หน้าแรก บทความ สรรหา ‘กรรมกา...

สรรหา ‘กรรมการสุขภาพแห่งชาติ’ ชุดใหม่ ความท้าทายของภาคประชาชน เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นสานพลังปัญญา  

9.08.19 | 19:44 น.

“การเข้ามาเป็นกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดโอกาสให้ได้รับรู้ข้อมูลของเพื่อนบ้าน วิชาชีพอื่นเป็นยังไง ประชาชนมีปัญหาอะไรบ้าง ผมเรียกว่าเป็นระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

เป็นคำกล่าวของ เอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะกรรมการสรรหากรรมการสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2562 ซึ่งคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติชุดปัจจุบันจะทำงานจนครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 นี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จึงได้เริ่มดำเนินกระบวนการสรรหา โดยเฉพาะในกลุ่มกรรมการที่กฎหมายกำหนดให้ได้มาจากการเลือกกันเอง 3 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มผู้แทนองค์กรภาคเอกชน และกลุ่มผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหาบุคคลที่จะมาทำงานขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ถือกำเนิดขึ้นตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มุ่งเน้นการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศ ทำหน้าที่ ‘สานพลัง’ ทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะ รวมถึงให้ข้อเสนอแนะ นำเสนอนโยบายด้านสุขภาพให้กับรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ผลักดันการทำงานทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ด้วย

จุดเด่นอีกประการของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติคือ การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งสะท้อนชัดในสัดส่วนคณะกรรมการ อันประกอบด้วย ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ รวมถึงองค์กรภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในบทบาทของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม

เอ็นนู เล่าให้ฟังว่า องค์กรภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน มีบทบาทอย่างสูงในคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เพราะเป็นผู้ที่สามารถนำเสนอปัญหาระดับพื้นที่ ร่วมทั้งร่วมวางแผนนโยบาย มีผลทำให้นโยบายนั้นสอดคล้องกับบริบทและปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เข้ามาทำงานในกลไกนี้

Advertisement

“สิ่งที่ต่างชาติยอมรับคือ การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปีนี้เป็นครั้งที่ 12 แล้ว มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติออกมาดีมาก เพราะทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมคิดร่วมทำตั้งแต่ต้นทาง เมื่อมีมติออกมาจึงได้รับการยอมรับค่อนข้างสูง จากนั้นเรานำมติดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐบาลก็เอาไปมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินงานต่อ

สิบกว่าปีมานี้ มีมติออกมาประมาณ 70 กว่าประเด็น ขับเคลื่อนไปได้เกินครึ่ง วิธีการคือ เรารวม 3 ภาคส่วนคือ ภาครัฐ ภาควิชาการ/วิชาชีพ ภาคประชาชน เข้าด้วยกัน ซึ่งปกติเป็นเรื่องยากมากที่ทั้ง 3 ส่วนจะมาร่วมคิดในเรื่องเดียวกัน แต่ปรากฏว่าสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทำได้ องค์การอนามัยโลกยังยกย่องในเรื่องนี้และเชิดชูให้เป็นต้นแบบกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย” เอ็นนู กล่าว

การบูรณาการการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วนอาจเป็นคำที่คุ้นหู สวยหรู แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมุมมองของแต่ละภาคส่วนนั้นแตกต่างโดยธรรมชาติ หลายครั้งที่มีความเห็นไม่ตรงกันกัน กว่าจะเกิดสุนทรียสนทนาได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง แต่เมื่อเกิดการเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกันได้ การผลักดันการแก้ปัญหาใดๆ ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

“ที่ผ่านมาใครทำวิชาชีพอะไร ธุรกิจอะไร ก็ดูแลเฉพาะส่วนตัวเอง ทำให้อาจจะไม่ได้มองภาพรวมทั้งหมด แต่การเข้ามาเป็นกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้เปิดโอกาสให้ได้รับรู้ข้อมูลของวิชาชีพอื่น เห็นว่าประชาชนมีปัญหาอะไรบ้าง ผมเรียกว่าเป็นระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธองค์ ที่กล่าวว่า ‘วิสาสา ปรมา ยาติ’ ซึ่งมีความหมายว่า ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง เพราะการได้มานั่งคุยกัน ได้รับรู้ข้อมูลซึ่งกันและทำ มันทำให้เราปรับวิธีคิด ปรับบทบาทตัวเองเสียใหม่ จากที่เคยคิดว่าไม่ใช่หน้าที่เรา เพียงมองเห็นว่าหากจับมือกับคนอื่นอีกหน่อยในการดำเนินการ ทุกอย่างก็แก้ไขลุล่วงไปได้” เอ็นนู กล่าว

นั่นคือการขยับขั้นแรก แต่การทำงานในกลไกนี้ยังไปไกลกว่านั้น เพราะทุกเรื่องต้องได้รับ ‘ฉันทมติ’ จากทุกภาคส่วน การไม่มีคนเห็นแย้งเป็นไปได้อย่างไร?

แรกๆ ตอนเข้ามาใหม่ๆ คนก็เอาอัตตาตัวเองเข้ามาด้วยเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อฟังข้อมูลส่วนรวมไปสักพักแล้วเราจะคิดใหม่ ผมเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์ความดีอยู่ในคนทุกคน

ยกตัวอย่าง สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เรามีข้อตกลงพื้นฐานร่วมกันว่า ต้องเป็นฉันทมติที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องร่วมกัน อะไรที่เป็นประเด็นที่เถียงไม่หยุด เราเก็บไว้ก่อน แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เอาเฉพาะที่เห็นพ้องต้องกันออกเป็นมติ ไม่ใช่ไปบังคับตบโต๊ะ ถ้าเรื่องไหนยังไม่เห็นจุดร่วมแสดงว่าข้อมูลยังไม่ดีพอ ปีหน้าค่อยมาคุยพร้อมข้อมูลใหม่ที่เพิ่มเติม ยอมใช้เวลาแต่เป็นฉันทมติ ดีกว่าการยกมือหาเสียงส่วนใหญ่” เอ็นนู อธิบาย

นี่จึงเป็นกลไกที่สร้างโอกาสในการทำงานรูปแบบใหม่ไปพร้อมๆ กับการผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะให้เกิดขึ้นจริง ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ  ซึ่งเอ็นนูหยิบยกรูปธรรมของการทำงานที่เชื่อมโยงทั้งสองระดับนี้ให้ฟัง เช่น ธรรมนูญสุขภาพ มีทั้งระดับชาติที่ร่วมกันกำหนดว่าควรดูแลคนในสังคมอย่างไร แล้วยังขยายผลเรื่องนี้ไปในระดับพื้นที่ด้วย จนเกิดธรรมนูญสุขภาพระดับตำบลขึ้นหลายร้อยแห่ง ใช้แนวคิดพิจารณาร่วมกันว่าในตำบลของตนเองมีปัญหาด้านสุขภาพอย่างไร ควรแก้ไขและ ป้องกันอย่างไร

นอกจากนี้ยังมีธรรมนูญสุขภาพเฉพาะประเด็นที่ทำงานแล้วได้ผลโดดเด่นคือ ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ได้ใส่ใจดูแลสุขภาพพระซึ่งมีพระสูงวัยป่วยเบาหวานความดันจำนวนมาก จึงมีแนวคิดสร้างพระคิลานุปัฏฐากหรือพระที่ทำหน้าที่ดูแลพระป่วย สอนให้พระด้วยกันเองดูแลสุขภาพ รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลให้ญาติโยมตระหนักว่าอาหารที่จะถวายพระต้องไม่ทำลายสุขภาพ เป็นต้น

“อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ เมื่อ 2 ปีก่อน เราสร้างคณะกรรมการเขตสุขภาพประชาชน แบ่งย่อยเป็น 13 เขต มีคณะกรรมการที่มาจาก 3 ภาคส่วนเหมือนกันกับโครงสร้างระดับชาติ โดยให้ดูในพื้นที่ว่าจะสามารถทำอะไรกันได้บ้าง อะไรสร้าง อะไรซ่อม อะไรรักษา รวมถึงการพยายามทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มจังหวัดในเขตสุขภาพ เช่น เรื่องอุบัติเหตุ เพราะถนนเชื่อมกันทุกจังหวัด หรือการทำงานเกี่ยวกับลุ่มน้ำก็ไม่สามารถทำจังหวัดเดียวได้”

เอ็นนู อธิบายต่อว่า แม้ภารกิจจะดูยิ่งใหญ่และครอบคลุมอย่างกว้างขวาง แต่คุณสมบัติของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติในส่วนของภาคประชาชนนั้นเปิดกว้างมาก กล่าวคือ เป็นผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงกำไรที่จดทะเบียนนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้ ที่มีการทำงานในพื้นที่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำงานเรื่องสุขภาพ รวมถึงประเด็นอื่นๆ ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านอาสาสมัคร จิตอาสา หรือรณรงค์, ด้านการแพทย์และสาธารณสุข, ด้านพัฒนาชุมชน, ด้านสังคม นโยบายสาธารณะ การศึกษา ศาสนา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เมื่อผ่านคุณสมบัติขั้นต้นแล้วก็จะเปิดให้มีการโหวตเลือกกันเองในหมู่ภาคประชาชน

อนึ่ง การเปิดรับสมัครกรรมการสุขภาพแห่งชาติใน 2 กลุ่มแรก คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ และ ผู้แทนองคกรภาคเอกชน เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 30 สิงหาคม 2562 โดยปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มใช้กระบวนการสรรหาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตลอดกระบวนการ หรือเรียกว่า E-Voting ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นที่ เว็บไซต์ “การสรรหาคณะกรรมการสุขภาพแห่งแบบอิเล็กทรอนิกส์” https://nhc.nationalhealth.or.th

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ระบบ E-Voting สอบถามได้ที่ โทร 02-832-9023-4 หรือ อีเมล [email protected] สำหรับกลุ่มผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการสรรหาฯ จะกำหนดวัน-เวลาเปิดรับสมัครต่อไป