หน้าแรก บทความ ‘ลาโมวิ...

‘ลาโมวิด้า มาดริเลนญ่า’ ระเบิดวัฒนธรรมหลังเผด็จการล่มสลาย

6.08.19 | 13:03 น.
กรุงมาดริดในปีค.ศ. 1980 (Photo by Paolo Monti owned by BEIC and located in the Civico Archivio Fotografico of Milan licensed under the Creative Commons Attribution-Share Alike 4.0 International license

ฟังมาว่า เทศกาล “โฟโต้บางกอก 2019” ที่จะเริ่มในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ และหลายคนกำลังรอรายละเอียดของเทศกาล จะมีงานแสดงศิลปะภาพถ่าย “Madrid in Black and White” ของ ลุยส์ เดลลาโม (Louis del Amo) ช่างภาพแฟชั่นจากสเปน ซึ่งปัจจุบันมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองไทยรวมอยู่ด้วยแน่ๆ

มิตรสหายในแวดวงช่างภาพบอกว่า งานชุดนี้ของเดลลาโมเป็นภาพสะท้อนอดีตหรูหราของเมืองมาดริด ผ่านภาพถ่ายฟิล์มขาวดำ 35 มม และฟิล์ม medium format ขณะเขาทำหน้าที่ช่างภาพแฟชั่นให้แก่นิตยสารแฟชั่นชั้นนำของโลก อาทิ Vogue Spain, Elle และ Ragazza ในยุคปลายทศวรรษ 70 ถึงต้นทศวรรษ 80

กล่าวอีกนัยก็คือ ภาพของเดลลาโมเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกสังคมประเทศสเปนในห้วงเวลาก่อกำเนิดขบวนการ “ลาโมวิด้า มาดริเลนญ่า”  (La Movida Madrilena) หรือ “the Madrid Scene” ที่นำมาซึ่งการปฏิรูปวัฒนธรรมและการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ทั่วประเทศสเปน

ผู้เขียนจึงเกิดอาการ “ลมหวน” อยากเล่าสู่กันฟังถึง “ลาโมวิด้า มาดริเลนญ่า” ซึ่งเคยโด่งดังมากในยุโรป เมื่อประมาณเกือบ 5 ทศวรรษที่แล้วไว้พอสังเขป

อะไรคือ “ลาโมวิด้า มาดริเลนญ่า”

Advertisement

ตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่ทำงานด้านศิลปะ วัฒนธรรม และสังคม ในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” ของสเปน หลังจากจอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) ผู้นำเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยมเสียชีวิตในปี พ.ศ.2518 (ค.ศ.1975)

ระยะเวลาอันยาวนานของการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยมของฟรังโกระหว่างปี พ.ศ.2479-2518 ทำให้คนสเปนจำนวนมากโดยเฉพาะหนุ่มสาวผู้รักเสรีภาพ อึดอัดคับข้องใจ เช่นเดียวกับที่คนทั่วโลก รวมถึงคนไทยผู้รักเสรีภาพรู้สึกต่ออำนาจเผด็จการ ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน

ฟรังโกบังคับให้ชาวบ้านทั่วไปในสเปนยามนั้น ทำตัวเชื่องเชื่อเป็นคนดีในกรอบวัฒนธรรมแบบสเปนๆ ภายใต้กฎระเบียบและโครงสร้างทางสังคมแข็งทื่อที่ “ท่านผู้นำ” หรือ “เอลโกว์ดีโย (El Coudillo)” เป็นผู้กำหนด แม้สื่อก็ต้องเยินยอเอลโกว์ดีโย ทุกวัน หากต้องการอยู่อย่างปลอดภัยไร้กังวล

เมื่อเอลโกว์ดีโยฟรังโกตาย คนสเปนเกือบทั้งประเทศจึงลุกขึ้น “ระเบิดความอึดอัด” ส่วนตน จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงส่วนรวมครั้งมโหฬารในทางการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นเวลาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า “ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย”

“เปโดร อัลโมโดวาร์” (Pedro Almodovar) ผู้กำกับภาพยนตร์มือรางวัลชาวสเปน ที่คนมากมายทั่วโลกหลงรักความจี๊ดของเขา เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ “ลาโมวิด้า”  เขาเคยพูดถึง “ลาโมวิด้า” ว่า “มันยากที่จะอธิบายกับคนซึ่งไม่ได้อยู่ตรงนั้นในเวลานั้น พวกเราไม่ใช่คนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง พวกเราไม่ใช่ขบวนการเคลื่อนไหวทางศิลปะ พวกเราไม่ใช่กลุ่มคนที่มีอุดมการณ์แจ่มชัด พวกเราเป็นเพียงกลุ่มคนที่บังเอิญอยู่ร่วมกันในห้วงเวลาซึ่งเป็นระเบิดครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ”

