เปิดอกคุย : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

การที่รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้เปิดอกคุยกับประชาชนเป็นครั้งแรก ณ สนามกีฬาอลิซาเบ็ธ เมื่อวันที่ 26 กันยายนนั้น
เป็นการสะท้อนให้เห็นในเชิงสัญลักษณ์ว่า คือการแก้ปัญหาเบื้องต้นในกรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลกับประชาชน อันเกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้ประเทศจีน

แม้การพูดคุยกับประชาชนเพียงครั้งเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันที

แต่อย่างน้อยก็เป็นการแสดงถึงการเคารพซึ่งกันและกัน พูดคุยในประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายประสงค์จะคุย ตลอดจนการแสดงความคิดเห็นต่างๆ เพื่อช่วยคลี่คลายบรรเทาปัญหา

“แคร์รี่ หล่ำ” ผู้ว่าการพิเศษฮ่องกงรับสารภาพว่า เกิด “disconnect” กับประชาชน และเป็นเหตุให้เกิดเหตุ “แตกแถว” ในการบริหารราชการ

เป็นคำพูดที่สร้างสรรค์ ตรรกะดี มีเหตุผล น่าชื่นชม

แม้ความเห็นของคนฮ่องกงที่มีต่อเธอนั้น มีความแตกต่าง

แต่เป็นเหตุผลของปัจเจกบุคคล

ทว่า อย่างน้อยที่สุด การเปิดอกคุยในครั้งนี้ไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย และดำเนินไปด้วยดี

เป็นการเริ่มต้นที่ดี

สำนวนจีนกล่าวว่า “การเริ่มต้นที่ดี ย่อมเป็นความสำเร็จไปกึ่งหนึ่งแล้ว”

การเปิดอกคุยดำเนินไปด้วยดี เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า “ฮ่องกงมีความสามารถในการแก้ปัญหาความแตกแยกบนพื้นฐานแห่งสันติภาพ เหตุผล และปราศจากการใช้กำลัง”

“แคร์รี่ หล่ำ” ใช้เวลา 1 เดือนในการเตรียมการ “เปิดอกคุย” กับประชาชน

เธอได้เลียนแบบประธานาธิบดีเอ็มมานูแอล มาครง ประเทศฝรั่งเศส เปิด “อภิปรายใหญ่ทั่วประเทศ” เพื่อรับมือกับ “ขบวนการเสื้อกั๊กเหลือง”

เหตุการณ์ต่อต้านประท้วงร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน เริ่มก่อตัวตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน นับวันเลวร้ายถึงขั้นจลาจล มีผู้ล้มหายตายจากจำนวนไม่น้อย กรณีเป็นบ่อนเซาะความมั่นคงและเป็นเหตุให้ภาวะเศรษฐกิจของ “ฮ่องกง” ไปสู่ทางหายนะ

การเปิดอกคุย มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

คนที่เห็นด้วยคือฝ่ายที่ประสงค์ให้ฮ่องกงรีบกลับสู่สภาพปกติ

ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกล่าวว่ารัฐบาล “สร้างภาพ”..

ต้องยอมรับว่า บรรยากาศทางการเมืองฮ่องกงในปัจจุบัน การเปิดอกคุยเพียง 1-2 ครั้งไม่สามารถบรรเทาเหตุการณ์ที่ตึงเครียดได้โดยพลัน
การรับฟังความเห็นของประชาชนในครั้งนี้ พอสรุปประเด็นหลักๆ คือ

1 เจ้าหน้าที่ตำรวจใหญ่ใช้กำลังปราบปรามประชาชนเกินกว่าเหตุ

1 คนฮ่องกงส่วนใหญ่กังวลประเด็น “1 ประเทศ 2 ระบบ”

“แคร์รี่ หล่ำ” ยืนยันสนับสนุนการใช้กฎหมายที่เข้มงวด เจ้าหน้าที่จะกระทำผิดวินัยไม่ได้ ดูเหมือนเป็นการพูดแบบการทูต คำตอบกว้างและหลวม

หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ “ตอบเลี่ยงบ่ายเบี่ยง” นั่นเอง

ว่ากันว่า การเปิดอกคุยครั้งนี้ ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างพูด และตอบไม่ตรงประเด็น

