GOOD NEW LAW…กำลังจะคลอดในยุค‘ลุงตู่’ : โดย ไพรัช วรปาณิ

31.07.19 | 14:30 น.
GOOD NEW LAW...กำลังจะคลอดในยุค‘ลุงตู่’ : โดย ไพรัช วรปาณิ

GOOD NEW LAW…กำลังจะคลอดในยุค‘ลุงตู่’ : โดย ไพรัช วรปาณิ

นักเขียนบันลือโลก “Shakespeare” เคยกล่าวไว้ว่า “Good wine needs no publicize” เช่นเดียวกับรัฐบาลหรือคณะบุคคลใด กระทำในสิ่งเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรมและประชาชน ความดีนั้นย่อมแพร่ขจรไปเอง โดยมิต้องโฆษณา…ว่าไหม?

นับเป็นสิ่งน่ายินดีที่ได้ทราบว่า คณะรัฐมนตรีรัฐบาลยุค “ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบ “ร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม” อันมีเนื้อหาสาระเปี่ยมไปด้วย “วิสัยทัศน์” ที่ก่อเกิดประโยชน์ในทางรูปธรรมต่อกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายและก่อเกิดประสิทธิผลหลายประการ ทั้งนี้ ข่าวว่าทางการกำลังดำเนินการส่งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขกฎหมายพิจารณาตามลำดับต่อไปอย่างน่าชื่นชม

นัยสำคัญในร่างแก้ไขฉบับใหม่ดังกล่าวจะเห็นได้จากมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 13/1 และมาตรา 13/2 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“มาตรา 13/1 ในการจับหรือค้น ให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือค้นจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถนำออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้ เว้นแต่เป็นกรณีเร่งด่วนหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจดำเนินการได้ก็ให้เจ้าพนักงานนั้นบันทึกเหตุดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานในบันทึกการจับหรือบันทึกการค้น แล้วแต่กรณี” …กล่าวคือการจับหรือค้นของเจ้าพนักงานจักต้องบันทึกภาพหรือวิดีโอขณะกระทำการจับหรือค้นไว้เป็นหลักฐาน

Advertisement

“มาตรา 13/2 ในขั้นจับกุมหรือระหว่างสอบสวน ห้ามมิให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้ถูกจับหรือพนักงานสอบสวนนำผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาออกแถลงข่าวหรือจัดให้บุคคลดังกล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

เจ้าพนักงานหรือพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่งต้องไม่เผยแพร่ภาพหรือเสียงของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาต่อสาธารณชนหรือยินยอมให้บุคคลซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่บันทึกภาพหรือเสียงของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาหรือกระทำการอื่นใดอันมีลักษณะเป็นการประจานผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา แต่ทั้งนี้ มิให้รวมถึงการกระทำตามความจำเป็นและสมควรเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือติดตามจับกุมผู้กระทำผิด”…

มาตรานี้ห้ามนำผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาออกแถลงข่าวหรือจัดให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ดังเช่นแต่ก่อน

มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 117/1 และมาตรา 117/2 แห่งประมวลกฎหมาย วิ.อาญา

“มาตรา 117/1 ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

ในกรณีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุด มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ”

กล่าวคือ ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีในระหว่างประกัน ห้ามนับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ แม้หลบหนีไปได้ก็ตาม แต่อายุความก็ไม่สะดุดหยุดอยู่ ยังผลให้คดีไม่หมดอายุความ

“มาตรา 117/2 ผู้ต้องหรือจำเลยที่หลบหนีไปในระหว่างที่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจากศาล ให้ศาลที่มีคำสั่งเช่นว่านั้นมีอำนาจไต่สวนและลงโทษผู้กระทำผิดโดยมิต้องฟ้อง

ความผิดตามวรรคหนึ่งไม่ระงับไปเพราะเหตุที่คดีของผู้ต้องหาหรือจำเลยมีการสั่งไม่ฟ้อง ยกฟ้อง จำหน่ายคดี หรือถอนฟ้อง”

มาตรานี้ได้กำหนดให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีประกันมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 60,000 บาท ศาลพิจารณาคดีโทษนั้นได้ไม่ต้องฟ้องอีก

มาตรา 5 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 121/1 แห่งประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา

“มาตรา 121/1 ในคดีดังต่อไปนี้ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน

(1) คดีมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่สิบปีขึ้นไป หรือโทษสถานหนักกว่านั้น

(2) คดีที่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีร้องขอให้พนักงานอัยการเข้าร่วมทำการสอบสวน

(3) คดีที่พนักงานสอบสวนเห็นว่าควรได้รับคำปรึกษาแนะนำจากพนักงานอัยการ

(4) คดีอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

ในการสอบสวนร่วมกันตามวรรคหนึ่ง หากพนักงานอัยการเห็นสมควร ให้พนักงานอัยการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับพนักงานสอบสวนเพื่อให้คำแนะนำหรือตรวจสอบพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นเริ่มการสอบสวน โดยให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำแนะนำของพนักงานอัยการในเรื่องที่เกี่ยวกับการสอบสวนคดีนั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

ในระหว่างที่พนักงานอัยการยังมิได้เข้าร่วมการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนไปพลางก่อน และถือว่าการสอบสวนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย

การสอบสวนตามมาตรานี้ ให้พนักงานสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ”

มาตรานี้ กฎหมายฉบับแก้ไขได้กำหนดให้มีการร่วมสอบสวนระหว่างพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ในกรณีโทษเกิน 10 ปี …มาตราดังกล่าวนี้ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นผลดีที่จะยังผลให้ประชาชนผู้ตกเป็นผู้ต้องหาได้รับความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายยิ่งขึ้น เพราะการกำหนดให้พนักงานอัยการ ซึ่งเป็นผู้ที่จบเนติบัณฑิตมาแล้วนั้น ย่อมมีความเชี่ยวชาญระบบการสอบสวนในเชิงลึก

ทั้งนี้ แม้จะทำให้พนักงานอัยการต้องเหน็ดเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่ผู้เขียนเชื่อว่าพนักงานอัยการในฐานะที่เป็นต้นธารแห่งความยุติธรรม และทุกคนต่างถูกอบรมมาจากบรรพอัยการให้จงปฏิบัติหน้าที่อำนวยความเป็นธรรมแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ปฏิบัติตนเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

ดังนั้น ทุกคนคงพร้อมใจกันที่จะเข้ารับภารกิจอันสำคัญนี้ จากความรู้ความสามารถที่ได้สะสมมา ด้วยความยินดีอย่างแน่นอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในระบบการสอบสวนในที่สุด

มาตรา 6 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 121/2 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“มาตรา 121/2 ในคดีที่ผู้เสียหายหรือผู้กล่าวหาร้องเรียนว่าพนักงานสอบสวนไม่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ หากพนักงานอัยการเห็นสมควรอาจรับทำการสอบสวน และอาจแจ้งให้พนักงานสอบสวนเข้าร่วมทำการสอบสวนได้

ในการปฏิบัติหน้าที่ในวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ ให้พนักงานอัยการเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ โดยในการค้น การจับ และการคุมขัง อาจร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าพนักงานอื่น หรือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าพนักงานอื่นดำเนินการก็ได้”

มาตรา 7 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคท้ายของมาตรา 123 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“การร้องทุกข์ตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในเขตท้องที่ใดก็ได้ ถ้าความผิดที่ร้องทุกข์มิได้อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น ก็ให้รีบจัดการส่งคำร้องทุกข์ดังกล่าวไปยังพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจโดยเร็ว” …บทบัญญัติเพิ่มเติมในวรรคท้ายนี้ กำหนดให้สามารถร้องทุกข์นอกเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนได้นั่นเอง

มาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 124/2 ฯ

“มาตรา 124/2 การยื่นหรือส่งคำร้องทุกข์ในลักษณะนี้อาจดำเนินการโดยทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นใดก็ได้ ทั้งนี้ ตามกลักเกณฑ์และวิธีการที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง” …มาตรานี้ให้มีการร้องทุกข์ทางไปรษณีย์หรืออิเล็กทรอนิกส์ได้

