รำลึก…‘กำพล วัชรพล’ ที่‘ยูเนสโก’ยกย่อง : โดย ไพรัช วรปาณิ
ขอบคุณ น้องดำฤทธิ์ วิริยะกุล หัวหน้าข่าวภูมิภาค ‘ไทยรัฐ’ ที่ได้ส่งไลน์มาให้ทราบดังนี้…เตรียมพบกับการ์ตูนแอนิเมชั่นชุดพิเศษ รำลึก 100 ปีชาตกาล “กำพล วัชรพล” …ติดตามได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 วันที่ 13-18 สิงหาคม 2562 เวลา 20.00 น. หลังข่าวในพระราชสำนัก ด้วยการติดตามชมประวัติและสกู๊ปพิเศษ กำพล วัชรพล โมเดล “อิสระ” ห้าม “อามิสสินจ้าง” สร้างจุดแข็ง “ไทยรัฐ”
จึงเป็นเหตุจูงใจ ทำให้ผู้เขียนต้องพยายามค้นหาประวัติดั้งเดิมของท่าน ผอ.กำพล วัชรพล เมื่อหลายสิบปีก่อน ตั้งแต่เริ่มการก่อสร้างหนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพ” และ
“เสียงอ่างทอง หัวสีฟ้า” อันเกรียงไกร ซึ่งดังระเบิดในสมัยนั้น จนกระทั่งถูกเจ้าของหัวหนังสือคนเก่าเห็นว่าหนังสือพิมพ์ดังแล้ว จนกลายเป็นที่นิยมของผู้อ่านแพร่หลาย จึงขอลิขสิทธิ์“เสียงอ่างทอง” คืน เพื่อนำไปทำเอง จนในที่สุดทีมงานกองบรรณาธิการอันแข็งเกร่งของ ผอ.กำพล จำต้องร่วมแรงร่วมใจกันอดทนต่อสู้ และเปลี่ยนหัวหนังสือมาเป็น “ไทยรัฐ หัวสีเขียว” ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งประสบความสำเร็จในปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนได้ร่วมเป็นผู้สื่อข่าวอยู่ในเหตุการณ์นั้นพอดี จึงใคร่จะเล่าเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตอันโชกโชนกับกาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส จนประสบความสำเร็จในที่สุด เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์แก่ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเป็นแบบอย่างอันดีงามต่อไป
ทั้งนี้ เนื่องจากผู้เขียนได้รับการรับรอง (แต่งตั้ง) จาก ผอ.กำพล เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2505 โดยออกเป็นบัตรปกแข็งประจำตัวให้เป็นผู้สื่อข่าวทั่วราชอาณาจักร (ขทร.) คนที่ 71 ตั้งแต่สมัยเป็น “เสียงอ่างทอง” และได้ร่วมงานต่อมา อันเป็นระยะเริ่มแรกของยุคไทยรัฐ ที่ซอยวรพงษ์ บางลำพู ดังนี้ ผอ.จึงจัดเปลี่ยนบัตรประจำตัว ขทร.ให้ใหม่ โดยระบุว่า “ข้าพเจ้าขอรับรองว่า นายไพรัช วรปาณิ เป็นผู้สื่อข่าว ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประจำจังหวัดพิจิตร ออกให้เมื่อ 26/กค/2505” โดยท่าน ผอ.กำพลลงชื่อรับรองในฐานะผู้อำนวยการ ด้วยลายเซ็นตนเอง ซึ่งผู้เขียนยังคงเก็บรักษาบัตรดังกล่าวนั้นไว้เป็นเวลา 57 กว่าปี เพื่อเป็นที่ระลึกอันพึงทรงจำจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น นับจากวันดังกล่าวมาจนถึงวันนี้ ย่อมถือได้ว่าผู้เขียนได้มีโอกาสรู้จักกับบุคคลสำคัญที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นนักหนังสือพิมพ์ผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลกท่านนี้ อย่างน่าภูมิใจ มาถึง 57 ปีเต็มเลยเชียว…จริงไหม?
สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจจนทุกวันนี้อย่างมิอาจลืมเลือน ก็คือความมีน้ำใจดั่งแม่น้ำของท่าน ผอ.กำพลที่ให้ต่อผู้สื่อข่าวที่อยู่ใต้ “ชายคา ไทยรัฐ” ทุกคน นั่นคือ ครั้งหนึ่งเมื่อต้นปี พศ.2522 ท่าน ผอ.กำพล ผู้มี “วิชั่น” กว้างไกล ได้วางแนวทางการส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้สื่อข่าวภูมิภาค โดยการอนุญาตให้คุณ วสันต์ ชูสกุล ผจก.ไทยรัฐในขณะนั้น และ คุณถาวร สุวรรณ เป็นผู้นำคณะตัวแทนนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยไปศึกษาดูงานตามคำเชิญของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นช่วงที่จีนมีนโยบายเปิดประตูประเทศครั้งแรกๆ และเป็นโอกาสอันดีที่เหล่า ขทร.ไทยรัฐดีเด่น ต่างได้รับอานิสงส์ไปเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ หลังจากท่านนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กลับจากการเยือนประเทศจีนครั้งแรกไม่นาน ซึ่งช่วงนั้น “แก๊งสี่คน” ของจีนยังเรืองอำนาจอยู่ จีนได้มอบให้ นายเหยาหยุนหยวน หนึ่งในสี่ผู้ทรงอำนาจระดับรองๆ จากประธานเหมา มาต้อนรับและจับมือกับทุกคนและให้โอวาทกับคณะผู้แทนหนังสือพิมพ์ไทย ที่ “เทียนอันเหมิน” อย่างเป็นทางการ
ผู้เขียนกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นตัวแทนในนามไทยรัฐ ต่างได้รับการต้อนรับด้วยไมตรีจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศของจีนเป็นอย่างดี จำได้ว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศตำแหน่งเล็กๆ คนหนึ่งชื่อ “นายเอี้ยนทิงอ้าย” มีหน้าที่มารับรองพวกเราในสมัยนั้น แต่ใครจะคิดว่าบุคคลท่านนี้ต่อมา มีวาสนาได้เป็นถึงเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย โดยขณะนั้น “นายเอี้ยนทิงอ้าย” ได้นำพาคณะสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยไปดูงานหนังสือพิมพ์ในกรุงปักกิ่งที่เป็นยักษใหญ่ของจีนและเที่ยวสถานที่สำคัญๆ นับสิบแห่ง เช่น กุ่ยหลิน กำแพงเมืองจีน พระราชวังต้องห้าม เป็นต้น ในการเยือนครั้งนั้น ทางการจีนได้ออกบัตรผู้สื่อข่าวประจำตัว (เล่มสีแดง) ในนามตัวแทนหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” แห่งประเทศไทยประจำประเทศจีน ซึ่งต้องมีรูปถ่ายติดบัตรให้ไว้คณะเราเป็นกรณีพิเศษ เพื่อแสดงตัวในบางโอกาส และให้มีผลบังคับในระหว่างอยู่ในประเทศจีนตลอดระยะเวลา 20 กว่าวัน ตามกำหนดการในครั้งนั้น
กลับมาเข้าเรื่อง ตามที่ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนถึงเกียรติประวัติอันพึงรำลึกของ ผอ.กำพล ผู้ยิ่งใหญ่ในวงการหนังสือพิมพ์ โดยสังเขปดังนี้ โปรดตามมา…
ผอ.กำพล วัชรพล เกิดที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2462 เป็นบุตรคนที่ 4 ของ นายหลี นางทองเพียร มีพี่น้องท้องเดียวกัน 4 คน คือ นายนกแก้ว ทรัพย์สมบูรณ์ นายสยม จงใจหาญ นายวิมล ยิ้มละมัย และ นายกำพล วัชรพล
เขาได้สมรสกับ คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล (ทุมมานนท์) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2493 มีบุตรธิดา 3 คน คือ นางยิ่งลักษณ์ วัชรพล นายสราวุธ วัชรพล และ นางอินทิรา วัชรพล
เมื่ออายุประมาณ 15 ปี ได้ทำงานเป็นคนเก็บค่าโดยสารเรือเมล์ปล่องเขียว วิ่งรับส่งผู้โดยสารจากประตูน้ำอ่างทอง ถึงประตูน้ำภาษีเจริญ ได้พบกับเพื่อนชื่อ วสันต์ ชูสกุล ซึ่งต่อมาได้ร่วมงานทำหนังสือพิมพ์ด้วยกัน โดยเมื่อนายกำพลสอบเป็นนายท้ายเรือได้ ก็ได้ย้ายไปเป็นนายท้ายเรือ “พันธุ์ทิพย์” โดยมี นายวสันต์ ชูสกุล เป็นคนเก็บค่าโดยสาร