หากพินิจถึงตรรกะ การแก้ปัญหา ถ้าไม่หันหน้าเข้าหากันพูดคุยกัน ก็ไม่มีทางที่จะทำให้ขอบเขตแห่งปัญหาแคบลง และก็ไม่มีโอกาสที่จะทำให้ปัญหาหมดไป

ต้องยอมรับว่า การใช้กำลังไม่สามารถแก้ปัญหาได้

แม้การหันหน้าเข้าหากันจะช้าไป แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ดูตัวอย่าง เช่น ไอร์แลนด์เหนือแม้มีปัญหาสับสนวุ่นวาย

ในที่สุด ก็ผ่านการหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกัน จึงไปสู่เส้นทางสันติภาพได้

ฉะนั้น ฮ่องกงจึงไม่มีเหตุผลที่จะละเลยการเปิดอกคุย และไปสู่ทางสันติภาพได้ฉันนั้นแล

ดูตัวอย่าง เช่น เดือนมกราคม ปีนี้ ประธานาธิบดีมาครง ฝรั่งเศส ได้เปิดการอภิปรายทั่วประเทศเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อรับมือกับขบวนการเสื้อกั๊กเหลือง

เมื่อเริ่มต้นมีความยากลำบาก นักวิเคราะห์ก็ไม่เห็นด้วย การสำรวจประชามติ ผลปรากฏว่า มีประชาชนร้อยละ 70 เห็นว่าไม่สามารถยุติความโกรธเคืองของพวกเขาได้

และมีคนไม่มีความเชื่อมั่นคำพูดของตัวแทนที่เข้าร่วมการเจรจาจะมีน้ำหนักเพียงพอ เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และเกษียณอายุราชการ หากมิใช่ผู้ที่ทำการประท้วง

แต่เวลาผ่านไป 3 เดือน ปรากฏว่าการเปิดอกคุยกับประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มาตรการของ “มาครง” คือ ตอบสนองการร้องขอของประชาชน เช่น ฟื้นฟูการจัดเก็บภาษีคนรวย และในทำนองเดียวกัน เขาก็ทำการปรับลดภาษีเป็นกระบวนการตามสมควรแก่เหตุ เพื่อให้สอดคล้องกับการร้องขอของผู้ประท้วง แต่ก็มิใช่ตอบรับทุกอย่างที่ขอ และประกาศยืนยันไม่ยอมก้มหัวให้กับผู้ที่ใช้กำลังเป็นอันขาด..

ในเมื่อไอร์แลนด์เหนือ และฝรั่งเศสใช้วิธีเปิดอกคุย ไปสู่สันติภาพได้ ฮ่องกงก็น่าจะทำได้
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประท้วงการร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้จีนแผ่นดินใหญ่นั้น แผ่นดินที่ปกครองด้วยหลักนิติรัฐ ได้รับความบอบช้ำทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เพราะว่าฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก
การประท้วงเริ่มตั้งแต่ชุมนุมโดยสงบจนลุกลามบานปลายเข้าขั้นจลาจล เศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ มีคนตาย มีคนบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว ขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมหาศาล ภาพลักษณ์แห่งเมืองสวรรค์สูญสิ้นหมดไป ร้านค้าปิดกิจการ ประชาชนอยู่กันอย่างอกสั่นขวัญแขวน ฉายาเมืองสวรรค์กลายเป็นเมืองซึมเศร้า

การที่ “แคร์รี่ หล่ำ” ได้จัดให้มีการเปิดอกคุย เป็นเรื่องที่ถูกต้อง และถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน การ “เปิดอกคุย” คือวิธีที่ดีที่สุด ที่มีโอกาสจะทำให้รัฐบาลและคนฮ่องกง

Reconnect !

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ครูกูเกิล กับการอ่านและรู้เท่าทันสื่อ : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
บทความถัดไปอดีต ผอ.เทพมงคลรังษี พร้อมนักข่าว ร้องขอความเป็นธรรมผู้ว่าฯกาญจน์ ถูกกลุ่มผู้สนับสนุนฝั่ง รร.วิสุทธรังษี ปรี่เข้าทำร้ายร่างกาย