ยาเสพติด : การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ? : โดย อุดมศักดิ์ โหมดม่วง

ในอดีต การจับยาบ้าได้หนึ่งร้อยเม็ดถือเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขั้นพาดหัวข่าวสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่แทบทุกฉบับ แต่ไม่น่าเชื่อว่าเพียงระยะเวลาไม่กี่ปีต่อมา การจับยาบ้าในจำนวนหลักสิบล้านเม็ดขึ้นไปเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บ่งชี้ว่าปัญหายาเสพติดทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการในหลายๆ พื้นที่ให้ข้อมูลแก่ผู้เขียนว่า “ยาบ้า” รุ่นใหม่มีส่วนผสมทั้งยาฆ่าหญ้า ยากันยุงและยาฆ่าแมลง เช่น กรัมม๊อกโซน ฟูราดาล ดีดีที โฟลิดอล ไกลโฟเซต พาราควอต พาราไธออน และฟอร์มาลีน เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสารเคมีที่ทำลายระบบประสาท สมองและเซลล์ร่างกายของมนุษย์

ที่สำคัญ ถ้าหากรัฐยังมุ่งเน้นนโยบายไปที่การปราบปรามจับกุมตามเป้าหมายที่ถูกกำหนดมาจากหน่วยเหนือ โดยเป้าหมายถูกกำหนดเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นนี้ นายตำรวจเหล่านี้ห่วงว่า อีกไม่เกินยี่สิบปีข้างหน้า เด็กและเยาวชนไทยจะตกเป็นทาสยาเสพติดกว่าครึ่งค่อนประเทศ ครอบครัวจะล่มสลาย ชุมชนหมู่บ้านจะล่มสลาย และมีโอกาสที่ประเทศไทยจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (failed state)

เนื่องจากยาเสพติดเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงต่อเด็ก เยาวชน สตรี และสถาบันครอบครัว การกระทำความรุนแรงในครอบครัวและอาชญากรรมต่างๆ กว่าร้อยละหกสิบ มีต้นเหตุมาจากยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมชั้นพนักงานสอบสวน อัยการ และศาล ตลอดจนนักโทษที่ล้นคุกอยู่ในขณะนี้ กว่าร้อยละ 60 มาจากคดียาเสพติด

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ประชาคมยุโรป วุฒิสภาสหรัฐอเมริกา เครือข่ายเฝ้าระวังทางด้านสิทธิมนุษยชน องค์การนิรโทษกรรมสากล และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็ก เยาวชน สตรีและสถาบันครอบครัว หลายองค์กร ได้เฝ้าติดตามเก็บข้อมูลสถานการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง พบว่า การที่รัฐเน้นกำหนดเป้าหมายการจับกุมคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ได้เปิดช่องทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบางคนในบางพื้นที่สร้างอุปสงค์เทียม (Artificial Demand) และอุปทานเทียม (Artificial Supply) โดยการใช้วิธีแพร่ขจายยาเสพติดสู่เด็กและเยาวชนให้มีฐานผู้เสพเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับยาเสพติดที่ผลิตในประเทศหรือนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และวางสายเครือข่ายผู้ค้ารายย่อยแบบระบบขายตรงตามชุมชนหมู่บ้าน ใครขายแข่งก็ใช้วิธีจับกุมเพื่อตัดคู่แข่งพร้อมทั้งได้ผลงาน

หรือถ้าใครทำตัวเป็นพลเมืองดี แจ้งเบาะแสก็จะถูกกลั่นแกล้งโดยจับกุมในข้อหาอื่นหรือโดยยัดยาบ้าให้ ทำให้การจับกุมเป็นไปตามเป้าหมายที่หน่วยเหนือกำหนดมาทุกครั้ง เจ้าหน้าที่จะได้รางวัลสินบนการจับกุม ได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบ หน่วยงานได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ได้บุคลากรและตำแหน่งเพิ่มขึ้น ได้ขยายหน่วยงานใหญ่โตขึ้น