พ.ศ.2483 ผอ.กำพลได้เข้ารับราชการทหารเรือเพื่อรับใช้ชาติ เริ่มแรกถูกส่งไปเข้าศึกษาอบรมที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ จ.สมุทรปราการ ต่อมาได้บรรจุให้ประจำเรือรบหลวงสีชัง ซึ่งเป็นเรือธงมีโอกาสเข้าร่วมรบในราชการสงครามใหญ่ถึง 2 ครั้ง คือครั้งแรก สงครามอินโดจีนเมื่อเกิดกรณีพิพาทเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ครั้งที่ 2 คือ มหาสงครามเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามครั้งหลังนี้ พลทหารเรือจากลุ่มแม่น้ำแม่กลองผู้นี้ได้รับพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ และเมื่อสงครามเอเชียบูรพาสิ้นสุดลง ได้เลื่อนยศเป็นจ่าโทพร้อมกับได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญเป็นรางวัลตอบแทนความกล้าหาญ และความเสียสละเพื่อประเทศชาติ ชีวิตลูกเรือนาวีของเขาสิ้นสุดลง เมื่อตัดสินใจลาออกจากราชการ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2499 ขณะอายุ 28 ปี
อีก 9 เดือนต่อมา เขาได้ก้าวเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์ โดยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์หลักไทย ซึ่งมี นายเลิศ อัศเวศน์ เป็นบรรณาธิการอยู่พักหนึ่ง เขาถูกทดสอบทั้งการให้เป็นพนักงานหาโฆษณา ซึ่งสามารถเจรจากับบริษัทห้างร้านจนได้โฆษณาถึง 10 ชิ้น ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง แล้วยังต้องทำงานอย่างสมบุกสมบัน ในการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าว เพราะสมัยนั้นไม่มีรถยนต์เก๋งติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำให้ผู้สื่อข่าวนั่งเช่นปัจจุบัน เขาจึงต้องโหนรถราง บางวันต้องเดินย่ำเท้าจนรองเท้าสึก บางมื้อถึงกับต้องอดเพราะไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย… (ฮา)
ด้วยวิญญาณนักหนังสือพิมพ์ที่หยั่งรู้ถึงความต้องการของผู้อ่าน เขาจึงชักชวนเพื่อนๆ ออกหนังสือ “นรกใต้ดินไทย” ซึ่งปรากฏว่าขายดีมาก หนังสือเล่มนี้ใช้เงินลงทุน 2 พันบาท ได้มาจากการหยิบยืมบวกกับของตนเอง พิมพ์เป็นเล่มขายแล้วหักหนี้สินแล้วแบ่งกัน เขายังมีเงินเหลือเป็นกองกลางอีก 6 พันบาท
ต่อมาเขาได้ร่วมกันออกหนังสือรายสัปดาห์อีกเล่มหนึ่งชื่อ “ข่าวภาพรายสัปดาห์” และใช้ตรากล้องถ่ายรูปสายฟ้าแลบฟันเฟืองเป็นตราสัญลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ที่เขาทำเรื่อยมาจนถึงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
เมื่อเริ่มออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกนั้นยังไม่มีโรงพิมพ์เป็นของตนเองต้องจ้างโรงพิมพ์อื่นพิมพ์ให้ และนับตั้งแต่หนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายสัปดาห์ออกวางตลาดครั้งแรก ราคา 1 บาท ยอดพิมพ์ 3 พันฉบับ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2493 ด้วยเงินลงทุนเพียง 6 พันบาท แล้วหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับนี้ก็ได้โตวันโตคืนเป็นที่ต้องการของผู้อ่านจนต้องปรับเป็นหนังสือพิมพ์ราย 3 วัน
เมื่อทำมาได้ไม่ถึงปีและเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2495 เขาก็ได้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ “ข่าวภาพ” มี นายอุทธรณ์ พลกุล เป็น บก. โดยเอกลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ให้ความสำคัญทั้งข่าวและภาพ เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” และ “ไทยรัฐ” ในปัจจุบัน
ช่วงทำ “ข่าวภาพ” นี้เอง เขาได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งไปบวชเป็นพระ วัดลาดบัวขาว ถนนตก กทม. เพราะเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ได้มีโอกาสนมัสการพระภิกษุนพ โพธิรักษ์ ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ สมัยขับเรือเมล์วิ่งรับส่งผู้โดยสารอยู่แถวนั้นแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้บวชเรียน ส่วนงานหนังสือพิมพ์ได้มอบให้คุณหญิงประณีตศิลป์ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก กับเพื่อนรักที่ชื่อนายวสันต์ ชูสกุล ช่วยบริหารและเมื่อสึกแล้วได้มาบริหารหนังสือพิมพ์ข่าวภาพต่อไป จนเป็นที่นิยมของบรรดาผู้อ่านทั้งข่าวการเมืองและข่าวทั่วๆ ไป
การเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันของผอ.กำพลไม่ได้ราบรื่น หากเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามที่ต้องต่อสู้ฟันฝ่า เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลุกขึ้นมายึดอำนาจการปกครองจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2501 นั้น ได้ปิดหนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันและหัวหนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพบริการ” ก็ต้องถูกยึดไปด้วย พนักงานระดับมันสมองหลายคนถูกจับขังโดยไม่มีกำหนด และไม่แจ้งข้อหา สำนักงานและโรงพิมพ์ในซอยวรพงษ์ บางลำพู ถูกไฟไหม้ 2 ครั้ง 2 ครา แต่เขาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ
ในเมื่อมีพนักงานที่เขาจะต้องรับผิดชอบในชีวิตความเป็นอยู่ เมื่อไม่มีหนังสือพิมพ์จะออก เพราะการขอออกหนังสือพิมพ์ใหม่นั้น มีคำสั่งคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 17 ขวางอยู่ สมัยนั้นใครมีหัวหนังสือพิมพ์ก็เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน หนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเก๋ๆ ขายได้บางฉบับถึง 3 แสนบาท แต่ ผอ.กำพลเลือกเอาการออกหนังสือพิมพ์ใหม่ด้วยการไปเช่าหัวหนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” ที่ออกที่ จ.อ่างทอง เข้ามาออกในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2502 โดยจ้างโรงพิมพ์อื่นให้ช่วยพิมพ์ให้ จนกระทั่ง พ.ศ.2504 โรงพิมพ์ในซอยวรพงษ์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วไม่นาน เจ้าของหัว “เสียงอ่างทอง” ขอคืนไปทำเอง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2505 เขาได้ออกหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งได้ซื้อหัวมาเก็บไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ทำหน้าที่สื่อมวลชนสืบมา
อัตราการเติบโตของหนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” เป็นฉันใด การเจริญเติบโตของ “ไทยรัฐ” ก็เป็นฉันนั้น จนโรงพิมพ์ในซอยวรพงษ์ไม่สามารถรองรับอัตราความเจริญได้ เขาจึงตัดสินใจย้ายมาซื้อที่ดินย่านตลาดหมอชิต คือสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐปัจจุบันนี้ ตั้งสำนักงานใหม่โดยเมื่อเริ่มก่อสร้าง ใน พ.ศ.2512 นั้น ถนนวิภาวดีฯมีเพียงแนวปักไม้ทาสีแดง เตรียมการก่อสร้างถนนกรุงเทพฯ-สระบุรี เท่านั้น การเดินทางมาตรวจการก่อสร้างยังต้องจอดรถไว้แถวตลาดหมอชิต ริมถนนพหลโยธิน ด้วยเหตุนี้สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐจึงมีเลขที่บ้านเป็นเลข 1 ถนนกรุงเทพฯ-สระบุรี ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นถนนวิภาวดีรังสิต เพราะเป็นอาคารหลังแรกบนถนนสายนี้ และสำนักงานได้ย้ายมาอยู่สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐปัจจุบัน เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2513 พร้อมเครื่องพิมพ์ใหม่ถอดด้ามฮามาดะจากญี่ปุ่น
นอกจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2516 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสมาชิกวุฒิสภาถึง 3 สมัยติดกัน ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เมื่อ พ.ศ.2533 และได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสรรเสริญชั้นที่ 1 ในประเทศไทยแล้ว เขายังได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจาก “ยูเนสโก” องค์กรระดับโลก ให้เป็นบุคคลสำคัญแห่งปีอีกด้วย
นายนิโคลัส โคลริดจ์ นักเขียนนักหนังสือพิมพ์ชื่อดังชาวอังกฤษ กล่าวถึง ผ.อ.กำพล วัชรพล ไว้ในหนังสือ “เปเปอร์ ไทเกอร์ส” หรือ “เสือกระดาษ” ของเขา ตีพิมพ์จำหน่ายเมื่อ พ.ศ.2536 ภายใต้ชื่อเรื่องว่า “25 คนหนังสือพิมพ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกพร้อมวิถีทางแห่งชัยชนะ” ว่า คนไทย 1 ส่วน ในจำนวน 4 ล้าน อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐทุกวัน ไม่จำกัดชั้นวรรณะ หรือระดับการศึกษา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเข้าถึงตลาดได้มากกว่าหนังสือพิมพ์ “ซัน” ของ รูเพิร์ต เมอร์ดอค (ราชาหนังสือพิมพ์ของโลก) ที่จำหน่ายในลอนดอน ถึง 2 เท่า คุณจะเห็นคนงานกรรมกรนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตามร้านกาแฟข้างถนน เห็นนักธุรกิจใหญ่ นักค้าเพชรนั่งอ่านในคอฟฟี่ช็อปโรงแรมรอยัลคิด และทางด้านสัมพันธ์กับเอเยนต์จำหน่ายหนังสือพิมพ์นั้น เป็นไปอย่างสนิทแน่น แม้ในช่วงอายุกว่า 70 ปีแล้ว เขาก็ยังเดินทางไปเยี่ยมเยือนเอเยนต์อย่างสม่ำเสมอ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดวงการหนังสือพิมพ์ เขาจะกล่าวอยู่เสมอว่า หนังสือพิมพ์นั้นอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชน ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสที่ควรจะตอบแทนประชาชน การตอบแทนประชาชนผู้มีอุปการะเกื้อหนุนหนังสือพิมพ์ของเขานั้น มีทั้งการรวบรวมทรัพย์สินสิ่งของส่งไปช่วยพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยการเป็นผู้นำในการบริจาคและลงมือจัดส่งของช่วยเหลือด้วยตนเองและการตอบแทนประชาชนที่ได้รับการกล่าวขวัญสรรเสริญยกย่องในทุกสารทิศนั้น ได้แก่ การอุทิศเงินสร้างโรงเรียนให้แก่เยาวชนในชนบทที่ห่างไกลความเจริญเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2512 ที่ จ.ลพบุรี เป็นแห่งแรก ขณะนี้ได้สร้างอาคารปรับปรุงโรงเรียนและส่งมอบให้ทางราชการไปแล้วเกินร้อยแห่งในปัจจุบัน
ผอ.กำพลถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ สิริอายุได้ 76 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำอาบศพ โกศแปดเหลี่ ยมตั้งประกอบศพฉัตรเบญจาตั้งประดับ ปี่กลองชนะประโคมเวลาพระราชทานน้ำอาบศพ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชทานพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ตลอด 7 วัน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บำเพ็ญพระราชกุศล 7 วัน 50 วัน และ 100 วัน เต็มตามประเพณี
ผู้เขียนเชื่อว่า หาก ผอ.กำพล วัชรพล ที่ประสบสุคติในสัมปรายภพ จะหยั่งรู้ด้วยญาณวิถีใดได้ คงจะมีแต่ความปีติชื่นชมโสมนัส และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมเป็นล้นพ้น เป็นแน่ ….ว่าไหม?
ไพรัช วรปาณิ
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ

