เรื่องร้อนๆ ที่ชายแดนใต้ ปัญหาและทางออก ‘ลงทะเบียนซิมการ์ด ด้วยระบบตรวจสอบใบหน้า’ : โดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์

จากกรณี กอ.รมน.ภาค 4 ขอให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือค่ายต่างๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ลงทะเบียนซิมการ์ด ด้วยระบบตรวจสอบใบหน้าและอัตลักษณ์ ภายในวันที่ 31 ตุลาคม นั้นทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ และวงน้ำชาอย่างกว้างขวางในพื้นที่ ว่าการบังคับให้ประชาชนลงทะเบียนซิมโทรศัพท์และบังคับให้สแกนใบหน้าและอัตลักษณ์นั้น มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าอาจต้องทบทวนอย่างละเอียดว่าสามารถกระทำได้หรือไม่ แม้จะอ้างระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็ตาม อย่างไรก็แล้วแต่มีประชาชนจำนวนมากเช่นกันต่อคิวปฏิบัติแม้ไม่เห็นด้วยเพราะ
กลัวว่าไม่ได้ใช้โทรศัพท์ (ทั้งที่คนพื้นที่นี้พิเศษกว่าที่อื่นโดยลงทะเบียนมาแล้วในครั้งที่ผ่านมา)

นักวิชาการที่ทำงานด้านสันติภาพ เช่น น.ส.สุวรา แก้วนุ้ย โพสต์ทำโพลให้ผู้ไปลงความเห็นกับมาตรการดังกล่าวว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ปรากฏว่ามีผู้เข้าไปให้ความเห็นและร่วมออกเสียงล่าสุดประมาณ 1,300 ราย ตัวเลขผู้เห็นด้วยมีไม่ถึง 10% ส่วนคนจำนวนมากเกิน 90% ไม่เห็นด้วย (โปรดดู https://www.facebook.com/100000618905042/posts/2673420239355247?s=1245604111&sfns=mo)

ในกลุ่มผู้เข้าไปแสดงความเห็นเพิ่มเติมนั้น มีหลายคนที่เห็นว่ามาตรการดังกล่าวจะป้องกันความรุนแรงได้ จึงเห็นด้วย บ้างก็ตำหนิคนที่กล่าวอ้างเรื่องการละเมิดสิทธิว่าเป็นแนวร่วมขบวนการก่อความรุนแรง อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้แสดงความเห็นว่าไม่ต้องการมาตรการดังกล่าวจำนวนมากเช่นกัน หลายคนตั้งคำถามว่า ในการซื้อซิมการ์ดนั้น ผู้ใช้ต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนจดทะเบียนอยู่แล้ว ดังนั้น ข้อมูลของผู้ใช้ได้รับการเปิดเผยแล้ว นอกจากนั้นมาตรการนี้ยังเป็นการทำงานซ้ำซ้อนเสียเวลาประชาชน บางรายระบุว่านี่เป็นมาตรการที่จะต้องใช้เงินงบประมาณของประชาชนมาดำเนินการ หากไม่ได้ประโยชน์เพิ่มก็ถือเป็นเรื่องเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ ผู้ใช้อีกส่วนระบุว่า หากจะทำเช่นนี้ก็ควรทำทั้งประเทศ เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการเลือกปฏิบัติ

มีผู้ใช้บางรายเห็นว่า มาตรการนี้เป็นการล่วงล้ำข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินไป (โปรดดู https://prachatai.com/journal/2019/06/83072)

ในเฟซบุ๊กของ ชัยบดี กากะ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากในภาคภาษามลายูถิ่นปตานี ไม่เห็นด้วยและแสดงเหตุผลมากมายถึงความไม่เหมาะสมรัฐ “จะเอาอะไรกันหนักหนากับคนมลายู” (โปรดดู https://www.facebook.com/100005131680345/posts/1201434196704292?s=1245604111&sfns=mo)

ในขณะที่ กอ.รมน.ภาค 4 ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น โดย พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้เเจงกรณีคำสั่งดังกล่าวเป็นประกาศ กสทช.ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา เเละประกาศเพิ่มเติมในวันที่ 21 มิถุนายน ในการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ หลังพบปัญหาการขโมยตัวตนและอัตลักษณ์ของบุคคลไปทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น การแจ้งโทรศัพท์หายแล้วนำบัตรประชาชนไปซื้อซิมการ์ดตามเบอร์ของผู้อื่นแล้วนำทำธุรกรรมทางการเงิน

