ภายหลังมีการโปรดเกล้าฯรายชื่อคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นจอมทัพในการที่จะเข้ามาบริหารกิจการบ้านเมืองอีกวาระหนึ่งทำให้บรรยากาศทางการเมืองเริ่มเข้มข้นและน่าสนใจเพิ่มขึ้นตามลำดับ
จากนี้ไปประเทศชาติหรือบ้านเมืองจะมีทิศทางอนาคตเป็นอย่างไรหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญคงจะขึ้นอยู่กับบรรดารัฐมนตรีที่จะได้แสดงออกซึ่งศักยภาพดังที่ตั้งใจบนความคาดหวังของประชาชนและความท้าทายในยุคของการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้มีเทียนชัยเป็นหลักยึดในการบริหารจัดการหรือเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตหนึ่งในสิ่งที่คณะรัฐมนตรีจะต้องตระหนักและนำไปสู่การปฏิบัติคงจะได้แก่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานเนื่องในวโรกาสการเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อเร็วๆ นี้
หนึ่งในวรรคทองที่สำคัญสำหรับพระราชดำรัสที่คณะรัฐมนตรีควรจะนำไปเป็นแนวทางสำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาโดยยึดเอาประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักดังความตอนหนึ่งว่า “เพื่อความสุขและความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชน…” จากพระราชดำรัสดังกล่าวหากคณะรัฐมนตรีวิเคราะห์ถึงสภาพการณ์ของสังคมและประเทศชาติ ณ เวลานี้จะพบว่าประเทศชาติและประชาชนกำลังรอการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ไขในปัญหาที่ประดังเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในรอบหลายปีที่ผ่านมา
เมื่อกล่าวถึง ครม.ชุดใหม่ในยามที่กำลังเป็นข้าวใหม่ปลามันอะไรๆ ก็ดูจะดีไปเกือบทุกอย่างถึงแม้จะมีข่าวแพลมออกมาสู่สาธารณะที่ว่าด้วยความขัดแย้งอยู่บ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งงานให้รัฐมนตรีร่วมรับผิดชอบรวมทั้งห้องทำงานในบางกระทรวง
ที่น่าสนใจก่อนที่รัฐบาลจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภากลับปรากฏให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ แนวคิด จุดยืนอุดมการณ์ของรัฐมนตรีที่แสดงออกให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเดินหน้าพัฒนาประเทศซึ่งหากมองในแง่ดีจะถือได้ว่าน่าจะเป็นความโชคดีของประชาชนที่เสนาบดีทั้งหลายมีแนวคิดเพื่อนำความเจริญและแก้ปัญหาให้กับประชาชนและประเทศชาติ
ในประเด็นที่มีต่อแนวคิดสำหรับการบริหารจัดการประเทศในส่วนของนายกรัฐมนตรี ณ เวลานี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาทั้งนี้คงจะต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสียก่อนประชาชนจึงจะได้เห็นถึงวิสัยทัศน์และแนวทางสำหรับการเดินหน้าพัฒนาประเทศสู่การเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคต
แต่หนึ่งในวลีที่ถือได้ว่านายกรัฐมนตรีได้หยอดคำหวานด้วยจิตวิทยาของผู้นำซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเดินหน้าไปกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และสร้างความชื่นใจให้กับผู้ร่วมงานคงจะเป็นวาทะคำคมในวาระของการประชุมคณะรัฐมนตรีภายหลังการเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดังความตอนหนึ่งว่า
“ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นเกียรติและมีความสุขที่ได้ทำงานกับพี่ๆ ทุกคนห้องประชุมแห่งนี้รอทุกท่านมาหลายปีแล้วเช่นเดียวกับที่ตนรอทุกท่านมาหลายปีแล้วเช่นกันการทำงานที่ผ่านมาเดินหน้าตามโรดแมปไม่ได้มุ่งหวังว่าจะอยู่ให้นานไม่เคยคิดวันแรกจนถึงวันนี้ วันเวลาผ่านพ้นไปบางคนอาจรู้สึกว่ามันนานเกินไปตนรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันแต่ได้ช่วยแก้ไขปัญหามามากมายวันนี้ทั้งรัฐมนตรีเก่าและรัฐมนตรีใหม่ขอให้ทุกคนเดินหน้าทำงานด้วยกันด้วยความรักความสามัคคีไม่แบ่งแยกและดูแลทุกอย่างตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้”
วันนี้เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าปัญหาประเทศกำลังรอการเดินหน้าเพื่อการแก้ไขอยู่อย่างหลากหลายซึ่งหนึ่งในปัญหาที่ผู้คนในสังคมต่างประสบกันอย่างถ้วนทั่วคงจะหนีไม่พ้นปัญหาปากท้องหรือปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจากปัญหาด้านเศรษฐกิจที่กัดกร่อนสังคมมาอย่างยาวนานจึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่ปัญหาแห่งมิติทางสังคมตามมาอีกนานัปการ
ด้วยความจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาปากท้องที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในห้วงเวลาก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาพบว่าบรรดาเสนาบดีที่เกี่ยวข้องได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์หรือแนวคิดเพื่อการแก้ไขไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง ดังเช่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะแม่ทัพใหญ่สำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกล่าวผ่านสื่อมวลชนเพื่อสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมีแนวทางในการเดินหน้าสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะการฟื้นฟูการประชุมคณะรัฐมนตรีโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อพิจารณาวาระสำคัญทางเศรษฐกิจ
สำหรับการเดินหน้าในมิตินี้รองนายกรัฐมนตรีเชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทุกภาคส่วนและช่วยขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจของประเทศผ่านโครงการต่างๆ ไปในทิศทางเดียวกันและจะเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มาก
แต่เมื่อพูดถึงค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400 บาท ที่ผู้ใช้แรงงานกำลังทวงถามเพราะเคยได้รับคำหวานอันเย้ายวนเมื่อครั้งหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐนั้นในประเด็นนี้รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเรื่องนี้คณะกรรมการไตรภาคีต้องพูดคุยกัน ซึ่งยอมรับว่าเป็นนโยบายของพรรคการเมืองที่เคยหาเสียงไว้เพียงแต่ว่าการจะดำเนินการปรับขึ้นจะมีเงื่อนไขทั้งการพัฒนาฝีมือแรงงานซึ่งเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นไปในทิศทางที่ดี
ในขณะที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่น้อยหน้าโดยเปิดเผยว่าจะเดินหน้า 4 เรื่องสำคัญเป็นการเร่งด่วนได้แก่ 1.การประกันรายได้เกษตรกร 2.เร่งส่งออก 3.ควบคุมราคาสินค้าและดูแลค่าครองชีพประชาชน 4.เร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ค้างท่อ สำหรับการประกันรายได้เกษตรกรเบื้องต้นเน้นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน
นอกจากนั้น การค้าการขายกับประเทศเพื่อนบ้านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสนใจกับการขับเคลื่อนการค้าชายแดนระหว่างทั้งไทยกับมาเลเซีย พม่า ลาว และกัมพูชา เป็นต้น
ด้าน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นอีกหนึ่งรัฐมนตรีที่แสดงออกให้เห็นถึงเป้าหมายในการปฏิบัติงานซึ่งภายหลังการเดินทางเข้ากระทรวงได้ส่งสัญญาณการสร้างผลงานโดยใช้เวลาเข้ามาเป็นตัวชี้วัดซึ่งงานทุกเรื่องจะมีแผนปฏิบัติการชัดเจนภายใน 100 วัน ที่สำคัญรัฐมนตรีท่านนี้ย้ำว่าในยุคที่ตนเองเข้ามารับหน้าที่นโยบายที่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องโปร่งใส ต้องตรวจสอบได้ที่สำคัญต้องร่วมกันทุกฝ่าย
จากการที่รัฐมนตรีตอกย้ำถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคำกล่าวที่สังคมจะต้องจับตาและพิสูจน์ ทั้งนี้ เพราะกระทรวงใดที่นักการเมืองเข้าไปบริหารจัดการและกระทรวงนั้นเต็มไปด้วยผลประโยชน์และงบประมาณจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้วย่อมเป็นที่กังขาและจับตาของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกหนึ่งในกระทรวงที่ถือได้ว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจได้แก่กระทรวงการคลังซึ่งขุนคลังของรัฐบาลชุดนี้ นายอุตตม สาวนายน ได้สะท้อนมุมมองที่ต้องการให้สังคมเชื่อมั่นต่อการเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศว่า ในเรื่องเศรษฐกิจนั้นจะเดินหน้าความเข้มแข็งเศรษฐกิจในประเทศตั้งแต่ฐานรากขึ้นมาให้ได้เพื่อให้ประเทศมีภูมิคุ้มกันโดยเตรียมออกมาตรการเพื่อมาดูแลผลกระทบจากเศรษฐกิจภายนอกประเทศมีกลุ่มที่ต้องดูแลเช่นกลุ่มเกษตร วิสาหกิจชุมชนโดยจะขอหารือกับผู้บริหารกระทรวงการคลังหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภา
การเดินหน้าพัฒนาประเทศเพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงและแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าย่อมเป็นที่คาดหวังของรัฐบาลและประชาชนผู้ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนนอกเหนือจาก วิสัยทัศน์ ความรู้ ประสบการณ์ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแล้วอีกหนึ่งปัจจัยที่จะส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารจัดการได้แก่ทีมงานซึ่งอาจจะมีที่มาจากฝ่ายการเมือง นักธุรกิจ หรือนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ บุคคลกลุ่มนี้ถือได้ว่าจะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองและพลังที่สำคัญสำหรับการเดินหน้าพัฒนาประเทศ
แต่สิ่งที่รัฐมนตรีพึงสังเกตสำหรับทีมงานที่จะเข้ามามีส่วนร่วมคงจะต้องแต่งตั้งบนพื้นฐานของความสำคัญและความจำเป็นของความพอเหมาะพอควรในอดีตที่ผ่านมาการบริหารงานของบางกระทรวงมีปัญหาตามมาและทำให้ชื่อเสียงของรัฐมนตรีพลอยมัวหมองไปด้วยเพราะทีมงานหรือที่ปรึกษาบางคนมักจะเข้าไปก้าวก่ายในเนื้องานรวมทั้งสั่งการให้ข้าราชการกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้อง
การที่รัฐมนตรีบางกระทรวงให้ความสำคัญกับทีมงานมากจนเกินควรย่อมจะส่งผลต่องบประมาณแผ่นดินรวมทั้งข้าราชการประจำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งจะพบว่าในห้วงเวลานี้บางกระทรวงข้าราชการกำลังหัวหมุนและประสบกับปัญหาดังกล่าว ดังนั้น รัฐมนตรีจำเป็นที่จะต้องเป็นต้นแบบในความพอเพียงและความเหมาะสมซึ่งจะส่งผลให้การบริหารงานราบรื่นดังที่ประชาชนเฝ้าจับตา และพิสูจน์ผลงาน
การบริหารกิจการบ้านเมืองของประเทศภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยถือได้ว่าเป็นแนวทางการเดินหน้าพัฒนาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและวันนี้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ก้าวมาสู่ในยุคที่สังคมที่ประชาชนต้องการและปรารถนา
ความสำเร็จสำหรับการเดินหน้าเพื่อพัฒนาประเทศภายใต้คณะรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนถือได้ว่าเป็นยุคของการบริหารจัดการที่อยู่บนความท้าทายและความคาดหวังของประชาชนที่น่าสนใจยิ่ง
บรรดาเสนาบดีที่ได้แสดงวิสัยทัศน์หรือการให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนและสาธารณะที่ว่าด้วยจะทำโน่นทำนี่ขอให้ท่านรักษาสัจจะและคำมั่นสัญญาเพราะสิ่งที่แสดงออกมาจากคำพูดจะกลายเป็นนายของผู้พูดตลอดไป
เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับคณะรัฐมนตรีที่อาสาเข้ามารับใช้ประชาชนพลังสำคัญสำหรับการตรวจสอบในตำแหน่งอันทรงเกียรติในอีกหนึ่งมิติคือ คำกล่าวที่ว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร

