คำให้สัมภาษณ์และท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้แก้ไข ความจริงแล้วท่าทีของรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ เบื้องต้นมีข้ออ้างว่าจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนก่อน ล่าสุดมีเหตุผลว่าภัยน้ำท่วมยังไม่เสร็จสิ้น
น่าแปลกใจเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แถลงนโยบายรัฐบาล โดยนโยบายเร่งด่วนข้อหนึ่งของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนั้นคือการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ปรากฏออกมาเป็นข่าวอย่างสม่ำเสมอคือรัฐบาลไม่กระตือรือร้นที่จะดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายนิติบัญญัติเสียอีกที่เริ่มต้นขยับก่อนฝ่ายบริหาร โดยพรรคฝ่ายค้าน 7 พรรคมีความประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มีความเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้
ฟากฝั่งของฝ่ายรัฐบาล มีเพียงความเคลื่อนไหวของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่จะยื่นญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร.ในฐานะรองประธาน วิปรัฐบาลเองก็มีท่าทีเห็นด้วย โดยให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นการหารือภายในพรรคว่าจะเสนอญัตติอย่างไรบ้าง รัฐธรรมนูญมีประเด็นใดควรได้รับการแก้ไข เป็นต้น และจะยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในสมัยการประชุมหน้า เพราะคิดว่าไม่สามารถยื่นได้ทันในสมัยการประชุมนี้ เนื่องจากจะปิดสมัยการประชุมในวันที่ 18 กันยายน
ในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้รัฐบาลจะให้สัญญาต่อสภา โดยนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายสนับสนุนศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วน ทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี แต่ดูเหมือนว่าเมื่อฝ่ายสภาหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาดำเนินการ รัฐบาลกลับแสดงทีท่าคัดค้าน แสดงความชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย กรณีที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างความสับสนและคำถามว่า รัฐบาลมีเจตนาต่อการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นไร คำสัญญาจากถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีในวาระแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาที่บอกว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน จะทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนั้น จะทำให้สำเร็จในกรอบเวลาที่รัฐบาลกำหนดได้เช่นไร

