไม่ปลุกปั่นยุยงให้คนเกิดอารมณ์ร่วมไปกับตน ที่จริงตนออกมาแสดงอารมณ์ในที่สาธารณะก็ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องพูดกัน ก็ต้องพูดเพื่อให้เข้าใจเหตุผลเป็นหลักในประเด็นนั้นๆ ในเรื่องนั้นๆ พอจบประเด็นนั้นในที่นั้นก็พอแล้ว

ไม่ควรขยายความแบบเลอะเทอะ หรือพูดหลายๆ ประเด็นนักในคราวเดียวกัน เพราะจะทำให้เกิดความสับสนทั้งผู้พูดและผู้ฟัง เก็บบางประเด็นไว้ พูดใหม่ในกาลเทศะใหม่ จะมีประโยชน์กว่า ยกเว้นที่จำเป็นจริงๆ

ปัจจุบันมักพูดกันคราวหนึ่งหลายๆ ประเด็น ทำให้เกิดการหลงทางได้ง่าย ที่สำคัญคือ มักพูดกันในประเด็นที่สนใจ ทำนองว่าใครทำอะไรผิด จึงมักมีผู้จับผิดและกล่าวโทษ ว่าคนนี้อย่างนั้น คนนั้นอย่างโน้น ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องออกมาแก้ตัว กลายเป็นภาวะโต้เถียงกันไปมา จนไม่รู้ว่าประเด็นที่จะนำเสนอคืออะไร ทั้งที่ควรจะพูดกันถึงเรื่องที่ทำถูก และสนับสนุนให้คนที่ทำถูกนั้น ได้ทำต่อไปอย่างมีทิศทางที่ดีขึ้น คือรวดเร็วขึ้นหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น มิใช่มาเสียเวลากับการจับผิดหรือกล่าวโทษกัน

การจับผิดควรเป็นกระบวนการที่อยู่เบื้องหลัง จับผิดได้แล้ว มีหลักฐานชัดเจน ค่อยมาเปิดเผย มิใช่แค่คิด แค่สังเกตอย่างผิวเผิน ก็หยิบยกมาอภิปรายกันให้เป็นเรื่องใหญ่ ผู้คนในสังคมก็ไม่ควรที่จะต้องใส่ใจกับเรื่องเช่นนี้ บทบาทที่ดีกว่านี้ คือเรียกร้องให้เอาเรื่องงานและการทำงานเพื่อสังคมก้าวหน้า ขึ้นมาพูดกัน การจับผิดควรถือว่าเป็นข่าวสารขยะที่หากมัวกระพือพัดก็มีแต่จะส่งกลิ่นเหม็น นอกจากนี้ ยังเผาไหม้จิตใจทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารให้ร้อนรนไปโดยใช่เหตุ

เรื่องน่าสนใจคือ การหยิบยกข้อเสียหรือจับผิดมาอภิปรายนั้น ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงตัวบุคคลก็ได้ เลือกเอาเฉพาะประเด็นที่เป็นแก่นสารมาอภิปราย แล้วต่อยอดได้ด้วยการหาข้อมูลมาเสริม เพื่อให้เรื่องราวนั้นมีเหตุผลตามสมควร ว่าที่จริงกล่าวเช่นนี้ก็สามารถกระทำได้ทั้งเรื่องจับผิดและจับถูก ยกตัวอย่างเช่น หากมีนักการเมืองที่พยายามจะถือครองอำนาจทางการเมืองในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งนานเกินไป อาจนำมาเป็นข้อสังเกตและแสดงเหตุผลอภิปรายได้ว่า สมควรหรือไม่ในระบอบที่อำนาจแท้จริงเป็นของประชาชน ผู้นำเป็นเพียงตัวแทนประชาชน ที่ประชาชนมอบหมายมาให้ใช้อำนาจนั้นในการบริหารงานต่างๆ ของประเทศ ดังนั้น จึงควรหมุนเวียนเปลี่ยนไป เฉกเช่นเดียวกับชีวิตและธรรมชาติที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน จะเห็นได้ว่าไม่มีใครหรืออะไรอยู่ค้ำฟ้า

ส่วนในแง่จับถูก ถ้าหากมีนักการเมืองออกมาพูดผ่านสื่อว่า โดยส่วนตัวตนไม่ใช่นักบริโภคนิยมที่สนใจแต่จะใช้สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดัง แม้อาบน้ำก็ใช้เพียงน้ำเท่านั้น แต่ตนทุ่มเทอ่านหนังสือเพื่อศึกษาความคิดความอ่านด้วยการใช้เงินซื้อหนังสือเป็นจำนวนถึงหลักล้าน ดังนี้ในฐานะที่นักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะและกล่าวประเด็นนั้นในที่สาธารณะ นักข่าวก็อาจเข้าไปสืบค้นแล้วนำมาขยายความเพื่อทำความถูกต้องให้ปรากฏชัดเจนขึ้นโดยมีหลักฐาน เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างที่ดี ทำให้สังคมก้าวหน้าไปมากขึ้น พร้อมกันนั้นก็เป็นการยืนยัน ไม่ให้ใครพูดอะไรเพื่อให้สาธารณชนชื่นชมตนเองได้โดยง่าย ดังนี้ เป็นต้น

นักข่าวหรือสื่อมวลชนจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ เพราะทำหน้าที่ส่งต่อข่าวสารต่างๆ จากนักการเมือง ถ้านักข่าวไปสนใจแต่ประเด็นกล่าวโทษ จับผิดมากเกินไป สังคมจะหยุดนิ่ง หรือก้าวหน้าไปได้ช้า การนำเสนอข่าวเช่นนั้นเป็นการนำเสนอข่าวแนวตลาด เพราะมีผู้สนใจกันมาก แท้จริงแล้วการสนใจที่จะเห็นความหายนะ หรือเรื่องร้ายที่เกิดกับผู้อื่น เป็นความตื่นเต้น นับเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง จะเห็นได้ว่าในเวทีละครของสังคมที่ไม่นิยมพัฒนาเนื้อหา ก็มักนำเสนอแนวเรื่องซ้ำซากทำนองนี้ ส่งผลให้ในเวทีชีวิต ผู้คนมีรสนิยมดังกล่าวติดตามมามีอิทธิพลอยู่ด้วย ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว เช่น ในระดับส่วนตัว อาจหวาดระแวงและจับผิดคู่รักของตน จนทำให้บรรยากาศความรักเหลือน้อยลงไป

ในทำนองเดียวกัน การจับผิดในระดับการเมือง ก็ทำให้บรรยากาศของการสร้างสรรค์บ้านเมืองลดน้อยถอยลงไปด้วย

การพูดที่กล่าวถึง ในที่นี้ จึงสามารถนำไปเป็นแนวทางการพูดในทุกกาลเทศะที่สาธารณชนฟังอยู่ พิจารณาอยู่ ไม่ว่าในการประชุมอย่างเป็นทางการ เช่น ในรัฐสภา ในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ ตลอดจนการนำเสนอผ่านสื่อที่ใครทำขึ้นก็ตาม

การกล่าวโทษกันโดยแสดงอารมณ์ การใช้วาจา ว่ากล่าว ก้าวร้าว เสียดสี หยาบคาย ให้ร้ายกัน หรืออภิปรายเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยไปนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอ้างชาติหรือความเป็นชนชาติของตน ราวกับคนอื่นไม่ใช่ชนในชาติ ทั้งที่เขาก็มีสิทธิดำรงอยู่ในชาติเช่นเดียวกับตน ควรเปลี่ยนมาเป็นการสรรเสริญให้กำลังใจคนทำงาน จับแง่บวกหรือความคิดดีๆ ของกันและกันมาพัฒนาสังคมต่อไป ดังนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า

การปะทะคารมในสังคมจะกลายเป็นวาทศิลป์ หรือเป็นเรื่องน่าฟังขึ้นมาทันที เพราะคือการแสดงภูมิปัญญาของบุคคล ตลอดจนพวกพ้อง อันบ่งบอกว่าใครรู้อะไร ไม่รู้อะไร และต้องพัฒนาไปในจุดไหน อย่างไร 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คอฟฟี่เบรก : ถ่ายรูปได้
บทความถัดไป“สุชาติ” แจงหลุดโผรมต. ย้ำเชื่อมั่น”บิ๊กตู่” ตัดสินใจ 15ส.ส.ภาคตะวันออก-กลาง นัดถก