นั่นคือเวลาที่ประเทศสเปน โดยเฉพาะในเมืองมาดริด เมืองบาร์เซโลน่าในแคว้นกาตาลุญญ่าซึ่งเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ และ เมืองบิโก้ในแคว้นกาลีเซีย ได้กลายเป็นสวนสวรรค์ของเสรีภาพที่เปิดกว้างให้แก่ชีวิตสุดเหวี่ยงในทุกมิติ

ราวกับแผ่นดินซึ่งเคยอยู่ในกฎระเบียบเคร่งครัด ห้ามกระทั่งหนุ่มสาวจูงมือกันในที่สาธารณะและการรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดประเวณีมีโทษหนัก ผุดขึ้นมาจากแผ่นเหล็กที่เคยห่อหุ้ม พร้อมร่างใหม่ในรูปปาร์ตี้ข้ามคืน คอนเสิร์ตโต้รุ่ง เซ็กส์ไม่จำกัดเพศวัย โสเภณี สื่อลามก น้ำเมา และยาเสพติด

โลกที่ดูโลดโผนและเสี่ยงอันตรายนี้ มาพร้อมคนหนุ่มสาวของยุคสมัย พวกเขาคือลูกหลานชาวสเปนผู้อพยพไปทำงานนอกประเทศในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อแน่ชัดว่าจอมพลเผด็จการสิ้นชีวิต พวกเขาก็พร้อมใจกันเดินทางกลับบ้านพร้อมวัฒนธรรมใหม่ที่ยืดหยุ่นมากกว่า มีเสรีภาพมากกว่า มีอากาศหายใจมากกว่า จากประเทศใกล้เคียงอย่างฝรั่งเศส, เยอรมนี, สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ

หากความฟุ้งที่บางคนเรียกว่าเสรีภาพหลุดโลกนั้น เมื่อเริงร่าเต็มที่แล้ว ก็มักหวนหาความสมดุลให้ตัวของมันเอง เพราะมนุษย์ผู้ครอบครองจิตวิญญาณของตน ย่อมรู้จักความเหน็ดเหนื่อยและต้องการหยุดพัก ที่เหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกลับเป็นเผด็จการกระหายอำนาจ ซึ่งอาจเพราะอำนาจบังคับคนอื่นให้กระทำตามใจตน เป็นเรื่อง “ด้านนอก” มิใช่ “ด้านใน” และมิใช่ความจริงของจิตวิญญาณ

สำหรับหนุ่มสาวผู้โฉบเฉี่ยวในยุคปลายทศวรรษ 70 ถึงต้น 80 มาดริดคือ “เอลโฟโร (El Foro)” เปรียบได้กับ “โรม” ศูนย์กลางอารยธรรมตะวันตกสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 และ “โรมัน ฟอรัม” ซึ่งเรียกเป็นภาษาลาตินว่า “ฟอรุงโรมะนุง (Forvm Romanvm)” หรือ “จัตุรัสโรมัน” ใจกลางกรุงโรม ศูนย์กลางของวิวัฒนาการวัฒนธรรมโรมันครั้งอดีต

ยามนั้น เอลโฟโร เป็นศูนย์กลางศิลปะคลื่นลูกใหม่ของโลกแทบทุกแขนง มันคือศูนย์รวมดนตรีพังก์ร็อก และ นิวเวฟ ที่เป็นสหายร่วมทางกับบริติช นิวเวพของอังกฤษ และนอยเออ ดอยท์เชอ เวลเลอ (Neue Deutsche Welle) ของเยอรมัน มันคือแหล่งชุมนุมคนสร้างภาพยนตร์แนวหลุดโลก “วอร์ฮอลเลสก์ (Warholesque)” ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปินชื่อดังชาวอเมริกัน แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) ที่ไม่ให้ความสำคัญกับพล็อตเรื่อง เท่าบุคลิกอันแปลกประหลาดเหนือจริงของตัวละคร

