ก่อนที่วงการวิชาการในบ้านเราจะสมาทานเรื่องของความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) สันติวิธี (non-violence ซึ่งถ้าแปลตรงตัวน่าจะหมายถึงการไม่ใช้ความรุนแรงมากกว่า) และการจัดการความขัดแย้ง (conflict resolution) ผมยังมีโอกาสได้ร่ำเรียนวิชาความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมือง วิชาจารีต-ประเพณี-กับการปฏิวัติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และวิชาชาวนา ที่ดิน การเมือง ในช่วงสักต้นทศวรรษที่ 2530 กับครูของผม อย่างท่าน รศ.ดร.กนลา สุขพานิช และ รศ.ดร.วิทยา สุจริตธนารักษ์ (เอ่ยชื่อท่านด้วยความเคารพ แต่สิ่งที่ท่านสอนผมและเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันอาจจะมีมากกว่านี้ และไม่ได้เกี่ยวโยงอะไรกับเรื่องราวและทัศนคติทางการเมืองของผมในวันนี้นะครับ)
สมัยนั้นเรียนเรื่องการเมืองแบบว่าโลกนี้ไม่ต้องสวยไรมาก (แม้อาจารย์กนลาท่านจะสวยมาก และใจดีมาก เพราะเป็นแม่ของรุ่นน้องภาคปกครองอย่างเจ้าเจจอมซ่า พวกเราก็เหมือนนั่งเรียนกับแม่ของเรา)
เรียนบ้าง หลับบ้าง เมาบ้าง แต่ก็พอจำได้ว่าเราเรียนกันเรื่องทำไมทหารทำรัฐประหาร ทำไมคนลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐ การปฏิวัติที่สำคัญของโลกคืออะไรบ้าง และทำไมคนยากคนจนถึงลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลของอาณานิคม
เราไม่ได้รู้สึกว่าความรุนแรงเป็นเรื่องที่ต้องถูกแทนที่ด้วยความไม่รุนแรงที่เรียกกันในบ้านเราว่าสันติวิธี หรือเราจะต้องแปลงเปลี่ยนความรุนแรงไปสู่สันติภาพและความร่วมมือ (อาจเพราะว่าเราไม่ได้เรียนในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมั้ง เราเลยไม่ค่อยได้เรียนเรื่ององค์กรระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาที่ประเทศต่างๆ เขาเข้ามาตกลงเจรจากันได้)
การเรียนรัฐศาสตร์การเมืองการปกครองสมัยเมื่อสามสิบปีก่อนในบ้านเราในสำนักที่ผมเรียนนั้นรับรู้กันมานานแล้วว่าความรุนแรงและความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง และความรุนแรงและความขัดแย้งบ่อยครั้งเกิดจากรัฐเองด้วย เพราะเราไม่เคยเชื่อว่ารัฐเป็นกลาง และไม่ใช่ตัวปัญหา ในยุคสมัยของเราเป็นช่วงเวลาที่เรื่องราวสมัย 6 ตุลาฯ 2519 เริ่มถูกเผยแพร่มากขึ้นผ่านสมุดภาพ เราเห็นชัดๆ ว่ารัฐนั้นแม้จะเป็นองค์กรที่มีอำนาจในการผูกขาดการใช้อาวุธ และ ความรุนแรง แต่เราเห็นปรากฏการณ์ในหลายครั้งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่ารัฐถูกยึดกุมโดยกลุ่มบางกลุ่มที่ใช้อาวุธและความรุนแรงต่อกลุ่มอื่นและประชาชน หรือจัดตั้งกลุ่มบางกลุ่มให้ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มอื่นและประชาชน
บ่นตามประสาคนสูงอายุ ผมนึกถึงวัยหนุ่มที่ความรู้ของผมและเพื่อนๆ ร่วมรุ่นเป็นความรู้ที่ไม่ค่อยพัฒนาเหมือนสมัยนี้ อาจจะดิบ เถื่อน คิดไม่มาก ไม่สลับซับซ้อน ไม่รื้อล้าง ไม่ได้วิเคราะห์ความเป็นชาติ วิเคราะห์วาทกรรม ไม่มีความหวังสวยๆ
