ภาษาของชาติ : ความเป็นไทยที่ควรถามถึง : โดย วิภาพ คัญทัพ
ความเป็นไทยเป็นเรื่องที่พูดถึงยากในสังคมไทย เพราะถ้าพูดผิดหู จะมีคนออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย อย่างมีท่าทีและน้ำเสียงแบบโกรธเคืองกันเลยทีเดียว
เรื่องความเป็นไทยนั้น จึงเสมือนว่ามีความถูกต้องอยู่ชุดหนึ่ง ใครพูดผิดไปจากนี้เป็นอันว่าใช้ไม่ได้
แต่ในความจริงเรื่องราวต่างๆ ย่อมมีผู้รู้และผู้ไม่รู้ ดังนั้น การพูดผิดเกี่ยวกับความเป็นไทย ควรเป็นเรื่องที่ให้อภัยกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวความเป็นไทยนั้น เป็นเรื่องของสังคมย่อมมีความซับซ้อนในการอธิบาย
นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า ต้องมีการวิจัยรองรับคำอธิบายนั้น
เป็นต้นว่า เมื่อไม่นานมีนักการเมืองออกมาตั้งข้อสังเกตว่า “ยิ้มสยาม” เป็นเครื่องหมายแสดงว่าคนไทยไม่มีจุดยืน นึกอะไรไม่ออกก็ยิ้มไว้ก่อน การพูดเช่นนี้ต้องมีการวิจัยรองรับ คือพูดแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การพูดถึงความเป็นไทย ควรเปิดกว้างให้พูดถึงได้โดยทั่วกัน ไม่ว่านักการเมือง นักธุรกิจ นักการศึกษา หรือ นักวิทยาศาสตร์ก็ดี ในฐานะที่เป็นคนไทย ถ้าหากพูดผิดแผกไปจากความรู้ชุดเดิมที่เคยมีอยู่ควรถือว่าเป็นเพียงข้อสังเกตเพื่อพัฒนาความเป็นไทย เพราะถ้าหากรอผลวิจัยในทุกประเด็นอาจจะช้าไปแต่การพูดแบบตั้งข้อสังเกตเช่นที่ยกมานี้ สามารถนำทางสู่การทำวิจัยต่อไปได้
จริงแล้ว ความเป็นไทยเป็นเรื่องพัฒนาได้ เพราะความเป็นไทยที่มีอยู่ก็เป็นผลมาจากการพัฒนาในระหว่างการดำเนินชีวิต
ความเป็นไทยไม่ใช่เรื่องหยุดนิ่ง ตราบเท่าที่คนไทยยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นคนไทยทุกวงการควรที่จะพูดถึงความเป็นไทยได้
นอกจาก “ยิ้มสยาม” แล้ว ความเป็นไทยมีความสำคัญที่ต้องพูดถึงนั้นมีอีกมาก ตัวอย่างเช่น เรื่อง “ภาษาของชาติ” เมื่อผู้เขียนสอนภาษาไทยในระดับมหาวิทยาลัย พบว่านักศึกษาไม่เข้าใจลักษณะของภาษาไทยซึ่งมีอยู่หลายประการด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ไม่เข้าใจว่าอักษรไทยที่มีจำแนกเป็นอักษรกลาง อักษรสูง อักษรต่ำ นั้นได้แก่อะไรบ้าง และยิ่งไปกว่านั้นไม่เข้าใจว่า จะแบ่งเป็นอักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำ ไปเพื่ออะไร เป็นต้น
เรื่องน่ากลัวคือความไม่เข้าใจนี้ ถูกสร้างให้เป็นภาวะปกติ คือ เห็นว่าคนไทยที่ไหนๆ ก็ไม่เห็นจะต้องรู้เรื่องลักษณะของภาษาไทย คือ ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ใจเรียนรู้ ทั้งที่เรื่องนี้ได้รับการบรรจุให้เรียนรู้ในระบบการศึกษา ความเข้าใจผิดเช่นนี้ จึงอาจส่งผลเสียหายหลายประการ เช่น ประกาศแรกส่งผลต่อความรักชาติ ถ้าหากคนในชาติไม่ใส่ใจดูแลภาษาของชาติไทยแล้ว จะไปมุ่งหวังให้ใครมาดูแลเล่า ประการต่อมาภาษาไทยเป็นเครื่องมือสื่อความรู้สึกนึกคิดของคนในชาติ เมื่อคนในชาติไม่สนใจภาษาไทย ก็เท่ากับทำลายกระบวนความคิด