“ลาโมวิด้า” เปรียบเสมือนยุคทองแห่งการสร้างสรรค์ของบรรดาศิลปินชาวสเปน ที่เมื่อฟื้นตื่นจากหลับใหล ก็พร้อมใจกันลุกขึ้นระเบิดทะเลหินแห่งความตาย สะบัดสารพัดสีลงบนพื้นสุสานที่เคยกลบฝังจิตวิญญาณพวกเขา รังสรรค์มันขึ้นใหม่ให้มีชีวิตเจิดจ้าด้วยรูปรสกลิ่นเสียง ซึ่งอาจทำให้มนุษย์ต้องทนดื่มรสขมของด้านมืดบ้างเป็นบางครั้ง แต่แสงสว่างยังคงกลับมาเสมอ

นี่คือยุครุ่งโรจน์ของผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง เปโดร อัลโมโดวาร์ และอีกหลายคน เช่น เฟอร์นันโด โคโลโม (Fernando Colomo) และอิวาน ซูลูเอต้า (Ivan Zulueta) นี่คือยุครุ่งโรจน์ของช่างภาพในตำนานเช่น โอก้า เลเล่ (Ouka Leele), การ์เซีย อลิกซ์ (Garcia Alix), ปาโบล เปเรซ มิงเกซ (Pablo Perex Minguez) มิเกล ตรีโย (Miguel Trillo) และยังเป็นยุครุ่งโรจน์ของ ฟรันซิสโก อุมบรัล (Francisco Umbral) นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ปากร้ายแต่ชาญฉลาดผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดใหญ่หลวงต่อสังคมสเปน อุมบรัลได้ชื่อว่า แม้ร้ายจนมีคนเกลียดมากกว่าคนรัก คนเกลียดเขาก็ยังต้องนับถือความกล้าหาญของเขาซึ่งยืนหยัดต่อต้านเผด็จการและต่อสู้เพื่อเสรีภาพอย่างไม่ยอมจำนน

งานของศิลปินแขนงต่างๆ ในยุค “ลาโมวิด้า” ไม่ใช่งานใสซื่อโลกสวย แต่เป็นงานประกาศความจริงจากชีวิตทุกแง่มุมของมนุษย์จนถึงด้านในสุดที่แทบไม่เคยมีใครค้นหาหรือตั้งคำถามมาก่อน โดยเฉพาะในยุคเผด็จการครองเมือง ซึ่งอาจทำให้ผู้คนต้องตื่นตระหนกเมื่อแรกรับรู้ แต่สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นปัญญานำไปสู่ทางออก

ตราบที่ยังมีลมหายใจและไม่ยอมแพ้ เผด็จการอำนาจล้นฟ้าก็พรากจิตวิญญาณพร้อมแสวงหาและเติบโตของมนุษย์ไม่ได้

เรื่องราวของ “ลาโมวิด้า” ผ่านไปแล้วหลายทศวรรษ แต่จิตวิญญาณ “ลาโมวิด้า” เหมือนจะยังแทรกซึมอยู่ในชีวิตของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก และสำหรับสเปนนั้น ร่องรอยของ “ลาโมวิด้า” ยังเห็นได้ที่มาดริด โดยเฉพาะในย่านมาลาซานญ่า (Malasana) แหล่งรวมศิลปินคลื่นลูกใหม่ในอดีต ซึ่งยังคงได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของความแตกต่างหลากหลายอันสร้างสรรค์ในปัจจุบัน

เราอาจกล่าวว่า “ลาโมวิด้า” เป็นระเบิดวัฒนธรรมหลังเผด็จการล่มสลายที่ก่อรูปขึ้นจากความอึดอัดคับข้องใจของผู้คนระหว่างเผด็จการเถลิงอำนาจ และเมื่อระเบิดขึ้นแล้วก็นำความปั่นป่วนหวาดวิตกมาสู่สังคมเท่าๆ กับความก้าวหน้าของชีวิตอันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์  แต่ระเบิดวัฒนธรรมนี้ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่ไม่เคยสูญหาย และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศสเปน หากสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วโลกทุกเวลาและทุกสถานที่ เมื่อจังหวะมาถึง

ประวัติศาสตร์บอกเราว่า เผด็จการไม่อยู่ค้ำฟ้า เสรีภาพที่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตต้องมา แม้ก้าวแรกจะไม่สวยใส แต่ชีวิตจริงของคนทั้งโลก ไม่เคยดำเนินไปตามเรื่องราวในนิทานนางฟ้าสวยใส