หน้าแรก บทความ น.2 เปิดใจ‘จุ...

น.2 เปิดใจ‘จุติ ไกรฤกษ์’ เจ้ากระทรวงสายบุญ โชคดีได้ทำงาน‘พม.’

24.07.19 | 12:30 น.

หมายเหตุ – นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ นสพ.มติชน ถึงทิศทางการทำงานด้านพัฒนาสังคม

•รู้จักกระทรวงพม.มาก่อนหรือไม่

ไม่รู้จัก พม.เลย แต่สิ่งที่ผมทำในเขตเลือกตั้งผม แต่เป็นสเกลที่เล็กกว่าโดยไม่รู้ตัว คือ ภารกิจ พม.เกือบทั้งหมดเลย ผมกับพี่สาว (พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์) ทำเรื่องส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ทำมา 15 ปีแล้ว โดยนำวิทยากรจาก พม.ไปอบรมให้ผู้หญิง ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร

อย่างตำบลหนึ่งมี 13 หมู่บ้าน พอผู้หญิงปราศจากความกลัว ก็มาสมัครกันมากขึ้น ปรากฏว่าจุดหนึ่งมีผู้หญิงได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน 7 จาก 13 หมู่บ้าน ต้องบอกว่าผู้หญิงต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้กล้า เก่ง ไม่วอกแวก ในเขตเลือกตั้งก็มี 2 อำเภอที่ผู้หญิงเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) 100 เปอร์เซ็นต์

นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเราได้อบรมให้ความรู้ไว้เยอะมาก ผมให้ความสำคัญประเด็นผู้หญิงมานานแล้ว เพราะผู้ชายเป็นเพียงครึ่งหนึ่ง สมมุติผู้ชายคือมือขวาซึ่งแข็งแรงกว่า แต่หากจะยกอะไรที่หนักๆ จะต้องมีมือซ้ายคอยประคอง

Advertisement

ผมจึงเชื่อว่าศักยภาพประเทศไทยใช้ได้แค่ครึ่งเดียว หากได้ปลดปล่อยให้ผู้หญิงแสดงความสามารถศักยภาพอย่างเต็มที่ จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ต้องสมัครใจ เพราะผู้หญิงยังมีจุดอ่อนเรื่องการดูแลครอบครัว และข้อกล่าวหาเชิงชู้สาว ซึ่งต้องระวังอย่างมาก

ยังมีโครงการอื่นๆ ที่ผมทำในเขตเลือกตั้งผม อาทิ นำผู้หญิงแม่ม่ายอายุ 25 ปีขึ้นปี มาฝึกหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุ 120 ชั่วโมง กับกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ จากนั้นก็หางานให้ทำ ก็เริ่มจากผู้หญิง จำนวน 70 คน วันนี้พบว่า 60 เปอร์เซ็นต์มีอาชีพที่มั่นคง สามารถรับจ้างเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุได้ รวมถึงฝึกอาชีพให้กลุ่มแม่บ้าน อย่างการเป็นช่างทำผม โครงการนี้ทำตั้งแต่ 20 ปีที่ผ่านมา ฝึกเสร็จก็ให้ทุนตั้งตัวจนเขาพึ่งพาตัวเองอยู่ได้ มีความภูมิใจ

ผมยังมองเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะคนที่เรียนนอกระบบ จากนี้จะไม่ฝึกช่างทำผมแล้ว แต่จะฝึกสไตลิสต์ จากที่เคยตัดผมได้หัวละ 60-80 บาท แต่จากนี้จะได้หัวละ 300-500 บาทแล้ว โดยต้องหาคนเก่งๆ มาอบรม ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่ทำด้วยสตางค์ตัวเองหมด โชคดีว่าพ่อทิ้งเงินไว้ให้ทำเป็นกองทุน ได้ฝึกอาชีพคนเยอะๆ ให้เขาได้พึ่งตนเอง

ไม่เสียใจนะที่ได้เข้ามาอยู่กระทรวงนี้ ผมรู้สึกว่าโชคดีที่สุดในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ผมบอกปลัดและอธิบดีทั้งหลายว่า ที่ผ่านมาชีวิตผมใช้เงินสกุลบาท มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข แต่จะไปต่อชาติหน้าผมจะต้องใช้บุญซื้อตั๋วไปนะ ฉะนั้นผมจะซื้อตั๋วเฟิร์สต์คลาสไปชาติหน้า ผมจะมีโอกาสทำบุญ สะสมบุญผมทุกวันที่กระทรวงนี้

ผมยังทำงานแข่งกับเวลา ไม่ใช่ว่าผมจะอยู่สั้น แต่เพราะงานที่คิดไว้เยอะเหลือเกิน จึงตั้งใจไว้เองว่า 3 เดือน 6 เดือน จะต้องให้ได้ อย่าง 3 เดือนแรกได้มอบผู้บริหารไปแล้วว่า ต้องนำมาสเตอร์
แพลนผู้สูงอายุเข้าคณะรัฐมนตรีให้ได้สิ้นเดือนกันยายน

•นโยบายเร่งด่วน 18 โปรเจ็กต์พัฒนาสังคม

เอาง่ายๆ อย่างกรมกิจการเด็กและเยาวชน ผมให้ความสำคัญเรื่องเนิร์สเซอรี่ที่มีคุณภาพ คนดูแลต้องมีมาตรฐาน ทั้งความเข้าใจด้านจิตวิทยา ทั้งกายภาพสถานที่ต้องมีความสะอาด ไม่แพร่โรคติดต่อ เพราะต่างจังหวัดเอาไปฝากกันหมด ครูก็ดูแลตามมีตามเกิด รวมถึงเชื่อตามวิทยาศาสตร์เรื่องพัฒนาการเด็กเริ่มตั้งแต่เกิด หรือก่อนแรกคลอดด้วยซ้ำ

เขาบอกกันว่าคนจะเก่งกีฬาได้ ต้องเริ่มพัฒนาก่อน 9 ขวบ แต่ทีมชาติไทยเริ่มมาทำตอนอายุ 15 ปี แล้วจะไปชิงแชมป์กับใคร เพราะมันเป็นยีนอัจฉริยะเฉพาะตัว ฉะนั้นที่ผมจะทำคือจะเอ็มโอยูกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ใครจะเล่นอะไรเล่นไปเลย

ผมเชื่อเสมอในฐานะนักกีฬาคนหนึ่งว่าทำไมคนถึงต้องเล่นกีฬา ซึ่งประเทศไทยพลาดอย่างมากเลยไปเน้นติวให้สอบเข้า สอบผ่าน เด็กเลยกลายคนฉลาดแต่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง แต่กีฬาสอนให้คนเคารพกติกา รู้จักแพ้ชนะ เป็นผู้ให้และผู้รับ ให้อภัย มองโลกในแง่บวกเสมอ

ผมเคยอยู่ในทีมฟุตบอลที่แข่ง 33 นัด แพ้ 31 นัด แต่ฤดูกาลถัดมาทีมผมเป็นแชมป์ เพราะได้เรียนรู้บทเรียนความพ่ายแพ้จนแก้ไขได้ ส่วนศิลปะและดนตรี ทำให้ไม่เครียด และสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้เยอะ

ยังมีปัญหาพ่อแม่วัยรุ่นที่ผมรู้สึกตกใจหลังทราบตัวเลข อย่างนครศรีธรรมราชพบเด็กแต่งงานมีลูกก่อนอายุ 18 ปีถึงกว่า 9,000 คน เป็นปัญหาท้องไม่พร้อม ครอบครัวแหว่งกลาง เด็กขาดสารอาหาร นี่เป็นสังคมไร้ทิศทางต้องแก้ ต้องให้การศึกษาเพื่อลดจำนวนเด็กเกิดไม่พร้อมลง

ส่วนที่คลอดมาแล้วจะทำอย่างไรให้เขามีอนาคตที่ดี เบื้องต้นคงต้องมีการสอนการบริหารจัดการชีวิต จัดการการเงิน บริหารจิตวิทยา การเลี้ยงลูก ซึ่งทุกวันนี้ไม่มีสอน สำคัญที่สุดคือเขาต้องมีอาชีพที่จะมีรายได้เลี้ยงลูกได้

•มีนโยบายแก้ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีอย่างไร

เรามีอาสาสมัคร พม. 7-8 หมื่นคน แต่ผมมองว่าไม่พอ จึงไปปรึกษาผู้รู้แนะนำให้นำเด็กรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม เพราะเป็นกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ผมจึงคิดทำโครงการ “วิศวกรสังคม” จะดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยดูแล เป็นตาสับปะรด ช่วยแจ้งปัญหาและความผิดปกติทางสังคม

เบื้องต้นกำลังดูว่าจะให้แจ้งทางสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 หรือเป็นหน่วยเฉพาะขึ้นมา ก็จะอบรมวิศวกรสังคมให้มีศักยภาพ ตั้งแต่มีซอฟต์สกิล ให้เป็นผู้นำของชุมชนได้ ซึ่งจะช่วยกันดูในหลายมิติไม่เฉพาะเรื่องความรุนแรงอย่างเดียว ทำไม จส.100 ทำได้ ฉะนั้นวิศวกรสังคมคือ คนที่สร้างสังคมที่คุณต้องการเห็น เสริมในสิ่งที่คุณคิดว่าไม่แข็งแรง ช่วยซ่อมในสิ่งที่ชำรุด ซึ่งจะต้องทำให้เกิดความยั่งยืน

อย่างโมเดลของ จส.100 ที่คนขยันโทรแจ้งเหตุ ตรงไหนรถติดให้เลี่ยงโน่นนี่ จะบอกว่าคนไทยมีน้ำใจนะ ฉะนั้นเข้าถึงให้ถูก ใช้เขาให้เป็น

•จะปรับเพิ่มเบี้ยเด็กแรกเกิด-คนพิการ-สูงอายุหรือไม่

ผมจะเน้นเรื่องอาชีพก่อน การของบประมาณ ปลัดบอกผมแล้ว อาจจะยังมีข้อจำกัดเรื่องวินัยการเงินการคลัง และผมก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถแจกให้ได้จนไม่มีที่สิ้นสุด

สำคัญที่สุดคือ ผมต้องใช้ศาสตร์พระราชานำ คือคุณธรรม พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเป็นงานหลักของ พม. พอใช้คุณธรรมนำเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบริหาร ช่วยเพิ่มผลผลิต ช่วยให้คนทุกข์ยากน้อยลงเกือบทุกมิติ และพระองค์ทรงงานบนของจริง จับต้องได้ และไม่มีวันหยุด

ผมอ่านทีไรผมก็น้ำตาซึมทุกที มีคนถามว่าทำไมท่านทรงเดินเร็ว ทำเร็ว ท่านมีรับสั่งว่า เพราะทุกข์ประชาชนรอไม่ได้ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวคิดเช่นนี้ ทำไมข้าราชการในพระเจ้าอยู่หัวจะติดและทำแบบนี้ไม่ได้ ดังนั้นกระทรวง พม.หากมีวิศวกรสังคม ไม่ใช่รอเขามาหาคุณ แต่คุณต้องเดินเข้าหาปัญหา และคุณต้องแก้ปัญหาก่อนที่จะเป็นวิกฤต

ทั้งหมดนี้เป็นจิตวิญญาณเดิม ผมไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเยอะ ด้วยเป็นคนที่ทำนโยบายพรรค เพราะเป็นเลขาฯ พรรคมา ก็ศึกษาความพร้อม ความขาดแคลนมาจนตกผลึกเป็นนโยบาย อันไหนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ทำ ผมไม่ได้น้อยใจ แต่ผมจะทำ

•มีนโยบายสำหรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ (LGBT) อย่างไร

ผมโอเพ่นนะครับ ชีวิต ร่างกาย จิตใจเขา ไปอะไรกับเขา พ่อเขายังบังคับไม่ได้แล้วคุณเป็นใครจะไปบังคับ ส่วนกรณีคำขอเปลี่ยนคำนำหน้านาม “นาย-นางสาว” ขึ้นอยู่กับสังคมด้วย ต้องฟังและยอมรับซึ่งกันและกัน

ผมเป็นคนอนุรักษนิยม แต่ถูกฝึกให้ยอมรับความแตกต่างกับคนอื่นได้ ผมไปชวน ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ที่มีความชัดเจนเรื่องนี้ มาช่วยผลักดันเต็มที่ ผมจะไม่นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยก็ล้มเหลวอยู่แล้ว แต่ถ้าทำแล้วล้มเหลวก็ช่างมัน ก็ดีกว่าไม่ทำ เป็นคนไม่ชอบความล้มเหลว แต่ไม่กลัว

ผมจะไปเชิญอาจารย์เสรี วงษ์มณฑา มหาเศรษฐีด้านนี้ ใครต่อใครที่เขาพร้อมจะช่วย ผมคิดว่างาน พม.มีคนมาช่วยเยอะแยะ ของฟรีทั้งนั้น

•นโยบายแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพม.

กรณีที่กระทรวง พม.จะมีข้าราชการระดับ 10 เกษียณอายุจำนวนมากเดือนตุลาคมนี้ อย่างระดับอธิบดีเกษียณ 4 ใน 5 คน ถ้าถามว่าผมกลัวเกียร์ว่างไหม ผมไม่กลัว ก็ได้เน้นย้ำในการประชุมผู้บริหารว่า ท่านอย่านั่งเฉยๆ เพราะค่าเฉลี่ยคนตายอายุ 83 ปี ฉะนั้นท่านยังเหลืออีก 23 ปี จะต้องอยู่แบบทำงาน คนไหนทำงานดีเข้าตาผม ผมก็พร้อมหามูลนิธิเอกชนให้ไปทำงานต่อ และผมก็จะให้การบ้านทุกคนเพื่อการเข้าสู่ตำแหน่ง ใครอยากทำเรื่องอะไรให้โปรเจ็กต์ไป และนำผลงานมาอวดผม เมื่อนั้นผมก็จะให้ความเห็นกับปลัดว่าไปพิจารณาหน่อย

จากนี้ทุกคนต้องแสดงผลงาน จะไม่มีใครนั่งเฉยได้ตีตั๋วฟรีอีกต่อไป ผมจะไปหา อ.ก.พ.กระทรวง ขอเพิ่มทีโออาร์อีกข้อว่า ทัศนคติของผู้บริหารที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอให้เขียนในห้องนั้นเลย ไม่ใช่เขียนจากบ้าน ว่าคุณจะทำอย่างไรที่จะเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความยั่งยืน เป็นอีกคุณสมบัติที่จะเสนอ ผมจะเสนอ ไม่รู้เขาจะรับไหม หากปฏิเสธ อย่างน้อยผมก็ได้
เสนอแล้ว

หันหลังย้อนกลับมา ไม่ว่านานเท่าใดก็ตาม จะไม่มีคำว่าเสียใจกับสิ่งที่คิดแล้วไม่ได้ทำ