ความไม่รู้สึกเป็นเจ้าของภาษานั้นส่งผลร้ายต่อการนำเสนอความคิดและการสร้างสรรค์ภาษากล่าวคือขาดความกระตือรือร้นหรือความสดชื่นเมื่อใช้ภาษาไทย ในทางจิตวิทยาอะไรที่เริ่มต้นด้วยทัศนคติที่เป็นลบ จะทำให้ดีย่อมเป็นเรื่องยาก
เรื่องที่คนไทยไม่ค่อยสนใจภาษาของชาติเท่าที่ควรนี้ เคยมีอาจารย์ทางภาษาไทย คือ ศาสตราจารย์ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ กล่าวไว้ในบทความเรื่อง “ภาษาไทยวิชาที่ถูกลืม” ตอนหนึ่งท่านกล่าวถึงประเทศที่ให้ความสำคัญแก่ภาษาของชาติตนอย่างมาก “…มีนักการศึกษามีความเห็นว่า การสอนภาษาของชาติควรได้รับความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในวงการศึกษา ความสำคัญข้อนี้ ในประเทศที่มีภาษาของชาติใช้เป็นเวลานานเข้าใจกันถ่องแท้จนไม่ต้องกล่าวเป็นถ้อยคำ จะเห็นได้จากการปฏิบัติในโรงเรียนมัธยมในประเทศฝรั่งเศส ครูที่สอนภาษาฝรั่งเศส จะพูดด้วยความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งว่า หน้าที่ของตนคือการสอนภาษาฝรั่งเศส …ในประเทศอังกฤษ ครูทุกคนต้องถือว่าเป็นครูภาษาอังกฤษด้วย ครูทุกคนจะต้องระมัดระวังในการใช้ภาษาอังกฤษ และจะต้องสนใจแก้ไขปรับปรุงสำนวนภาษาอังกฤษของนักเรียน ในการพูดการเขียนภาษาอังกฤษทุกระยะเวลาสำหรับทุกวิชาที่สอน” ในขณะที่เมื่อกล่าวถึงประเทศไทยท่านระบุไว้ว่า “ความบกพร่องในการสอนภาษาไทยที่สำคัญที่สุดคือ การขาดความเอาใจใส่และความพยายามในอันที่จะค้นหาวิธีสอนที่ได้ผล และการผลิตวัสดุอุปกรณ์ไม่ก้าวหน้า ซึ่งต้องถือเป็นความรับผิดชอบตั้งแต่ ผู้บริหารระดับสูง ลงมาถึงครูอาจารย์ที่ทำการสอนร่วมกัน”
การจะพัฒนาอะไร มีความจำเป็นต้องยอมรับความจริงก่อน ว่าสิ่งนั้นมีข้อบกพร่องอย่างไร ไม่อย่างนั้นก็พัฒนาต่อไปไม่ได้ การพยายามบิดเบือนไม่ยอมรับความจริงมีแต่จะทำให้ปัญหาสะสมต่อไป สำหรับเรื่องนี้อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า ที่คนไทยไม่มีความนิยมในภาษาของชาติ เป็นเพราะผู้นำหรือผู้บริหารในประเทศทำเหมือนไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น คือไม่มีนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาของชาติอย่างจริงจัง การไม่ส่งเสริมภาษาเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าไม่ต้องการส่งเสริมให้คนในสังคมมีความคิดความอ่านที่เข้มแข็งนั่นเอง
