หลังเกิดเหตุระเบิดทั่ว กทม.เมื่อเช้าวันที่ 2 สิงหาคม ในทันทีทันใดได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เชื่อมโยงเหตุการณ์นี้เข้ากับเรื่องการเมือง แต่ออกไปใน 2 ทิศทาง โดยฟากฝ่ายรัฐบาล กองหนุนกองเชียร์รัฐบาล จะโยงไปยังฝ่ายการเมืองตรงข้ามรัฐบาล
แต่พร้อมๆ กัน กระแสของผู้คนทั่วไปในสังคมกลับมองไปในทางตรงกันข้าม โดยมองว่าเป็นการเมืองเช่นกัน แต่สงสัยกันว่าเพื่อกลบปัญหาใหญ่ๆ ของรัฐบาล เช่น การถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนหรือไม่
เห็นได้ชัดว่า ในโลกโซเชียลให้น้ำหนักเป็นเรื่องสร้างสถานการณ์ทางการเมือง เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาร้อนแรงทางการเมืองที่ประเดประดังเข้ามาหลายๆ เรื่องมากกว่า
แต่ลงเอยจากข้อเท็จจริงทางการตรวจสอบพยานหลักฐานของตำรวจ เห็นได้ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่น้อยกว่า 15 คน ล้วนเดินทางมาจาก 3 จังหวัดใต้ นั่งรถทัวร์ไปกลับหมอชิต-หาดใหญ่ แทบทั้งนั้น
หลายรายมีประวัติทางคดีร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่ไฟใต้ด้วยซ้ำ
แบบนี้ก็เรื่องกลุ่มก่อความไม่สงบจากชายแดนใต้ล้วนๆ ยากที่จะมีการเมืองฟากไหนไปเกี่ยวพันหรือไปจ้างวานได้
ไม่น่าจะเป็นเรื่องการเมืองได้เลย ไม่ว่าจะการเมืองขั้วไหน
เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิงที่กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จะเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองพรรคไหน หรือกลุ่มการเมืองฝ่ายไหน
ทั้งเป็นไปไม่ได้อีกด้วย ที่การเมืองหน้าไหน จะต่อสายไปถึงขบวนการก่อความไม่สงบ เพื่อติดต่อจ้างวานให้ขึ้นมาก่อเหตุใน กทม.ได้
จึงกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า เหตุระเบิดครั้งนี้ คงไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองฟากรัฐบาล หรือการเมืองฟากตรงข้ามรัฐบาล
การเมืองในเรื่องระเบิด จึงเป็นได้แค่การให้ร้ายโจมตีกันเท่านั้น
แต่ก็น่าสังเกตว่า ในฟากรัฐบาล นอกจากจะมีฝ่ายกุมอำนาจบางคนสร้างกระแสระเบิดพาดพิงไปยังกลุ่มการเมืองเดิมๆ ให้กำกวมอึมครึมเข้าไว้แล้ว
พร้อมๆ กัน ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องออกมาตอบโต้อย่างอลหม่าน ต่อกระแสที่ว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์เองเพื่อกลบปัญหาด้วย
เอาเข้าจริงๆ แล้ว ต้องให้ความเป็นธรรมว่า รัฐบาลไม่ได้สร้างสถานการณ์เองในเรื่องระเบิดแต่อย่างใด
เพียงแต่น่าคิดว่า ทำไมกระแสในโซเชียลจึงมุ่งมองกันในทางนี้ นั่นก็เพราะรัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง
แถลงนโยบายต่อสภาได้ไม่นาน เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่วัน กลับโดนกดดันอย่างหนักกรณีกล่าวคำถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน
ไม่ครบแล้วแถมเติมเข้าไปอีกด้วย
เป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านกดดันอย่างหนัก และทรงประสิทธิภาพ ได้ผลอย่างมาก เพราะเข้าข่ายอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ ส่อกระทำผิดรัฐธรรมนูญ
จนสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มเสียงอ่อน ต้องกล่าวยอมรับว่ามีปัญหา แต่ก็ยังคงยืนยันว่ากล่าวครอบคลุมแล้ว
ก่อนจะลงเอยว่ากำลังหาทางแก้ไข และไม่เจตนาที่จะทำให้ผิด
นี่คือสถานการณ์การเมืองที่เป็นจริงในขณะนี้ นั่นคือนายกฯและรัฐบาลสะดุดขาตัวเองตั้งแต่เริ่มทำงาน
เมื่อฝ่ายค้านอยู่ในสถานะเป็นฝ่ายรุกไล่ จึงไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ ต้องไปเล่นเกมสร้างสถานการณ์ตูมตามนอกสภา
อีกทั้งที่จะต้องเฝ้ามองชนิดห้ามกะพริบตาต่อจากนี้ ว่าขณะที่ฝ่ายค้านกำลังไล่ต้อนเข้ามุมอับ นายกฯจะเด้งเชือกหลบออกมาได้อย่างไร
ที่กำลังหาทางแก้ไข จะเป็นหนทางใด ซึ่งกำลังเป็นข่าวลือมากมาย
แต่ต้องแก้ไขแน่ๆ และในเร็วๆ นี้

