หน้าแรก บทความ การเมืองว่าด้...

การเมืองว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการน้ำ : โดย ศ.โกวิทย์ พวงงาม

19.09.19 | 14:10 น.
การเมืองว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการน้ำ : โดย ศ.โกวิทย์ พวงงาม

การเมืองว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการน้ำ : โดย ศ.โกวิทย์ พวงงาม

ผมเข้าใจว่าการพัฒนาประเทศตามแนวทางกระแสหลัก (Main Stream Economic) แม้ว่าจะเป็นการเร่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและภาคบริการให้เติบโตได้มาเพียงใดก็ตาม แต่ในทางกลับกันก็ส่งผลกระทบก่อให้เกิดการทำลายสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมากมายมหาศาล เช่นกัน

ทั้ง ดิน น้ำ ป่า

และในที่สุดสภาพธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศก็เปลี่ยนแปลงไปจนยากที่จะกลับมาเหมือนเดิมอีก และนี่คือที่มาของวิกฤตการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ที่เป็นวัฏจักรวนเวียนให้เห็นนับเป็นเวลานานมากกว่า 30 ปีมาแล้ว

จนกล่าวได้ว่าในปีนี้ก็มาถึงรอบของการท่วมซ้ำซากอีกครั้ง ในหลายๆ จังหวัดในภาคเหนือ วนเวียนมาภาคอีสานในหลายจังหวัด และโดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี ปรากฏการณ์น้ำท่วมมีให้เห็นทุกๆ ปี ผลกระทบก็เช่นเคยมีผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน รวมทั้งเรือก สวนไร่นา

Advertisement

แม้ว่าจะมีการระดมความช่วยเหลือทั้งรัฐบาล ส่วนราชการ และภาคประชาสังคม ที่เห็นว่าคนไทยต่างก็มีน้ำใจช่วยเหลือในเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมชาติด้วยกันอย่างดีก็ตาม แต่ยังเห็นว่าความช่วยเหลือก็กระทำกันแบบชายผ้าเอาหน้ารอด โดยเฉพาะเมื่อมีภัยธรรมชาติน้ำท่วมกันทีก็ระดมความช่วยเหลือกันที ขาดซึ่งการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเกิดความยั่งยืนในอนาคต

ทั้งๆ ที่เมื่อ 6-7 ปี (2553) ที่แล้วมีนักวิทยากรด้านสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ และบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงในประเทศอังกฤษ ได้ออกมาเตือนและเผยแพร่รายงานว่า ประเทศที่มีความเสี่ยงภัยจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงใน 170 ประเทศทั่วโลก ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับที่ 14 เข้าข่ายกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงที่สุดในโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยจะมีภัยพิบัติซ้ำซาก หากไม่ได้วางแผนแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบ

ผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบ ให้มีความยั่งยืนได้ เพราะการวางแผนการพัฒนาที่มุ่งการพัฒนาที่หาประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมจนมากเกินไป และเป็นส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง กลุ่มการเมือง กลุ่มธุรกิจ กลุ่มเอกชน ที่ยังต้องการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรส่งผลต่อการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมากเกินไป

บทเรียนก็คือ การกักเก็บน้ำโดยธรรมชาติเริ่มมีปัญหา แม้ในระบบชลประทานก็เริ่มมีปัญหา การวางระบบโครงสร้างผังเมือง ของแต่ละเมือง แต่ละจังหวัดมีปัญหา โดยเฉพาะการก่อสร้างได้ทำลายทางเดินของน้ำ ในการระบายน้ำ ซึ่งภาคการเมืองในฐานะเข้ามาบริหารประเทศในระยะ 20 กว่าปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้วางระบบการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติที่แต่อย่างใด

หากย้อนไปทบทวน กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีกระแสพระราชดำรัสเรื่องแนวทางในการป้องกันน้ำท่วม ว่าให้น้ำไหลตามที่สูงลงมาหาที่ต่ำตามทางธรรมชาติของน้ำ และทรงแนะนำให้ทำทางระบายน้ำออก (Flood Way) หรือการให้มีทางเดินของน้ำตลอดจนทิศทางการไหลของน้ำ เป็นแนวทางให้ทุกฝ่ายได้ตระหนัก และนำไปเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ เพราะขณะนี้อาจกล่าวได้ว่าสภาพพื้นที่ประเทศไทยทั้งในเขตเมืองและเขตชนบทได้พัฒนาก่อให้เกิดภาวะความทันสมัย มีการก่อสร้างทั้งหมู่บ้านจัดสรรและสร้างเมืองให้เติบโต จนทำลายระบบทางเดินของน้ำ ขาดการระบายน้ำทันท่วงที และไม่มีประสิทธิภาพให้สอดรับกับปริมาณมวลน้ำ

ผมได้มีโอกาสได้ไปดูงานที่ Dalta Work ที่ Rotterdam และไปที่ Institute for Housing and Urban Development Studies (HIS) Erasmus University Netherland ซึ่งมีการศึกษาวิจัยการบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างเครื่องมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเมืองต่างๆ โดยการเน้นการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ผมได้ฟังบรรยายจาก Dr.Ogenis Brilhante ได้อธิบายถึงสภาพภูมิอากาศ โลกปัจจุบันทำให้ฝนตกในปริมาณที่มากกว่าที่คำนวณไว้ ซึ่งในอดีตจะสร้างพื้นที่รับน้ำไว้ เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ซึ่งต้องใช้พื้นที่และงบประมาณจำนวนมาก แต่ควรจะหาวิธีการอื่นๆ เพื่อสร้างระบบระบายน้ำให้รอบด้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่รับน้ำ ทางน้ำ ระบบผังเมือง และการเพาะปลูก การเกษตร และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุม

Dr.Ogenis Brilhante อธิบายเสนอให้เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองเพื่อให้เป็นพื้นที่อุ้มน้ำมากขึ้น (Green Infrastructure) ซึ่งส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศ และรักษาสภาพแวดล้อม เช่น อาคารหนึ่งมีทั้งสวนบนอาคาร และระบบระบายน้ำฝน การทำสวนผัก และดอกไม้ไว้บนอาคาร

ในระดับชุมชนจะต้องคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะให้มีสภาพตามธรรมชาติให้มากที่สุด นอกจากนั้นการสร้างระบบพื้นฐาน เช่น การสร้างทางเท้าให้มีทางระบายน้ำ และสวนดอกไม้ไปพร้อมๆ กัน การปรับระบบสาธารณูปโภคให้มีความหลากหลายมากขึ้น ปรับพื้นที่สวนสาธารณะเป็นพื้นที่รับน้ำได้ สร้างสนามฟุตบอลสามารถแปลงเป็นสภาพอ่างเก็บน้ำได้สร้างถนนหรือทางเดินให้น้ำสามารถซึมผ่านได้ (ใช้ระบบการก่ออิฐให้มีระยะห่าง) การสร้างสวนสำหรับน้ำฝนภายในบ้าน และการปลูกพืชและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองโดยเน้นพืชพื้นเมือง

ข้อสังเกตซึ่งได้มีการเปรียบเทียบการบริหารจัดการน้ำระหว่างเนเธอร์แลนด์กับประเทศไทย ไว้เป็นอุทาหรณ์ในการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทยให้มีความยั่งยืน เพื่อป้องกันภัยพิบัติจากน้ำท่วม ดังนี้

1.เนเธอร์แลนด์ วางแผนบริหารจัดการน้ำ ทั้งระบบในประเทศเป็นแผนระยะยาว มองไปข้างหน้า 30-50 ปี ในขณะประเทศไทยวางแผนระยะสั้น แก้ปัญหาเป็นคราวๆ ไม่ปะติดปะต่อ ขาดความต่อเนื่องและขาดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ที่สำคัญการวางแผนแก้ไขปัญหาขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมือง ที่มีความคิดแบบการเมือง

2.เนเธอร์แลนด์ เน้นการวางแผนจัดการน้ำเชิงรุก และพัฒนาพื้นที่เป็นระบบไม่ว่าจะเป็นการให้พื้นที่เป็นพื้นที่อุ้มน้ำ (Green Infrastructure) การสร้างสวนรับน้ำฝนภายในบ้าน แต่ประเทศไทยกลับวางแผนการจัดการน้ำในเชิงตั้งรับจะเร่งดำเนินการก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นมาเท่านั้น

3.เนเธอร์แลนด์ มีส่วนราชการในการรับผิดชอบจัดการน้ำที่เป็นเอกภาพ มีผู้รับผิดชอบชัดเจน จำนวนหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่มากนัก ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่รับผิดชอบในการจัดการน้ำมีจำนวนมาก และมีความซ้ำซ้อน ที่สำคัญมักชอบเน้นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำการแก้ไขปัญหาน้ำ ซึ่งคณะกรรมการก็มักจะทำงานเป็นไปด้วยความอืดอาดไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง

4.เนเธอร์แลนด์ ออกกฎหมายบังคับใช้การจัดการน้ำ โดยมองไปข้างหน้าหรืออนาคตในระยะเวลาประมาณ 100 ปี มีการบังคับการใช้ระบบเก็บภาษีเกี่ยวกับการจัดการน้ำที่เข้มแข็ง ในขณะที่ประเทศไทยมีระบบการจัดเก็บภาษีที่หละหลวม มีช่องโหว่และหลีกเลี่ยงภาษีกันมาก กฎหมายในการจัดการน้ำก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการทางการเมืองมิค่อยเป็นไปตามตรรกะและเหตุผล

5.การใช้ประโยชน์ในที่ดินและผังเมือง เนเธอร์แลนด์มีการปรับปรุงกฎหมายการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้ทันสมัยอยู่เสมอ ขณะที่ประเทศไทย การใช้กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินมีมานาน แต่ไม่ปรับให้ทันกับสภาพปัญหาบ้านเมือง และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศไทยใช้ผังเมืองรวม และขาดประสิทธิภาพ ขณะที่เนเธอร์แลนด์เน้นการใช้ประโยชน์ในที่ดินเฉพาะเรื่องเพื่อให้ตรงกับศักยภาพของที่ดิน

ดังนั้น ผมเข้าใจว่าเมื่อได้เห็นข้อเปรียบเทียบดังกล่าว น่าจะทำให้เกิดข้อคิดว่าการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย มีความจำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นปัญหา อุปสรรคต่างๆ ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ยังแยกส่วนกันทำงานขาดความมีเอกภาพในการบริหารจัดการน้ำ การปฏิรูปกฎหมายและการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และผังเมืองที่ยังเป็นจุดอ่อนอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลจะต้องขจัดปัญหาเหล่านี้ และวางยุทธศาสตร์ในเชิงนโยบายที่นำข้อคิดจากข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นมาใช้ประโยชน์

และตัดประเด็นการบริหารที่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ที่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ชาติในการบริหารเชิงรุกให้มีความยั่งยืนในการจัดการน้ำ เพื่ออนาคตในระยะยาวต่อไป

ศ.โกวิทย์ พวงงาม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังท้องถิ่นไท