มาตรา 9 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 136 ฯ

“มาตรา 136 การถามคำให้การหรือสอบปากคำผู้ต้องหาในคดีที่มีข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ให้พนักงานสอบสวนจัดการให้มีการบันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถนำออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้ เว้นแต่เป็นการเร่งด่วนหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจดำเนินการได้ ก็ให้พนักงานสอบสวนนั้นบันทึกเหตุดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานในสำนวนการสอบสวน” …คือคดีโทษ 5 ปีขึ้นไป ต้องบันทึกภาพและเสียง

กล่าวโดยสรุป มาตรา 136/1…แก้ไขใหม่ พนักงานสอบสวนอาจเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการในการกันผู้ต้องหาคนหนึ่งคนใดไว้เป็นพยาน เพื่อให้มีพยานหลักฐานนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นได้

มาตราที่น่าจับตาอีกมาตราหนึ่ง ซึ่งทำให้การดำเนินคดีเกิดความรวดเร็ว เที่ยงธรรม คือมาตรา 143/2 บัญญัติว่า “ในกรณีพนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตามมาตรา 143 วรรคสอง (1) นั้น หากพนักงานสอบสวนไม่ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมภายในกำหนดระยะเวลา และเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่การดำเนินคดี ให้พนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมคดีนั้นได้ ทั้งนี้ ตามที่เห็นสมควร”

มาตรา 161/1…กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการฟ้องและดำเนินคดีอาญาในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ กรณีใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ อันเป็นการป้องกันมิให้การฟ้องปิดปาก

ส่วนมาตรา 165/1…ได้วางหลักคดีที่ไต่สวนมูลฟ้องจำเลย จำเลยอาจแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล และแถลงถึงตัวบุคคล เอกสารหรือวัตถุที่สนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำแถลงของจำเลยด้วยก็ได้ และศาลอาจเรียกบุคคล เอกสาร หรือวัตถุดังกล่าวมาเป็นพยานศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัยสั่งคดีได้ตามที่เห็นสมควร

ทั้งนี้ นอกจากประเด็นสำคัญๆ ที่มีการแก้ไขให้การดำเนินคดีเกิดความรวดเร็ว โปร่งใส และเที่ยงธรรมแล้ว ในพระราชบัญญัติฉบับแก้ไขดังกล่าวในมาตรา 179/1 ยังบัญญัติว่า “เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยไม่ชักช้า ศาลมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) จำเลยไม่อาจมาฟังการพิจารณาและการสืบพยานได้เนื่องจากความเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ เมื่อจำเลยมีทนายและจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและสืบพยาน

(2) จำเลยเป็นนิติบุคคลและศาลได้ออกหมายจับผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้

(3) จำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วแต่ได้หลบหนีไปและศาลได้ออกหมายจับแล้ว แต่ยังจับตัวมาไม่ได้

(4) ในระหว่างพิจารณาหรือสืบพยาน ศาลมีคำสั่งให้จำเลยออกจากห้องพิจารณาเพราะเหตุขัดขวางการพิจารณา หรือจำเลยออกไปจากห้องพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

ในกรณีดังกล่าว เมื่อศาลพิจารณาคดีเสร็จแล้ว ให้ศาลมีคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไป”

ดังนี้ เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายที่วางกฎเกณฑ์เอื้อให้เกิดความเที่ยงธรรมในการดำเนินคดีอาญาสำหรับประชาชน ตลอดจนการกำหนดให้พนักงานอัยการ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการสอบสวนเข้าไปมีส่วนร่วมกับพนักงานสอบสวนเพื่อให้คดีที่มีอัตราโทษสูงดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น

ย่อมกล่าวได้ว่า “Good new law กำลังจะคลอดในยุค ‘ลุงตู่’” …อย่างเต็มภาคภูมิ มิใช่หรือ?

ไพรัช วรปาณิ
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