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการนำซิมการ์ดจากประเทศเพื่อนบ้านและนอกพื้นที่มาก่อนเหตุ โดยเฉพาะเหตุระเบิดรูปปั้นเงือกทอง แหลมสมิหลา อ.เมือง จ.สงขลา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าซิมการ์ดที่นำจุดชนวนระเบิดถูกสั่งซื้อแค่ใช้อีเมล์ส่วนตัว โดยครูโรงเรียนตาดีการายหนึ่งใน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งรับสารภาพว่าได้สั่งซื้อโดยใช้อีเมล์ จำนวน 10 ซิม แล้วนำมาให้สามีก่อเหตุรุนแรง ยืนยันว่าการลงทะเบียนซิมจะเป็นการปกป้องสิทธิของประชาชนทั่วไปไม่ให้ถูกขโมยตัวตน และแบ่งแยกผู้ก่อเหตุออกจากประชาชนผู้บริสุทธิ์

“ทุกคนไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่จะต้องลงทะเบียนเช่นเดียวกัน โดยไม่ได้เลือกปฏิบัติ”

ทั้งนี้ การลงทะเบียนดังกล่าว กำหนดให้ผู้ใช้งานใน 3 จังหวัดลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม สำหรับผู้ที่อยู่นอกพื้นที่และต้องการเดินทางมา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเริ่มลงทะเบียนในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ (โปรดดู http://news.thaipbs.or.th/content/281092)

อะไรคือทางออกที่ยอมรับได้

การแก้ปัญหานี้ทางการเมืองน่าจะมีความสำคัญมากกว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายความมั่นคงอย่างเดียว เพราะหากรัฐยังดื้อดึงไม่ฟังเสียงท้วงติงอย่างสร้างสรรค์ อาจเป็นการราดเชื้อไฟอีกกองเข้าสู่ปัญหา ทำให้เกิดปัญหาใหม่ตามมา

น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้แสดงทรรศนะและเสนอทางออกว่า “ระบบที่ทางผู้ให้บริการหนึ่งรายร่วมมือกับทาง กอ.รมน.เลือกใช้คือ ระบบ Face Recognition ที่หลายคนเป็นห่วงเรื่องการเก็บข้อมูล การนำไปใช้ ว่าจะกระทบกระเทือนสิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิส่วนบุคคล เสรีภาพในการแสดงออก ฯลฯ ข้อความที่ส่งต่อมาจากผู้ให้บริการรายหนึ่งระบุว่า

“กอ.รมน.ภาค 4 ขอให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือค่ายต่างๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ลงทะเบียนซิมการ์ด ด้วยระบบตรวจสอบใบหน้าและอัตลักษณ์ ภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ โดยผู้ใช้บริการจะต้องไปลงทะเบียนซิมดังกล่าว โดยนำบัตรประชาชนไปดำเนินการตามศูนย์ให้บริการของค่ายมือถือต่างๆ โดยหากไม่ดำเนินการในวันที่กำหนด จะไม่สามารถใช้บริการได้”

1.น่าจะไปที่ต้นเรื่องคือ ประกาศของ กสทช. ไปคุยกับเขา ทำจดหมายไปถามหรือแจ้งให้ทราบว่าทางผู้ให้บริการร่วมมือกับ กอ.รมน.ทำแบบนี้ถูกต้องตามประกาศไหม และมีแนวทางอย่างไร หากส่อให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติหรือให้เกิดภาระที่เกินสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการกระทำที่กระทบสิทธิส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารตามข้อ 13 ของประกาศ กสทช. http://www.nbtc.go.th/…/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8…

ข้อ 3 ระบุแต่เพียงว่า ให้ตัวแทนผู้ให้บริการหรือจุดให้บริการที่ผู้ให้บริการกำหนดให้ดำเนินการลงทะเบียนผู้ใช้บริการและพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลผู้ใช้บริการแทนผู้ให้บริการ (ไม่ได้บอกว่าให้ใช้รูปแบบใดระบบใด ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์แบบใด อาจเป็นการนำสำเนาบัตร ปชช.ก็ได้ บางศูนย์บุคคลเจ้าของบัตรจริงต้องไปด้วย เป็นต้น)

ข้อ 13 บอกว่าถ้าผู้ให้บริการ (ไม่ใช่ กอ.รมน.) จะใช้วิธีอื่นที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ในการพิสูจน์หรือยืนยันตัวบุคคลให้ผู้ให้บริการต้องจัดทำระบบรักษาความปลอดภัยและคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการ 1.คุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว 2.คุ้มครองเสรีภาพในการสื่อสารถึงกัน

2.หาก กอ.รมน.และผู้ให้บริการยังคงดำเนินการและเราคิดว่าเราจะอาจได้รับความเดือดร้อนก็ต้องดำเนินการฟ้องร้องคดีทางปกครองน่าจะได้คงต้องคุยกัน กับทีมกฎหมายปกครองที่เชี่ยวชาญ ก่อนอื่นถามไปทาง กอ.รมน.ก่อนได้นะคะ หลายคนน่าจะเปิดรับฟังความเห็นของภาคประชาสังคม

3.อาจร้องเรียนองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหรือสหประชาชาติ เช่น คณะกรรมการการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ หากพบว่าการกระทำดังกล่าวมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มประชากรบางกลุ่มโดยเลือกปฏิบัติหรือไม่

ในขณะที่อีกช่องทางทางการเมืองคือ การผ่านเรื่องนี้โดยผ่านสภาผู้แทนราษฎรน่าจะเป็นทางออกอีกทางเพราะนักการเมือง น่าจะมีความชอบธรรมที่สุดเพราะได้เสียงจากประชาชน ดังนั้น ส.ส.ในพื้นที่ไม่ว่าพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน หรือแม้กระทั่งอดีตผู้สมัคร ส.ส.ครั้งที่ผ่านมาก็มีสิทธิร่วมแสดงความคิดเห็นโดยการร่วมปรึกษาระหว่างพวกท่านหลังจากนั้นจัดเวทีสอบถามความคิดเห็นประชาชน (ตามที่ท่านสัญญากับเครือข่ายภาคประชาสังคมก่อนการเลือกตั้งที่โรงแรมปาร์ควิว อำเมือง จังหวัดปัตตานี 2 อาทิตย์)

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีเพียงพรรคเดียวที่เล่นประเด็นนี้ หรือประเด็นก่อนหน้านี้จน IO หน่วยความมั่นคงมองว่าเป็นแนวร่วมโจรใต้คือพรรคประชาชาติ

สําหรับประเด็นนี้ พรรคประชาชาติเริ่มออกความเคลื่อนไหวทางโซเชียล โดยประกาศสนับสนุนให้แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหลักนิติธรรม และการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของทุกภาคส่วน สนับสนุนให้หน่วยงานด้านความมั่นคงบูรณาการทำงานร่วมกับภาคประชาชน เพื่อความสงบสุขของพื้นที่ โดยปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด บุคคลทุกคนต้องได้รับการคุ้มครอง และถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค

กรณีการบังคับลงทะเบียนซิมโทรศัพท์และพิสูจน์อัตลักษณ์นั้น มีประเด็นน่าจะขัดรัฐธรรมนูญ หมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 26 การจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และมาตรา 36 เสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกัน การกระทําด้วยประการใดๆ เพื่อให้ล่วงรู้ หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทํามิได้ เว้นแต่มีคําสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ และเห็นว่าระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่ใช่กฎหมายและมีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมาย

ถ้า กอ.รมน.หรือรัฐ มีความจำเป็นตรวจสอบใบหน้าและอัตลักษณ์จากซิมมือถือ รัฐบาลต้องบัญญัติเป็นกฎหมาย โดยให้รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ (ประกอบด้วย ส.ส.จำนวน 500 คน และ ส.ว.จำนวน 250 คน) เพื่อได้ร่วมกันพิจารณาบัญญัติเป็นกฎหมายตามรัฐธรรมนูญต่อไป

อนึ่ง มาตรา 26 ระบุว่า การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิ หรือเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรมไม่เพิ่มภาระ หรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย

กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปไม่มุ่งหมายให้บังคับใช้แก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง

มาตรา 36 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าทางใดๆ การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วย ประการใดๆ เพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่ง หรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

ล่าสุด พรรคประชาชาติ (23/6/62) ได้ตั้งคณะทำงานที่ทำเรื่องนี้แล้ว (โปรดดูใน https://mgronline.com/south/detail/9620000059640)

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์
(อับดุลสุโก ดินอะ)
Shukur2003@yahoo.co.ukอุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์

บทความก่อนหน้านี้แกงส้ม ผักหวานไข่มดแดง เหมือนจะแปลกแต่ไม่แปลก โดย กฤช เหลือลมัย
บทความถัดไป“บิ๊กตู่” พอใจ การประชุมจี 20 ความเห็นพ้องอาเซียนซัมมิท เผย “อียู” พร้อมปรับท่าที เพราะไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว