ระหว่างที่ยังไม่ประกาศตัวคณะรัฐมนตรี แม้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ต้องให้นายกรัฐมนตรีคนเดิม
คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะประกาศตัวคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ กับนายกรัฐมนตรีเข้าแถลงนโยบายต่อสมาชิกรัฐสภา ได้รับเสียงสนับสนุนครบเกินกึ่งหนึ่ง จึงเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันนั้น
ถึงวันนั้นได้เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญทุกประการ
รัฐบาลชุดนี้ มีพรรคการเมืองพรรคเล็กพรรคน้อยและพรรคใหญ่เข้าร่วมกว่า 20 พรรค มีพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี 7 คน 8 ตำแหน่ง หัวหน้าพรรค
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ควบ 2 ตำแหน่ง คือรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นอกนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการ และช่วยว่าการ
ดูเหมือนจะเป็นพรรคเดียวที่ตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ยุ่งยากเหมือนพรรคอื่น อาจเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังเหนียวแน่นกับมติพรรค และระเบียบปฏิบัติที่ใช้มานาน
หลังจากหัวหน้าพรรคประกาศโครงสร้างของพรรคว่า ต่อไปจะดำเนินการในลักษณะ “อเวนเจอร์” และมีผู้นำเศรษฐกิจทันสมัยชุดหนึ่งเรียบร้อย หัวหน้าพรรคยังประกาศเรื่องของสมาชิกยุวประชาธิปัตย์ที่เคยเข้มแข็งดังแต่ก่อน ขณะที่เอื้อมมือไปขอความร่วมมือกับบรรดาสมาชิกอาวุโสที่ยังเหนียวแน่นกับพรรคและยังมีชีวิต อย่างน้อย ได้แรงจากคุณปู่พิชัย รัตตกุล ที่แสดงความคิดเห็นเรื่องพรรคอย่างตรงไปตรงมา คนหนึ่งละ
เมื่อหัวหน้าพรรคยืนยันเจตนารมณ์ที่จะผนึกกำลังสามประสาน หรือ 3 รุ่น 3 วัย เข้าด้วยกัน เชื่อว่านโยบายเศรษฐกิจทันสมัยจะเดินหน้าไปด้วยดี
ประกอบกับเมื่อวันก่อน หัวหน้าพรรคประกาศนโยบายเดินหน้า “พระเจ้าตาก โมเดล” (อาจไม่ได้หมายเลยไปถึงจะทุบหม้อข้าวหม้อแกง ก่อนเข้าตีเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่หมายถึงการทำงานในรูปแบบบุกไปข้างหน้า หรือเดินหน้ายึดเป้าหมายทางเศรษฐกิจทันสมัยแห่งยุค 4.0 และความก้าวหน้าในรูปแบบ G5)
ก็น่าเชื่อได้ว่าจะมีโอกาสเห็นการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่มัวแต่แสดงความคิดเห็น หรือ “ดีแต่พูด” ทั้งจากรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้บริหารพรรคเหมือนแต่ก่อน
เพราะสังคมไทยทุกวันนี้ ไม่ว่าคนรุ่นไหน ต่างผ่านการฟังมากพูดน้อยมาแล้วทั้งนั้น ด้วยอยู่ในยุคสมัยใช้ระบบการติดต่อสื่อสารรูปแบบดิจิทัล รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกันมากกว่า “น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง”
หรือ “ชักแม่น้ำห้าสาย” (ซึ่งไม่ใช่แม่น้ำที่มาร่วมงานกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่สลายตัวไปแล้ว)
ก่อนการเลือกตั้งทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เดินสายหาเสียงและชี้แจงเรื่องของพรรคกับนโยบายทางการเมืองไปในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ จึงทำให้การเลือกตั้งพอประคับประคองตัวมาได้บ้าง
แม้การเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครเคยตกต่ำที่สุดหัวหน้าพรรคยังได้รับการเลือกตั้งมา 1 เสียง แต่ครั้งนี้ไม่ได้รับมาสักคนเดียว แม้คะแนนในบางเขตเลือกตั้งจะสูสีกับบางพรรค ประการหนึ่ง คนกรุงเทพมหานคร
รุ่นนี้ล้วนแล้วเป็นคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย เมื่อมีแนวทางความคิดใหม่ของคนรุ่นราวคราวเดียวกันมาให้เลือก คะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่จึงเทเฉลี่ยไปให้คนรุ่นเดียวกัน และพรรคที่ประกาศตัวเป็นรัฐบาลจากคะแนนเสียงของข้าราชการที่ยังต้องการการปกครองใน
รูปแบบเดิม
ต้องยอมรับว่า การเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ เกิดจากแต้มคูทางการเมืองของรุ่นอาวุโสพลิกผัน ยอมทิ้งแนวทางความคิดในการต่อต้านเผด็การด้วยการยอมรับเข้าร่วมรัฐบาลในเบื้องต้นคือตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของนายชวน หลีกภัย และสมาชิกพรรคบางคนที่เติบโตมาในยุคประชาธิปไตยเชื่อว่าจะต้านทานเผด็จการที่จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งได้ จากการเลือกตั้งครั้งใหม่ใน
อีกไม่นานนี้
จึงมีเสียงออกมาว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบัน
เป็นไปได้หรือไม่ต้องจับตาอย่ากะพริบนับแต่วันนี้เป็นต้นไป