จะเห็นได้ว่าไม่เคยมีกิจกรรมเกี่ยวกับการพูด การฟัง การเขียน และการอ่านภาษาไทย ในแนวสร้างสรรค์อย่างทันสมัย หรือแสดงความก้าวหน้า เช่น เคยมีการตั้งคำถามไหมว่า ถ้าหากมีคนต่างชาติสนใจอยากจะเรียนภาษาไทยในฐานะที่เป็นภาษาหนึ่งในโลกนี้ คนไทยจะมีวิธีการสอนภาษาไทยกันอย่างไรให้ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐาน ดังตัวอย่างเช่น ประเทศจีนมีการกำหนดระบบพินอิน (pinyin) เป็นระบบถ่ายทอดเสียงภาษาจีนมาตรฐานด้วยอักษรโรมัน ซึ่งกำหนดมานานกว่าหกสิบปีแล้ว และในปี ค.ศ.1982 องค์การมาตรฐานสากลให้การรองรับระบบพินอินเป็นระบบมาตรฐานในการถ่ายทอดเสียงภาษาจีน ทำให้การเรียนภาษาจีนสำหรับผู้เริ่มต้นเป็นไปได้อย่างสะดวกมากขึ้น สำหรับบ้านเรามีแต่การสอนภาษาไทยแบบอนุรักษ์ในหมู่คนไทย เช่น พยายามเน้นให้ใช้ภาษาให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทยบ้าง ให้อ่านวรรณคดีแบบฉบับบ้าง การสอนเช่นนี้ไม่ใช่ไม่ดี แต่ควรสอนในแนวสร้างสรรค์ด้วย เพื่อนักเรียนจะได้เรียนรู้ว่า การเรียนภาษาของชาติไม่ใช่เรียนเพื่ออนุรักษ์เท่านั้น
ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ต้องทำให้เด็กมั่นใจ กล้าคิด และกล้าแสดงออก ทั้งการพูดและการเขียนอย่างมีเนื้อหา มีกลวิธีที่สร้างสรรค์ และมีศิลปะ ส่วนในการรับสารเด็กควรรู้จักเลือกที่จะฟังและเลือกที่จะอ่านอะไรได้ด้วยตนเองอย่างมีวิจารณญาณ
ความคิดครอบฝังในลักษณะไม่ให้ความสำคัญกับภาษาของชาติเช่นนี้ ไม่ทราบมาจากไหน แต่ทำให้คนไทยโดยทั่วไปไม่อยากคิดถึงภาษาไทยในเชิงสร้างสรรค์ มองครูภาษาไทยแบบไม่ศรัทธา ครูภาษาไทยเองก็อาจไม่ชื่นชมตนเอง เมื่อสังคมไม่ใส่ใจพัฒนาทักษะการใช้ภาษาของชาติ พลเมืองก็กลายเป็นหุ่นยนต์กลไก ที่ใครจะชักจูงไปทางไหนก็ได้โดยง่าย นอกจากถูกชักจูงแล้ว ยังอาจกลับมาปะทะถกเถียงทำให้การพัฒนาเรื่องราวต่างๆ ในประเทศดำเนินไปได้โดยเชื่องช้าและเต็มไปด้วยอุปสรรค ดังนั้น ความเป็นไทยเรื่องภาษาของชาติที่กล่าวมานี้ หากพิจารณาดูจะตระหนักได้ว่าเป็นปัญหาที่ไม่ธรรมดาเลย
ปัจจุบันปรากฏการณ์หนังสือพิมพ์ และนิตยสารไทยทยอยปิดตัวกันไป เกิดขึ้นอย่างน่าใจหาย และน่าเศร้าที่วัฒนธรรมการอ่านการเขียนซบเซาลงไปแทนที่จะพัฒนา เมื่อสังคมก้าวหน้าไปมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าภาษาของชาติเราถูกล้อมกรอบไว้เฉพาะที่การพูดและการฟัง อย่างไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว และการพูดการฟังก็กำลังเป็นปัญหาใหญ่หลวง เพราะดูเหมือนจะพูดจะฟังกันไม่ค่อยรู้เรื่อง สืบเนื่องจากขาดพื้นฐานการไตร่ตรองที่ควรจะได้จากการอ่านและการเขียน
เหตุนี้ปัญหาดังกล่าว น่าจะส่งผลต่อเนื่องไปในอนาคต ซึ่งคาดเดาไม่ง่ายว่าจะออกมาในรูปแบบใด
วิภาพ คัญทัพ