ในทางธุรกิจ การกำหนดเป้าหมายการขายหรือการตลาดเป็นเรื่องปกติของการประกอบธุรกิจซึ่งหวังกำไรสูงสุด (Maximize profit) โดยพยายามรักษาฐานลูกค้าเดิม เพิ่มลูกค้ารายใหม่ ขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ มีการจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการ แต่การที่รัฐกำหนดเป้าหมายการปราบปรามจับกุมคดียาเสพติดแบบผู้ประกอบธุรกิจนั้น น่าจะเป็นแนวทางที่คลาดเคลื่อนและถูกบิดเบือน เพราะเป้าหมายสูงสุดของภาครัฐคือการทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข (Maximize welfare) แต่นโยบายของรัฐในเรื่องการปราบปรามและจับกุมคดียาเสพติดกลับทำให้บางชุมชนหมู่บ้านที่เคยอยู่กันอย่างมีความสงบสุขมายาวนานและไม่เคยมีปัญหายาเสพติด เริ่มถูกภัยคุกคามจากการขยายฐานผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่ชุมชน กลายเป็นว่านโยบายปราบปรามที่รัฐกำหนด ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายเด็ก เยาวชน สตรี และสถาบันครอบครัวอย่างน่าเศร้าใจ ทำลายความเข้มแข็งของชุมชน ลดทอนศักยภาพในการแข่งขันของชาติ และละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพลเมืองของตนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (Human rights violations)

ซ้ำร้ายยิ่งนานวันสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดก็ยิ่งเลวร้าย ผู้เสพยาเสพติดที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามโครงการ “คืนคนดีสู่สังคม” ของกระทรวงยุติธรรม แทนที่จะเป็น “คนใหม่” และสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เมื่อกลับเข้าสู่ครอบครัวในชุมชนสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ที่เต็มไปด้วยยาเสพติด ทำให้หวนกลับไปเสพยาเสพติดอีกเป็นจำนวนมาก กลายเป็น “วัฏจักรอุบาทว์” ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศไม่จบไม่สิ้น

เพราะรัฐไม่ได้เตรียมชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีที่ปราศจากยาเสพติดเพื่อรองรับผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดกลับสู่ครอบครัวและชุมชน หากปล่อยเนิ่นช้าไปหรือไม่แก้ไขปัญหาให้ตรงจุดแล้ว ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมอื่นๆเพิ่มขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่ เรือนจำจะแออัดไปด้วยนักโทษคดียาเสพติดมากขึ้น ประเทศจะเต็มไปด้วยพลเมืองด้อยคุณภาพ ทหารใหม่ที่ถูกเกณฑ์เข้าสู่กองทัพจะเป็นกำลังพลที่ไม่มีความพร้อมและศักยภาพพอที่จะป้องกันประเทศ

ในที่สุด ความมั่นคงของชาติและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศก็จะลดลง

สิ่งสำคัญที่เราควรต้องตระหนักก็คือ เด็กและเยาวชนคืออนาคตของครอบครัว ของประเทศชาติและของโลก สตรีคือแม่ผู้เลี้ยงดูอบรมบ่มนิสัยให้บุตรมีพัฒนาการทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และวุฒิภาวะทางอารมณ์ แม่เป็นผู้ประคับประคองค้ำจุนครอบครัว อนาคตของลูก อนาคตของครอบครัว อนาคตของประเทศและอนาคตของโลกจึงอยู่ในมือแม่ ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุท่านเทศนาว่า “แม่คือผู้สร้างโลก” ภัยคุกคามจากความรุนแรงในครอบครัว ยาเสพติดและอาชญากรรม ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคม เป็นฐานรากของสังคม ความอ่อนแอของสถาบันครอบครัวจะทำให้ชุมชนและประเทศอ่อนแอตามไปด้วย รัฐบาลจึงควรกำหนดนโยบายขับเคลื่อนให้ชุมชนหมู่บ้านมีความเข้มแข็ง และสมาชิกของชุมชนหมู่บ้านมีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลสมาชิกของชุมชน ซึ่งเป็นไปตามหลักการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 4, 25, 27, 53, 68, 71 และ 78

รัฐพึงบูรณาการทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามการนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มข้นที่สุด ขณะเดียวกัน ภายในประเทศก็ควรจะต้องมีการพิจารณานโยบายการปราบปรามและจับกุมคดียาเสพติดกันใหม่ รัฐควรต้องเน้นนโยบายการป้องกันโดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนหมู่บ้านตามแนวทาง “ยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติฉบับปรับปรุงในการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงในด้านการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” (Model Strategies and Practical Measures on the Elimination of Violence against Women in the field of Crime Prevention and Criminal Justice) และ “ยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติในการขจัดความรุนแรงต่อเด็กในการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” (Model Strategies and Practical Measures on the Elimination of Violence against Children in the field of Crime Prevention and Criminal Justice) ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงรณรงค์และร่วมผลักดันจนกระทั่งสหประชาชาติได้ประกาศให้นานาชาตินำไปเป็นแนวทางปฏิบัติหลักในการป้องกันและแก้ไขปัญหา เพื่อปกป้องและคุ้มครองเด็ก เยาวชน สตรีและสถาบันครอบครัวจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ยาเสพติดและอาชญากรรม

ทั้งนี้ รัฐควรกระตุ้นและส่งเสริมให้ชุมชนหมู่บ้านทุกพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการดูแลเฝ้าระวังป้องกันมิให้ยาเสพติดเข้าสู่ชุมชนหมู่บ้าน บังคับใช้กฎหมายกับผู้ค้ายาเสพติดทุกรายอย่างเข้มข้น ผู้เสพเดิมก็ควรจะส่งเข้ารับการบำบัดเพื่อจะมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่และป้องกันมิให้มีผู้เสพรายใหม่ ที่สำคัญ รัฐต้องสร้างชุมชนที่ปลอดยาเสพติดให้ได้ เป็นชุมชนที่ไม่มีทั้งผู้เสพและผู้ค้า ทั้งรายเดิมและรายใหม่ เมื่อไม่มีผู้เสพ ผู้ค้าก็ขายไม่ได้ ผู้ผลิตต้องหยุดผลิตซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดเช่นเดียวกับสินค้าและบริการอื่นๆ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรต้องดำเนินนโยบายปูนบำเหน็จรางวัลให้กับชุมชนหมู่บ้านและคณะกรรมการที่ขับเคลื่อนชุมชนหมู่บ้านจนปลอดยาเสพติดหรือในจำนวนที่มากอย่างเด่นชัดในรูปแบบของรางวัลและงบประมาณอุดหนุน เพื่อจูงใจให้ชุมชนนำรางวัลและงบประมาณดังกล่าวไปต่อยอดและจัดการแก้ปัญหาอื่นๆ ของชุมชนหมู่บ้านต่อไป

หากประสบความสำเร็จในวงกว้าง ก็จะช่วยลดภาระของรัฐและทำให้ชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศมีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เป็นการช่วยคุ้มครองเด็ก เยาวชน สตรีและสถาบันครอบครัวจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ยาเสพติดและอาชญากรรมได้อย่างยั่งยืน

ข้อเสนอแนะอีกประการหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างมากก็คือ รัฐควรยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้แจ้งความนำจับ เงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ และเงินช่วยเหลือในการปฏิบัติงานยาเสพติด พ.ศ.2561 แล้วให้นำเรื่องเงินรางวัลสินบนค่าตอบแทนคดียาเสพติด รวมถึงคดีค้ามนุษย์ ก่อการร้าย ฟอกเงิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อน องค์กรอาชญากรรม อาชญากรรมข้ามชาติ การพนัน และจราจร มาบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 เพียงฉบับเดียว เพื่อให้มีการกลั่นกรองตรวจสอบโดยอัยการหรือศาลก่อน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ได้จากการประชุมของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nation Office on Drugs and Crime) เมื่อเร็วๆ นี้

การขับเคลื่อนภารกิจที่กล่าวมาข้างต้น ในขณะที่รัฐมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองท้องที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศที่มีพร้อมอยู่แล้ว รัฐบาลจึงเพียงกำหนดนโยบาย มอบหมายภารกิจและจัดสรรงบประมาณ และเพิ่มอัตรากำลังปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. เพื่อทำหน้าที่ประสานงานดูแลภารกิจนี้

โดยกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นแม่งาน มีส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ จิตอาสา ภาคเอกชน ประชาชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ร่วมกันขับเคลื่อน ก็จะเป็นการบูรณาการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ยาเสพติดและอาชญากรรมได้อย่างยั่งยืนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในเชิงประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันใกล้อย่างแน่นอน

อุดมศักดิ์ โหมดม่วง
อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2
รักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดปราจีนบุรี

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘แมท ภีรนีย์’ หรูหราประดับเครื่องเพชร Paraiba มูลค่า 100 ล้าน เฉิดฉายในงานเปิดตัวละครลิขิตรักข้ามดวงดาว
บทความถัดไป‘บิ๊กตู่’ ถึงนครศรีฯยันพร้อมทำงานเต็มที่เพื่อประชาชน ถามชาวบ้าน ‘ผมเป็นนายกฯ​ เดือดร้อนอะไรมากไหม’