หน้าแรก บทความ บอริส จอห์นสั...

บอริส จอห์นสัน นายกฯอังกฤษ (ป้ายแดง) : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

27.07.19 | 14:15 น.
บอริส จอห์นสัน

บอริส จอห์นสัน นายกฯอังกฤษ (ป้ายแดง) : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

เป็นไปตามความคาดหมาย “บอริส จอห์นสัน” (Boris Johnson) ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม และได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรโดยอัตโนมัติ

ตามกำหนดการ “เทเรซ่า เมย์” ทำการส่งมอบหน้าที่วันที่ 24 กรกฎาคม

(หมายเหตุ บทความเขียนเช้าวันที่ 24 ก.ค. เวลาประเทศไทยเร็วกว่า 6 ชั่วโมง)

การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคมีขึ้นวันที่ 23 กรกฎาคม ผลการแข่งขันชิงตำแหน่งคือ

Advertisement

1 “บอริส จอห์นสัน” ได้ 92,153 คะแนน

1 “เจเรมี ฮันท์” ได้ 46,656 คะแนน

มิใช่มาจากคะแนนเสียงของประชาชน หากเป็นการเลือกโดยสมาชิกของพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค เพราะวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังเป็นของพรรคอนุรักษนิยม กล่าวคือเมื่อเลือกหัวหน้าพรรคได้แล้วก็จะได้นายกฯโดยอัตโนมัติ

เหตุที่มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ก็เพราะ “เทเรซ่า เมย์” แก้ปัญหา “เบร็กซิท” ล้มเหลว

จึงเป็นเหตุให้ลาออกจากนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็ต้องสิ้นสุดลงด้วย

“เทเรซ่า เมย์” ลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน

แต่เป็น “นายกฯรักษาการ” มาตลอด จนถึงวันที่ 24 กรกฎาคม

“บอริส จอห์นสัน” เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

“เจเรมี ฮันท์” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

“บอริส จอห์นสัน” นายกฯป้ายแดง เคยเป็นนายกเทศมนตรีลอนดอน เมื่อปี 2008 และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเมื่อปี 2016

ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2018

ปี 2016 เขาเป็นหัวหอกในการผลักดันประเด็นการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ลัทธิประชานิยมของเขาได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เพราะตรรกะไม่มีเหตุผล

“บอริส จอห์นสัน” ถือเป็นนายกรัฐมนตรี “อุบัติเหตุ” อันเกิด “เมย์” ลาออกก่อนครบวาระ

เขาถูกมองว่าเป็นฝ่าย “hard brexit” เมื่อเดือนพฤษภาคม เขาเคยกล่าวว่า เขาจะมีความสุขที่สุดหากการแยกตัวที่ไม่มีสัญญาสำเร็จลุล่วงก่อนวันที่ 31 ตุลาคม 2019

ก็เพราะการไม่ยอมละจุดยืน “hard brexit” ของ “บอริส จอห์นสัน” นั้น จึงได้สร้างความหวั่นไหวให้แก่คนอังกฤษและสร้างความกังวลของบรรดานักลงทุน

ความแตกแยกของสังคมจึงมากขึ้นและหนักขึ้น

ในที่สุด ปัญหา “เบร็กซิท” จะหาทางออกอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง

เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 ในวันที่ 24 กรกฎาคม “บอริส จอห์นสัน” ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีโดยสมบูรณ์

“เทเรซ่า เมย์” ก็พ้นหน้าที่รักษาการโดยอัตโนมัติ

“เทเรซ่า เมย์” อยู่ในตำแหน่ง 3 ปี พยายามผลักดันประเด็น “soft brexit” หากมิได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายประสงค์แยก และก็มิได้เป็นที่ยอมรับของฝ่ายประสงค์รวม

