หน้าแรก บทความ การเมือง หมวก...

การเมือง หมวกหลายใบ : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

18.10.19 | 13:00 น.

การออกมาใช้เวทีกองบัญชาการกองทัพบกบรรยายพิเศษ เรื่องแผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง เชิญฝ่ายต่างๆ เข้าร่วมฟัง พร้อมประกาศจุดยืนต่อสถานการณ์การเมืองล่าสุดของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก สร้างความฮือฮาอีกครั้ง ต่อจากฝ่ายกฎหมายกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กองทัพภาคที่ 4 แจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำพรรคฝ่ายค้านจัดเวทีเคลื่อนไหวอภิปรายรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

เป็นสองกรณีที่น่าวิเคราะห์เทียบเคียงอย่างยิ่งถึงบทบาทของทั้งสองฝ่ายซึ่งล้วนเป็นระดับนำของกองทัพบกด้วยกันทั้งคู่

เหตุการณ์ที่ภาคใต้อ้างถึงการทำหน้าที่ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงและ พ.ร.บ.กอ.รมน. ซึ่งก็ถูกโต้ตอบจากนักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการว่ากระทำการเกินความพอดี โดยไม่แยกแยะ แต่เหวี่ยงแห เล่นงานไปทั่ว ไม่คำนึงถึงผลกระทบทางการเมืองและกฎหมายที่จะตามมา เมื่อแกนนำฝ่ายค้านเอาคืนด้วยการแจ้งความดำเนินคดีกลับบ้าง

อีกกรณีการแสดงออกของ ผบ.ทบ. ถึงแม้จะไม่พูดออกมาชัดๆ แต่อนุมานได้ว่าใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญรองรับไว้ให้ทำได้ ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ไม่ทำให้สังคมเกิดความร้าวฉาน ขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง จนนำไปสู่ความรุนแรงได้

แต่เนื่องจากผู้บัญชาการทหารบกมีหลายสถานะ สวมหมวกหลายใบในเวลาเดียวกัน ฐานะแรกเป็นประชาชนพลเมืองราษฎรไทยคนหนึ่ง ฐานะต่อมาเป็นวุฒิสมาชิกซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองจากผลพวงของรัฐธรรมนูญ ฐานะสุดท้ายเป็นผู้บัญชาการทหารบก คุมกำลังทหาร มีอาวุธ อำนาจมหาศาลอยู่ในมือ การแสดงออกที่ส่งผลกระทบกว้างขวางต้องพูดให้ชัดว่าใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะอะไร หมวกใบไหน

Advertisement

การอ้างสิทธิในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง เมื่อใช้สิทธิดังกล่าวแล้วเกิดการตอบโต้ สวนกลับ เกิดผลกระทบไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีถูกเรียกร้องให้ออกมาแสดงท่าทีจนกระทั่งให้ลาออก ผบ.ทบ.ต้องยอมรับสิทธิ เสรีภาพของฝ่ายเห็นต่างที่ออกมาตอบโต้เช่นเดียวกัน

ประเด็นที่น่าคิดพิจารณา คือการใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะประชาชนของคนเป็นข้าราชการควรกระทำแค่ไหน อย่างไร และที่ไหน

การใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าว หากเกิดขึ้นในเวทีสาธารณะเปิดทั่วไป ไม่ใช่สถานที่ราชการกองทัพบกเป็นที่ประกาศจุดยืน ความร้อนแรง การโต้ตอบอาจไม่ถึงขั้นนี้ แต่เมื่อใช้เวทีของราชการของกองทัพย่อมเท่ากับว่าการแสดงออกภายใต้สิทธิ อำนาจหน้าที่ในหมวกของผู้บัญชาการทหารบกโดยตรง

ถามหาหากผู้คุมกำลังทหาร ตำรวจ ข้าราชการในส่วนอื่น อาทิ ผบ.ทอ. ผบ.ทร. ผบ.ทสส. ผบ.ตร. ปลัดกระทรวงกลาโหม มหาดไทย ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพทำนองเดียวกัน ในฐานะของความเป็นประชาชนในเวทีขององค์กรหน่วยงานตัวเองบ้าง สามารถกระทำได้หรือไม่ ควรกระทำหรือไม่ หากเกิดการตอบโต้กลับคืนจากฝ่ายเห็นต่างเช่นเดียวกัน จะส่งผลสะเทือนต่อสถานการณ์ เสถียรภาพของฝ่ายบริหารและการเมืองโดยรวมอย่างไร

หากเป็นการแสดงออกภายใต้หมวกอีกใบหนึ่งคือสมาชิกวุฒิสภา สามารถกระทำได้ในเวทีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา และการประชุมรัฐสภา ซึ่งผู้บัญชาการทหารเหล่านั้นเป็นสมาชิกอยู่ด้วย เหตุการณ์จะเป็นเช่นไร ขีดจำกัดความอดทนของแต่ละฝ่ายมีมากพอที่จะไม่ทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายจนกระทบต่อเสถียรภาพของการเมืองทั้งระบบเพียงไร

ภาพที่ว่านี้เป็นสถานการณ์สมมุติที่น่าติดตาม จะเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่งในอนาคตหรือไม่ จะเป็นชนวนนำไปสู่เหตุการณ์อะไรต่อไป เป็นมุมมองด้านลบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้

ตรงกันข้ามหากมองมุมกลับ มองด้านบวก การใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะประชาชนของผู้บัญชาการทหารบก ทำให้สังคมได้กลับมาขบคิดพิจารณา ถึงหลักการของการเมืองระบอบรัฐสภาอีกครั้งคือ ฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำควรแยกจากกันเพื่อถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ไม่เกิดอำนาจและผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างฝ่ายกำหนดนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ รวมถึงหลักการไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน

การแสดงออกทั้งของผู้บัญชาการทหารบก กอ.รมน.ภาค 4 ครั้งนี้เข้าข่ายฝ่ายประจำแทรกแซงการเมืองหรือไม่

ที่ผ่านมาการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองต่อข้าราชการประจำเกิดขึ้นเรื่อยมา จนมีความพยายามให้ข้าราชการรวมตัวกันในนามของสหภาพราชการ โดยมีกฎหมายรองรับ เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิการแสดงออกของข้าราชการและเสรีภาพในฐานะประชาชน ป้องกันการแทรกแซง ครอบงำจากฝ่ายต่างๆ แต่ในที่สุดก็ไม่เป็นจริงมาถึงบัดนี้

ฉะนั้น หลักการ การปฏิบัติหน้าที่โดยสวมหมวกใบเดียวกับสวมหมวกหลายใบในเวลาเดียวกัน การใช้สิทธิเสรีภาพของข้าราชการในฐานะประชาชน ควรกระทำได้ภายใต้ขอบเขตแค่ไหน โดยไม่ต้องรอให้ถึงโอกาสการหย่อนบัตรใช้สิทธิในคูหาเลือกตั้งเท่านั้น ล้วนเป็นประเด็นควรนำมาพิจารณาในการเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบใหม่ เป็นอย่างยิ่ง