แต่อาจจะเรียกว่าเป็นสัจนิยมสายหนึ่งที่เชื่อง่ายๆ ว่ารัฐมีไว้ยึด มีไว้ครอบครอง เพราะรัฐเป็นของเรา จะยึดผ่านชนชั้น หรือยึดผ่านกลุ่มผลประโยชน์และพรรคการเมืองก็สุดแท้แต่ แต่รัฐเป็นหัวใจที่ต้องยึดกุมหรือเข้าไปให้ได้ ไม่ว่าจะผ่านการปฏิวัติ หรือการเลือกตั้ง
รัฐไม่ได้มีไว้ล้อมหรือต่อสู้ในแบบสงครามจุดยืน
การเจรจาเกิดจากการที่ต่างฝ่ายมีทรัพยากรและกำลังเท่าๆ กัน
ตัดภาพมาในวันนี้ ผมนั่งสำรวจองค์ความรู้และการพัฒนาทางการเมืองของบ้านเรา ผมกลับเริ่มรู้สึกว่ายิ่งเรียนยิ่งสอนแล้วเหมือนกับเล่านิทานชวนฝัน (fairy tale) ให้ผู้เรียนฟัง ว่าโลกใบใหม่เราสร้างได้ด้วยการทำอะไรเล็กๆ เปลี่ยนเรื่องใกล้ๆ ตัว หรือไม่ก็ทำเรื่องใหญ่ เช่น การวิพากษ์วาทกรรม หรือแม้กระทั่งต่อสู้ในเรื่องการตีความทางประวัติศาสตร์ใหม่ แม้กระทั่งการมีชีวิตทางการเมืองที่จะต้องเต็มไปด้วยเงื่อนไขทางเทคนิคและขั้นตอน-ข้อจำกัดมากมายในการต่อสู้ทางการเมืองภายใต้แนวทางสันติวิธี และการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง หรือเราสามารถใช้เหตุผลกับความรู้ในการอธิบายให้รัฐและคนที่หนุนรัฐฟังได้โดยไม่ต้องมีฐานทรัพยากรอื่นและสถานะอื่นๆ ในการสนทนากับรัฐและฝ่าย
สนับสนุนรัฐ
ความรู้สมัยนี้อาจจะไปถึงการเชื่อมั่นในขบวนการท้าทายรัฐสักกรณีหนึ่ง หรือหลายกรณีแล้วตีความว่ามันคือการเปลี่ยนแปลงในระดับที่สูงกว่าระดับกายภาพและสภาวะที่เป็นจริงทางการเมืองที่รัฐจำนวนมากนั้นยังอยู่เหนือและกดขี่ประชาชนอยู่
จนถึงวันนี้ผมยังไม่เคยเข้าใจว่า การพูดถึงการต่อสู้กับรัฐโดยไม่ใช้ความรุนแรง ที่เรียกว่า “นอลไวโอเล้น” อะไรเนี่ย ทำไมไม่ค่อยเน้นไปที่การบันทึกและอธิบายความรุนแรงที่คนเหล่านั้นถูกกระทำตลอดหนทางการต่อสู้เอาไว้
ทำไมการอธิบายเรื่องการต่อสู้ที่เรียกในภาษาไทยว่าสันติวิธีจะต้องเน้นหรือมีพล็อตเรื่องไปที่การให้ความสำคัญกับชัยชนะของการต่อสู้อยู่ดี แม้ว่าจะอ้างว่าเน้นเรื่องของกระบวนการและวิธีการ แต่ทำไมเราไม่ค่อยเจ็บปวดไปกับการต่อสู้ของพวกเขาที่ต้องจ่ายราคาตลอดเส้นทางกว่าจะถึงชัยชนะที่เราใฝ่ฝัน หรือรอที่จะตีความนัยยะของความสำเร็จ หรือล้มเหลวในฐานะบทเรียนที่สำคัญ
ทั้งที่บทเรียนหนึ่งที่สำคัญก็คือบทเรียนตลอดเส้นทางของการต่อสู้ ที่มีคนจำนวนมากไม่ใช่แค่ยังเดินต่อ แต่ต้องเลิกเดินเพราะการตอบโต้จากอำนาจที่ไม่เท่ากันทางการเมืองตลอดเส้นทางนั้น
อีกคำอธิบายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ผมต้องทนฟังบ่อยๆ สมัยนี้ก็คือ การอ้างอิงถึงการลุกฮือของประชาชนต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรมและระบบเผด็จการจำนวนมากด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และพลังอันบริสุทธิ์ของขบวนการทางสังคม ขณะที่ถ้าเป็นคนทื่อๆ แก่ๆ อย่างสมัยผมคงสนใจเรื่องความแตกแยกในหมู่ผู้นำและการฉวยสถานการณ์ของกลุ่มทางการเมืองจำนวนมากในการสร้างพันธมิตรกับมวลชนในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล มากกว่าวิเคราะห์วาทกรรมการครอบงำ และวาทกรรมท้าทายการครอบงำ การรื้อทำลายวาทกรรม หรือพลังของเทคโนโลยีการสื่อสารต่อการเปลี่ยนแปลงโลก
อารมณ์เหมือนถ้ายังเชื่อว่าฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง ก็พอๆ กับเชื่อว่าการเมืองอียิปต์สมัยนี้เป็นประชาธิปไตยเพราะอาหรับสปริงหรือการลุกฮือของประชาชนแล้ววันนี้ประชาชนก็จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินนั่นแหละครับ ที่ผ่านมาประชาชนอียิปต์โดนปราบปรามและซัดกันเอง แล้วคนในอำนาจก็ต่ออายุตัวเองยาวไปอีกสิบกว่าปีด้วยการประชามติรัฐธรรมนูญนี่แหละครับ
การเมืองบ้านเราเข้าใกล้ภาพยนตร์เดอะเมทริกซ์ ที่ผมจำได้เลือนรางเข้าไปทุกวัน” มันไม่ใช่สงครามของการยกพวกตีกันหรือกองทัพที่ห้ำหั่นกันในสมรภูมิเดียว หรือเชื่อแค่ว่าใครเก่งคีย์บอร์ด หรือใครคุมเทคโนโลยีแล้วจะชนะ
เสียแต่ตอนจบของเมทริกซ์ไม่เคยมาถึงครับ
การเมืองปัจจุบันมีการต่อสู้ที่หลากหลายมิติ และแต่ละมิตินั้นไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่กลับเชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อน ผลของการเมืองนอกอินเตอร์เน็ตก็มีผลต่อการเมืองในโลกอินเตอร์เน็ต
ประเด็นจึงไม่ใช่แค่การลงถนนหรือไม่ลงถนน
ถนนเดียวกันนี่แหละที่มีมอเตอร์ไซค์สองคันกับคนคลุมหน้าสี่คนไล่ตีนักกิจกรรมการเมืองคนหนึ่ง และยังมีอีกหลายถนนที่นักกิจกรรมทางการเมืองอีกหลายคนโดนกระทำด้วยความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา
เอาเป็นว่า จะเป็นเรื่องความรุนแรงทางการเมืองหรือไม่ อันนี้ก็ต้องพิสูจน์กันไป ฝ่ายที่เชื่อว่าใช่ก็ต้องกดดันเรียกร้องและพิสูจน์ และฝ่ายที่ไปว่าเขาว่าจัดฉาก สร้างสถานการณ์ก็ต้องพิสูจน์เช่นเดียวกัน
สู้กันไปเพื่อนำความจริงมาตีแผ่
อย่าตีหัวเข้าบ้านกันทั้งสองฝ่าย
ถ้าฝ่ายหนึ่งถูกหาว่าฉวยโอกาส อีกฝ่ายที่ไปว่าเขาก็ฉวยโอกาสพอกันแหละครับ
ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าเรื่องนี้ไม่มีนัยยะทางการเมือง ส่วนความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นจะมีแรงจูงใจทางการเมืองก่อนหรือหลังความรุนแรงก็ว่ากันไป หรือต่อให้เป็นอุบัติเหตุก็มีนัยยะทางการเมืองอยู่ดี
ตอนนี้เอาเรื่องความขัดแย้งและความรุนแรงมาเป็นศูนย์กลางในการถกเถียงกันก่อน
หาความจริงครับ อย่าเบี่ยงประเด็นไปหาแต่ทางออกตลอดเวลา
ความจริงในเรื่องนี้แหละครับที่จะหยุดข้ออ้างแบบ “ความสงบเรียบร้อยในสวนเลี้ยงสัตว์” (peace in the animal farm) ในฐานะเหตุผลของการปกครองและการอยู่ในอำนาจเพื่อรักษา-คุ้มครองความสงบ ที่อยู่กันมาหลายปีลงได้ครับ
และต้องขอโทษครูบาอาจารย์และเพื่อนฝูงอีกจำนวนไม่น้อย ถ้าทรรศนะของผมในสัปดาห์นี้กลายเป็นเรื่องการตีหัวเข้าบ้านเช่นกัน
ผมโกรธจริงๆ ครับ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