จึงถูกสภา “ตีตก” ถึง 3 ครั้ง ความเสื่อมก็มาเยือน

และเป็นเหตุให้ “เทเรซ่า เมย์” ลาออก

“เทเรซ่า เมย์” ได้กล่าวสุนทรพจน์เพื่ออำลาจากตำแหน่งเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม มีถ้อยคำที่น่าสนใจตอนหนึ่งว่า “วันนี้สหราชอาณาจักรและทั่วโลกได้ดำรงอยู่ภายใต้ระบบเผด็จการทางการเมืองอันปฏิเสธการประนีประนอม (uncompromising absolutism) ซึ่งน่ากังวล”

เธอระบายในเชิงปริศนาว่า อันลัทธิประชานิยมนั้น ใครที่คิดต่างก็คือศัตรู และวิพากษ์ นักการเมืองส่วนหนึ่งดำเนินไปตามโลกทัศน์โดยศรัทธาในทฤษฎี Zero-sum game เพียงเพื่อพูดในสิ่งที่คนอยากฟัง ทั้งนี้ ปราศจากการประนีประนอมและเดินหน้าต่อไป ครั้นเมื่อพูดถึงปัญหาอาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน เธอกล่าวว่า ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ แต่การประนีประนอมยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด อีกทั้งเน้นย้ำการธำรงไว้ซึ่งสัญญาอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องสำคัญ

“เทเรซ่า เมย์” ได้บริภาษระบบเผด็จการทางการเมืองอันปฏิเสธการประนีประนอม ตลอดจนการพาดพิงถึงประเด็นสังคม การเมืองและเทคโนโลยี เป็นต้น

แม้มิได้เอ่ยนามว่าเป็นผู้ใด แต่โลกภายนอกก็เข้าใจว่าเป็นการพูดเหน็บ “บอริส จอห์นสัน” และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งเป็นการพูดจาเสียดสีประชดประชันตามแบบฉบับของผู้ดีอังกฤษ

“เทเรซ่า เมย์” เน้นย้ำว่า “Uncompromising absolutism เป็นการทำลายโอกาสการเจรจา อันระบบเผด็จการทางการเมืองดังกล่าวถือเป็นบ่อนเซาะความสามัคคีในสังคม ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการแบ่งค่ายแยกขั้ว ควรต้องกลับไปเดินสายกลาง พร้อมกับได้ชื่นชมการเดินสายกลางของอดีตประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์”

“ไอเซนฮาวร์” เป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 34 เป็นนักรบระบือนามในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นนักการเมืองที่เดินสายกลางในพรรครีพับลิกัน สนับสนุนมาตรการแห่งความเสมอภาค สมัยที่ดำรงตำแหน่งได้ผลักดันการออกกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ในสายตาของอเมริกันมองว่าเขาเป็นประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกันที่สุดยอดคนหนึ่ง นักการเมืองที่เดินสายกลางอย่าง “ไอเซนฮาวร์” ปัจจุบันเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

“ไอเซนฮาวร์” คัดค้านลัทธิแม็กคาร์ธี ซึ่งเป็นทัศนคติที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการกล่าวหาผู้อื่นในประการไม่ซื่อสัตย์ การโค่นล้มอำนาจ หรือพฤติกรรมขายชาติ อันปราศจากหลักฐานนำสืบ ถือเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลที่ถูกกล่าวหาโดยสิ้นเชิง

บัดนี้ คำปรารภของ “เทเรซ่า เมย์” ได้สิ้นสุดไปพร้อมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

บัดนี้ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรคนใหม่ได้แจ้งเกิดแล้ว

อายุเพียง 55 ของ “บอริส จอห์นสัน” ถือว่าอยู่ในวัยทำงาน

ภาวะ “หน้าสิ่วหน้าขวาน” ของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะปัญหา “เบร็กซิท”

หวังว่า “นายกฯป้ายแดง” คงจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้

และไม่ย่ำรอยแห่งประวัติศาสตร์ของ “เทเรซ่า เมย์”

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช